อานาปานานุสสติ
อานาปานานุสสติกรรมฐาน แปลว่า  ระลึก ถึงลมหายใจเป็นอารมณ์ กรรมฐานกองนี้เป็นกรรมฐานกองใหญ่คลุมกรรมฐานกองอื่น ๆ เสียสิ้น เพราะจะปฏิบัติกรรมฐาน ๔๐ กองนี้กองใดกองหนึ่งก็ตาม จะต้องกำหนดลมหายใจร่วมไปพร้อม ๆ กับกำหนดพิจารณากรรมฐานกองนั้น ๆ  จึงจะได้ผล หากท่านผู้ใดเจริญกรรมฐานกองใดก็ตาม ถ้าละเว้นการกำหนดเสียแล้ว กรรมฐานที่ท่านเจริญจะไม่ได้ผลรวดเร็วสมความมุ่งหมาย อานาปานานุสสตินี้ มีผลถึงฌาณ ๔ สำหรับท่านที่มีบารมีเป็นพุทธสาวก ถ้าท่านที่มีบารมีในวิสัยพุทธภูมิ คือท่านเป็นพระโพธิสัตว์คือปราถนาพุทธภูมิ ท่านผู้นั้นจะทรงฌาณในอานาปานานุสสตินี้ถึงฌาณที่ ๕
สมาธิ สามารถที่จะฝึกได้ทุกศาสนา
....................
เรียบเรียงโดย คนเมืองบัว
“””””””””””””””””””””””””””””””””””””""""""""""""""""
.......................................
.คำนำ
..
........สิ่งที่มนุษย์มักมองข้ามความสำคัญให้แก่ตนเอง นั้นคือความมีความตั้งมั่นของกำลังใจ ในการทำกิจการงานต่างๆ พอรู้สึกตนอีกครั้งก็พบว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ในการทำกิจการงานนั้นๆ หรือทำให้ประสิทธิภาพถดถอยโดยไร้เหตุผล ในบางครั้งตนเองก็อยากที่จะเข้าใจได้ มารู้อีกทีเมื่อประเชิญหน้ากับความทุกข์กังวล
..........ท่านทราบหรือไม่ว่า ความฟุ้งซ่านของอารมณ์จิต ในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ในขณะทำกิจการงานต่างๆ เป็นต้นเหตุที่สำคัญที่ทำให้ความตั้งมั่นของกำลังใจสูญเสียไป
..........ความตั้งมั่นของกำลังใจคุณสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตนเอง เพื่อเสริมความแข็งแกล่ง ก่อให้เกิดความรู้ตัวทั่วพร้อม ในปัจจุบันที่กระทำการนั้นๆ ดังนี้
..........๑)ด้วยความรู้สึกนึกคิด ที่คัดกรองแล้วว่าเป็นประโยชน์สูงสุดไม่เป็นที่เบียดเบียนแก่ตนเองและบุคคลอื่นๆ
..........๒)ด้วยการพูด ตามความรู้สึกนึกคิดที่คัดกรองแล้วว่าเป็นประโยชน์สูงสุดไม่เป็นที่เบียดเบียนแก่ตนเองและบุคคลอื่นๆ
..........๓)ด้วยการกระทำการใดๆ ตามความรู้สึกนึกคิดที่คัดกรองแล้วว่าเป็นประโยชน์สูงสุดไม่เป็นที่เบียดเบียนแก่ตนเองและบุคคลอื่นๆ
..........เมื่อผู้ใดมีความสามารถที่จะมีความรู้ตัวทั่วพร้อม ในเรื่องทั้ง ๓ ประการนี้ จะเป็นพื้นฐานของความไม่ประมาทในครองชีวิต ย่อมได้รับความสุขอยู่เป็นปกติ ตลอดไปโดยแท้นั้นเอง
..........คนเมืองบัว จึงใคร่ของเรียบเรียงนำเสนอแด่ทุกๆท่าน ในภาษาที่เป็นกลางที่ ทุกชาติทุกศาสนาสามารถที่จะ นำความรู้นี้ไปปฏิบัติด้วยตนเอง อย่างไร้ขอบเขตพรมแดนแห่งความเชื่อ ไม่ว่าศาสนาหรือลัทธิใดๆที่มีความยึดมั่นการทำความดีแบบอิงธรรมชาติ เป็นมูลเหตุเดียวกันในกันได้หมด
..........โลกในยุคโลกาภิวัตน์นี้จะได้มีความเจริญทางจิดใจ เสมอหรือเท่าเทียมกันความอยู่เย็นเป็นสุขจะเกิดแก่ชาวโลกตลอดไปนั้นเอง
..............................ด้วยความปราภณาดี
..............................คนเมืองบัว
.............................. สมาธิพื้นฐาน
”””””””””
..........ทุกข์เกิดจากความไม่มีสมาธิ
..........ก่อนอื่นใคร่ของชี้แจงให้ท่านได้เข้าใจในโครงสร้างเบื้องต้น ถึงความฟุ้งซ่านของกำลังใจที่ก่อให้เกิดทุกข์ ที่เกิดจากความไม่มีสมาธิในการแยกแยะปัญหา แล้วกระทำการตามสถานการณ์นั้นๆ เกิดกับมนุษย์ทุกๆคน ทุกชาติ ศาสนาในโลกนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงพอให้ทุกๆท่านได้เข้าใจในเบื้องต้นตามลำดับ ดั่งนี้

..........กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ๓ ประการ ที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกนี้ได้แก่
.......... ๑) กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเรานี้ “ ต้องมีการเกิดขึ้นมาใหม่” โดยวิธีการของธรรมชาติ หรือโดยวิธีการสร้างขึ้นใหม่ เป็นธรรมดา
..........๒) กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเรานี้ เมื่อการเกิดขึ้นมา “ต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา” โดยธรรมชาติ เป็นธรรมดา
..........๓) กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเรานี้ เมื่อการเกิดขึ้นมา “ต้องมีการสลายตัวไปเป็นสิ่งใหม่ ไปตามกาลเวลา” โดยธรรมชาติ เป็นธรรมดา.
..........กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ๓ ประการ ที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่อาจที่จะหลีกพ้นไปได้

..........ความทุกข์มีบ่อเกิดจาก อารมณ์ใจของเรา
..........หมายถึงความรู้สึกนึกคิดของเรา ที่มีความคิดหาหนทาง เพื่อให้สมกับความต้องการ
..........๑)ด้วยความรู้สึกนึกคิด
..........๒)ด้วยการพูด
..........๓)ด้วยการกระทำการ
..........โดยหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เพื่อที่จะต้านกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ๓ ประการ ที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกนี้ ให้ได้ด้วยอาศัยสื่อสัมผัส ๒ ทางด้วยกัน
..........๑)โดยอาศัยสื่อสัมผัส ภายนอก ๕ อย่าง
....................๑.๑)รูป ต่างๆที่เราสามารถมองเห็น
....................๑.๒)เสียง ต่างๆที่เราสามารถได้ยิน
....................๑.๓)กลิ่น ต่างๆที่เราสามารถได้กลิ่น
....................๑.๔)รส ต่างๆที่เราสามารถได้รัปประทาน
....................๑.๕)สิ่งที่ต้องกาย ต่างๆที่เราสามารถสัมผัสได้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง
.......... สิ่งต่างๆเหล่านั้น มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ในโลกนี้
..........๒)โดยอาศัยสื่อสัมผัส สื่อสัมผัสภายในกาย ๕ อย่าง
.................... ๒.๑) ตา การรับภาพจากภายนอก มาร่วมปรุงแต่งให้ใจเป็นทุกข์ ว่าดี/ไม่ดี
....................๒.๒) หู การรับเสียงจากภายนอก มาร่วมปรุงแต่งให้ใจเป็นทุกข์ ว่าไพเราะ/ไม่ไพเราะ
....................๒.๓) จมูก การรับกลิ่นจากภายนอก มาร่วมปรุงแต่งให้ใจเป็นทุกข์ ว่าหอม/ไม่หอม
....................๒.๔) ลิ้น การรับรสชาติจากภายนอก มาร่วมปรุงแต่งให้ใจเป็นทุกข์ ว่าอร่อย/ไม่อร่อย
.................... ๒.๓) กำลังความคิดที่มีการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตน จากภายนอก มาร่วมปรุงแต่งให้ใจเป็นทุกข์ ว่าสิ่งที่ต้องกาย ต่างๆที่เราสามารถสัมผัสได้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นที่พอใจ/ไม่พอใจ
..........เป็นเหตุที่เป็นพื้นฐาน ทำให้มนุษย์เราต้อง เกิดความทุกข์ใจความทุกข์อยู่เสมอ

.......ความทุกข์มีบ่อเกิดจาก อารมณ์ใจของเราที่แท้จริง คือการที่มีกำลังความคิดที่มีการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝืนกับ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ๓ ประการที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีเหตุอยู่ ๓ ประการ
..........๑) เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตน“ในสิ่งที่ไม่เคยมีขึ้นแก่ตัวเรา ก็อยากให้มีสิ่งนั้นๆขึ้นให้แก่ตัวเรา” ( กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเรานี้ “ ต้องมีการเกิดขึ้นมาใหม่” โดยวิธีการของธรรมชาติ หรือโดยวิธีการสร้างขึ้นใหม่ เป็นธรรมดา)
..........๒) เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตน“เมื่อสิ่งนั้นๆขึ้นให้แก่ตัวเราแล้ว ก็อยากให้สิ่งนั้นๆอยู่กับแก่ตัวเราตลอดกาลตลอดสมัย ” (กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเรานี้ เมื่อการเกิดขึ้นมา “ต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา” โดยธรรมชาติ เป็นธรรมดา)
..........๓) เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตน“เมื่อสิ่งนั้นๆขึ้นให้แก่ตัวเราแล้ว ก็ไม่อยากให้ เสื่อมสลายไปจากตัวของเรา” ( กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเรานี้ เมื่อการเกิดขึ้นมา “ต้องมีการสลายตัวไปเป็นสิ่งใหม่ ไปตามกาลเวลา” โดยธรรมชาติ เป็นธรรมดา.)

..........เหตุทั้ง ๓ ประการณ์ ข้างต้นนี้จะไม่สมบูรณ์จนกว่าจะได้เข้าร่วมกับ “กายเนื้อของเรา”นี้ รวมกันอีก ๕ ประการ
..........๔) การหลงติดอยู่ใน รูปร่างของกาย มนุษย์เรา ๒ ประการ
....................๔.๑) รูปร่างของกายที่สวยงาม
....................๔.๒) รูปร่างของกายไม่สวยงาม
..........๕) การหลงติดอยู่ใน อารมณ์การปรุงแต่งในความรู้สึกของมนุษย์เรา ๓ ประการ เช่น
....................๕.๑) ในอารมณ์การปรุงแต่ง ในความสุขชนิดต่างๆ
....................๕.๒) ในอารมณ์การปรุงแต่ง ในความไม่สุขและไม่ทุกข์ชนิดต่างๆ
....................๕.๓) ในอารมณ์การปรุงแต่ง ในความทุกข์ต่างๆ
..........๖) การหลงติดอยู่ใน อารมณ์ความจำได้และเครื่องหมายเตือนความทรงจำ มนุษย์เรา ๒ ประการ
....................๖.๑) ในอดีตที่ เป็นความทรงจำในสิ่งที่มีแต่ความสำเร็จ หรือดีๆ
....................๖.๒) ในอดีตที่ เป็นความทรงจำในสิ่งที่มีแต่ความ ผิดพลาด หรือไม่ดีๆ
..........๗) การหลงติดอยู่ใน ร่างกายที่เรียกว่า อวัยวะ ซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็น มนุษย์ ๒ ประการ
....................๗.๑) ร่างกายที่เรียกว่า อวัยวะ ที่สวยงาม
....................๗.๒) ร่างกายที่เรียกว่า อวัยวะ ที่ไม่สวยงาม
..........๘) การหลงติดอยู่ อาการเคลื่อนไหว ต่างๆ (ข้อ ๑ ถึง ๗)อีก ๒ ประการ
....................๘.๑) ว่าดี ว่างดงาม
.................... ๘.๒) ว่าไม่ดี ว่าไม่งดงาม
.......... เป็นต้นเหตุของความเศร้าหมองแก่ใจของตนเอง ๓ อย่าง
..........๑)ความต้องการยื้อแย่งมาเพื่อตนเอง ในเรื่องของ รูปสวย เสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ
..........๒)ความต้องการยื้อแย่งมาเพื่อตนเอง ด้วยความที่มีแต่โกรธ และด้วยความที่มีแต่ความพยาบาท
..........๓)ความต้องการยื้อแย่งมาเพื่อตนเอง ด้วยความหลงตนเองว่าตัวเราดีกว่าคนอื่น ด้วยความหลงตนเองตัวเราดีเสมอคนอื่น ด้วยความหลงตนเองเลวกว่าคน
..........ถ้าหากรอที่ได้มาเพื่อความถูกต้องไม่ได้ ...... มักตัดสินใจด้วยการละเมิดสิทธิของมนุษย์ และ อื่นๆ ๕ ประการ มีแต่ความพยาบาทแก่ฝ่ายที่ถูกละเมิดตามระดับของความรุนแรง

..........การละเมิดสิทธิของมนุษย์ และ อื่นๆ หรือเป็นข้อยกเว้นซึ่งเป็นระเบียบมูลฐาน ของการอยู่ร่วมกันในโลกมนุษย์ เพื่อที่จะเป็นระบบป้องกันความทุกข์ ที่มาจากบุคคลภายนอก มีกฏกติกา ๕ ประการ
..........๑) มีความพอใจที่จะกระทำการโหดร้าย ด้วยการฆ่าชีวิตของคนและ อื่น
..........๒) มีความพอใจที่จะกระทำการโหดร้าย ด้วยการลักทรัพย์สินเงินทองของคนอื่น
..........๓) มีความพอใจที่จะกระทำการโหดร้าย ด้วยการ ในแย่งชิงคนรักของคนอื่น รวมถึงนอกใจคนรักของตน
..........๔) มีความพอใจที่จะกระทำการโหดร้าย ด้วยการ ใช้คำพูดให้บุคคลอื่นๆเสียประโยชน์เพื่อตนหรือพูดเท็จ
..........๕) มีความพอใจที่จะกระทำการ ด้วยการ ดื่มสุรา และไวน์ มอมเมาสติตนเองเป็นเหตุใจจิตใจแก่กล้าที่จะคิดเลวทำเลว ตามข้อที่ ๑ ถึง ๔ แก่บุคคนอื่น
.......... เป็นการหาทุกข์ใหม่ให้แก่ตนเอง ซึ่งมักจะแสดงผล ตามเหตุที่ได้กระทำไป ในอนาคตในระยะใกล้และไกล และในชาติภพต่อๆไป

..........ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เอง ที่เป็นกระบวนการที่เป็นต้นเหตุใหญ่ของความทุกข์ ต่างๆ ด้วยตวามฝุ้งซ่านในจิตใจ ด้วยความไม่สมปราถนา ในการเกิดเป็นมนุษย์นี้ ซึ่งก่วาผู้ใดจะยอมรับ ความเป็นธรรมดาหรือธรรมชาติของโลกนี้ ที่มีความสลับสับเปลี่ยนให้เกิดความทุกข์อย่างต่อเนื่อง แต่รูปลักษณ์ต่างกัน ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ๓ ประการคือ“ ต้องมีการเกิดขึ้นมาใหม่ ต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ต้องมีการสลายตัวไปเป็นสิ่งใหม่ ไปตามกาลเวลา” ที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่อาจที่จะหลีกพ้นไปได้เข้ามาในกิจจวัฎทุกๆวินาที ด้วยความทุกข์กาย การสื่อสารด้วยการพูดจา อารมณ์ที่ปรากฏทางใจ
..........ใคร่ที่จะรวบรวมกระบวนการที่เป็นต้นเหตุใหญ่ของความทุกข์ให้ได้ทราบในเบื้องต้นนี้ ๑๓ ประการ
..........๑) มนุษย์มีความ “ เกิด” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๒)มนุษย์มีความ “ ป่วยไข้ ไม่สบายกายไม่สบายใจ” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๓) มนุษย์มีความ “ พลัดพลากของที่ตนเองรัก และของที่ตนเองชอบ” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๔) มนุษย์มีความ “ แก่ที่ใกล้เข้ามา” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๕) มนุษย์มีความ “ ตายที่ใกล้เข้ามา” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๖) มนุษย์มีความ “ ต้องการที่จะได้ลาภมาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๗) มนุษย์มีความ “ไม่ต้องการสูญเสียลาภที่ได้มาเป็นของเองแล้ว ” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๘) มนุษย์มีความ “ ต้องการที่จะได้ยศตำแหน่งมาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๙) มนุษย์มีความ “ไม่ ต้องการที่จะเสื่อมจากยศตำแหน่งมาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๑๐) มนุษย์มีความ “ ต้องการที่จะได้คำยกย่อง สรรเสริญในสังคม มาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๑๑) มนุษย์มีความ “ไม่ต้องการที่จะคำได้ตำหนิติเตียนและคำนินทา มาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๑๒) มนุษย์มีความ “ ต้องการที่จะมีความสุขสมหวังตามใจตนเองมาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........๑๓) มนุษย์มีความ “ไม่ต้องการที่จะมีความทุกข์ ความเศร้า ความโศก มาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........................................................................................
....................ผู้ที่ฉลาดมักหาหนทางให้แก่ตน
..........ย่อมหาทางหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความทุกข์ทั้ง ๑๓ ประการนี้ แบบชั่วคราว และแบบถาวร เพื่อให้อารมณ์ของใจได้มีเวลาพักจากความเร่าร้อน ในความทะยานอยากนั้นเสีย ให้อยู่ในขอบเขตที่พอดีๆ จึงจะมีความสุขได้พอสมควร ด้วยความยอมรับและเข้าใจ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ๓ ประการคือ“ ต้องมีการเกิดขึ้นมาใหม่ ต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ต้องมีการสลายตัวไปเป็นสิ่งใหม่ ไปตามกาลเวลา” ที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกนี้ ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจะทุเลาเบาบางจากตัวเรา กว่าที่ทุกๆท่านจะเข้าใจถึงจุดนี้ได้ย่อมใช้เวลาในการฝึกกำลังใจให้เกิดปัญญาต่างกัน การฝึกสมาธิจิต สร้างความคิดหาเหตุผลให้กลมกลืนกับธรรมชาติ จึงมีบทบาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
..........สมาธิจิตสามารถฝึกกันได้ในทุกๆท่าน
..........เป็นเครื่องมือในเบื้องต้นในการระงับความฟุ้งซ่าน ด้วยเหตุแห่ง อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ให้มีความรู้ตัวของเราว่า ในเวลาปัจจุบันนั้น ควรมีความรู้ว่า ควรทำในสิ่งที่ดี คิดดี พูดดี ทำดี ให้มีความเหมาะสมแก่สถานกาล บุคคล เวลา สถานที่ สมาธิจึงมีความสำคัญแก่ชีวิตของทุกๆคน
..........จึงใคร่ที่จะนำเสนอ การทำสมาธิจิต ในขั้นพื้นฐาน แก่ทุกชาติ ทุกศาสนา แก่ชาวโลก ดั่งได้เรียบเรียงต่อไปนี้
..........สมาธิ สามารถที่จะปฏิบัติได้ในทุกๆสถานที่ ที่มีความเหมาะสม ในท่าทางของร่างกายเพื่อความเหมาะสม คือ ท่ายืน ท่าเดิน ท่านั่ง ท่านอน
..........สมาธิ หมายถึง ความมีอารมณ์ทางใจตั้งมั่น การทำอารมณ์ทางใจให้เกิดความสงบแน่วแน่ ระลึกรู้อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ฟุ้งซ่าน ตามกระบวนการที่เป็นต้นเหตุใหญ่ของความทุกข์ ๑๓ ประการ
..........ความตั้งมั่น หากแยกให้เข้าใจง่าย ๒ ลักษณะ ในการปฏิบัติ คือ
..........๑). ด้วยความตั้งมั่นหยุดระงับความคิด ที่นอกเหนือจากความตั้งมั่นที่กระทำอยู่ เป็นอุบายแห่งสงบระงับความวุ่นวายของจิต หรือระงับอุปสรรค์ที่เข้ามาให้ใจเศร้าหมอง๕ อย่าง(ขยะในอารมณ์ ๕ประการ คือ ย่อเนื้อหาความฟุ้งซ่าน ตามกระบวนการที่เป็นต้นเหตุใหญ่ของความทุกข์ ๑๓ ประการ) จะได้กล่าวในข้อความถัดไป
..........ด้วยการทำกำลังกำลังใจหยุดความคิดอื่นๆ (ความคิดที่นอกเหนือจากสิ่งที่ตนเองทำ)ซึ่งแบ่งได้ในเบื้องต้น ๔ ขั้นตอนซึ่งจะได้กล่าวเป็นลำดับต่อไป
..........๒).ด้วยการทำกำลังกำลังใจพิจารณา หรือ การทบทวนหาเหตุและผล หมายถึง มีเห็นตรงต่อความเป็นจริงของเหตุการณ์ธรรมชาติในขณะนั้น จนถึงขั้นที่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงว่า “ความเป็นธรรมชาติในโลกนี้ มีความเกิดในเบื้องตัน เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอยู่ตลอดเวลาในเบื้องกลาง และในที่สุดก็เสื่อมสลายไป“
..........เพื่อให้ถอนจากความหลงผิด รู้ผิดว่าสรรพสิ่งที่เรา สมมุติและตั้งความหวังขึ้นมาอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเรา แล้วยึดถือว่าเป็นของเรา ตลอดกาลตลอดสมัย ทั้งตัวตนของเรา บุคคลที่เกี่ยวข้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อเรา รวมทั้งทรัพย์สิน เงินทอง ฯลฯ ความทุกข์ใจกังวลใจจะน้อยลง เป็นการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายงว่ามันเป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็นนั้นเอง หรือเป็นกระบวนการทางความคิดเพื่อคัดกรองประโยชน์สูงสุดที่ควรทำ ว่าสิ่งใดควรที่จะทำ ตามลำดับก่อน/หลัง...ดี/ไม่ดี...ถูก/ไม่ถูก...เหมาะสมกับเวลา สถานที่ บุคคลหรือไม่ในการดำรงชีวิตของเรา โดยใช้หลักเหตุผลของงานอย่างแท้จริง ให้ชีวิตของตนเจริญก้าวหน้า
..........ส่วนความคิดที่เป็นโทษแก่ตนเองและเป็นโทษแก่บุคคลอื่นๆไม่คิดไม่ทำ เพราะการกระทำที่ขาดเหตุผล แล้วจะเกิดความทุกข์ตามมาในภายหลัง ทั้งตนเองและผู้อื่น
..........อารมณ์ที่เป็นอุสรรค์ต่อการเกิดสมาธิ พรืออุปสรรค์ที่เข้ามาให้ใจเศร้าหมอง๕ อย่าง(ขยะในอารมณ์ ๕ประการ คือ ย่อเนื้อหาความฟุ้งซ่าน ตามกระบวนการที่เป็นต้นเหตุใหญ่ของความทุกข์ ๑๓ ประการ) เป็นประจำ มีด้วยกัน ๕ อย่างได้แก่
..........๑. ความพอใจในความนึกคิดที่นอกเหนือจากการทำสมาธิ คือความคิดฟุ้งซ่านในเรื่องของ รูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัสต่างๆ
.......... ๒.ความพอใจในความนึกคิดที่นอกเหนือจากการทำสมาธิ คือความคิดฟุ้งซ่านในเรื่องของความพยาบาท ความผูกโกรธ จองล้างจองผลาญ ตนเองและคนอื่นๆ
..........๓. ความง่วงเหงาหาวนอน
..........๔.ความคิดฟุ้งซ่าน และรำคาญหงุดหงิดใจในเรื่องต่างๆ ซ้ำซากและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งตนเองและคนอื่นๆ
..........๕..ความพอใจในความนึกคิดที่นอกเหนือจากการทำสมาธิ คือความคิดฟุ้งซ่านในเรื่องของความ ด้วยความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติ ไม่แน่ใจว่าจะมีผลสำเร็จจริงตามที่คิดไว้หรือไม่

..............................สมาธิพื้นฐาน
....................การกำหนดรู้ลมเป็นสมาธิพื้นฐานของหายใจ
..........สมาธิ จะปรากฏแก่คุณได้ด้วยการรวบรวมกำลังใจนั้น ต้องอาศัยประสาทสัมผัสต่างๆของอวัยวะร่างกายมาเป็นสื่อร่วม ให้มีจิตตั้งมั่น(สมาธิ) อวัยวะที่มีความนิยมกันมาก ในการนำมาเป็นส่วนร่วมคือ อวัยวะทางเดินหายใจทั้งระบบ เช่นช่องจมูก, โพรงจมูก, เพดานอ่อน, หลอดลม, ทางแยกขั้วปอด, ปอด, กระบังลมส่วนบน, กระบังลมส่วนล่าง, การขยายและหดตัวของซี่โครง, การขยายและหดตัวของหน้าท้อง, แต่ละส่วนของอวัยวะที่กล่าวมานั้น สามารถที่จะนำมาเป็นกำหนดสมาธิได้ทั้งสิ้น ด้วยอาศัยการทำงานของปอด สูดลมหายใจเข้าและออก เป็นจังหวะที่มีความสม่ำเสมอ เป็นเครื่องนับจังหวะ จนกระทั่งมีความรู้สึกทางใจมีความตั้งมั่นและมั่นคงอย่างแท้จริงเป็นไปตามลำดับ
..........การกำหนดรู้ลมหายใจ เข้า/ออก (IN PUT / OUT PUT)
..........ในการปฏิบัติตนให้เข้าสู่สมาธิ แบบฉบับที่แนะนำต่อไปนี้ จะใช้หลักการจับความรู้สึกแบบตำแหน่งเดียว คืออวัยวะช่องจมูก จะเป็นทั้งสองช่องก็ได้ หรือช่องใดช่องหนึ่งก็ได้
.......... การสูดลมหายใจเข้าและออก เป็นจังหวะที่มีความสม่ำเสมอ
.......... เมื่อหายใจเข้า (IN PUT) มีความรู้สึกว่ากระแสลมที่ปอดสูดลมเข้า กระทบแรกที่ ช่องจมูก
..........เมื่อหายใจออก (OUT PUT) มีความรู้สึกว่า กระแสลมที่ปอดบีบตัวลมออก กระทบแรกที่ ช่องจมูก ตำแหน่งเดียวกัน
..........มีหลักเกณฑ์พื้นฐานตามลำดับดั่งต่อไปนี้
สมาธิ เกิดได้ที่ด้วยการรวบรวมกำลังใจ หมายถึงการเพ่งอารมณ์ตามกฎแห่ง การทำสมาธิ ขั้นตอนเบื้องต้นแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอนคือ
..........๑)สมาธิอย่างอ่อนๆ ๒ อันดับ
....................๑.๑)กำลังใจก่อนที่จะเกิดสมาธิจริง ข้อสังเกตที่ควรทราบ ๓ ประการ
....................๑.๒)กำลังใจก่อนที่จะเกิดสมาธิจริง ข้อสังเกตที่ควรทราบ ๖ ประการ
..........๒) สมาธิที่แท้จริง ๔ อันดับ
....................๒.๑ ) สมาธิ อันดับที่ ๑ ซึ่งแบ่งออกแยกย่อย คือ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด
....................๒.๒) สมาธิ อันดับที่ ๒ ซึ่งแบ่งออกแยกย่อย คือ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด
....................๒.๓) สมาธิ อันดับที่ ๓ ซึ่งแบ่งออกแยกย่อย คือ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด
....................๒.๔) สมาธิ อันดับที่ ๔ ซึ่งแบ่งออกแยกย่อย คือ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด

........................................โดยมีลำดับขั้นตอนโดยละเอียดดั่งนี้
..........๑)สมาธิอย่างอ่อนๆ ๒ อันดับ
....................๑.๑)กำลังใจก่อนที่จะเกิดสมาธิจริง ข้อสังเกตที่ควรทราบ ๓ ประการ
....................๑.๑.๑)เมื่อหายใจเข้า ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่า กระแสลมที่ปอดสูด ลมเข้า กระทบแรกที่ ช่องจมูก พร้อมกับความคิดนึกในใจว่า “เข้า หรือ IN PUT”
....................๑.๑.๒)เมื่อหายใจออก ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่า กระแสลมที่ปอดบีบตัว ลมออก กระทบแรกที่ ช่องจมูก ตำแหน่งเดียวกัน พร้อมกับความคิดนึกในใจว่า “ออก หรือ OUT PUT”
....................๑.๑.๓) อารมณ์ความตั้งใจมั่นได้เล็กน้อย หรืออารมณ์ใจในการกำหนดรู้ลมหายใจ เข้า/ออก และการกำหนดรู้คำพูดในใจว่า เข้า/ออก (IN PUT / OUT PUT)ยังไม่ปักแน่นในสมาธิหลงๆลืมเป็นส่วนใหญ่ เสียงภายนอก ยังเป็นอุปสรรค์ของการทำสมาธิเบื้องต้นเป็นอย่างยิ่ง

..........๑.๒)กำลังใจก่อนที่จะเกิดสมาธิจริง ข้อสังเกตที่ควรทราบ ๖ ประการ
....................๑.๒.๑)มีความคิดนึกในใจทบทวนคำว่า
- มีความคิดนึกในใจทบทวนคำว่า “เข้า หรือ IN PUT”เมื่อหายใจเข้า
- มีความคิดนึกในใจทบทวนคำว่า “ออกหรือ OUT PUT”เมื่อหายใจออก
....................๑.๒.๒)อารมณ์ความตั้งใจมั่นในการกำหนดรู้ลมหายใจ
- เมื่อหายใจเข้า ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่ากระแสลมที่ปอดขยายตัวสูดลมเข้ากระทบแรกที่ “ช่องจมูก”
- เมื่อหายใจออก ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่ากระแสลมที่ปอดบีบตัว ขับลมออกกระทบแรกที่ “ช่องจมูก” ตำแหน่งเดียวกัน
.......... อารมณ์ความตั้งใจมั่นได้มากขึ้นจนเป็นที่หน้าพอใจ ในการกำหนดรู้ลมหายใจ เข้า/ออก ปักแน่นในสมาธิไม่หลงลืม เสียงภายนอก ยังเป็นอุปสรรค์ของการทำสมาธิเบื้องต้นเป็นอย่างยิ่ง
....................๑.๒.๓) มีอารมณ์ความพอใจเป็นสุขใจ ความปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจ มีจิตใจเบิกบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในอารมณ์ความตั้งมั่นของสมาธิ มีอารมณ์ผ่องใส
- บางครั้งจะปรากฏว่า เหมือนมีความสว่างปรากฏคล้ายใครนำแสงสว่างอยู่ใกล้ๆ
- บางครั้งก็เห็นภาพ หรือแสงสีปรากฏ สีเดียว หรือหลายสีคาบเกี่ยวเหลื่อมล้ำสลับกันหรือจุดดวงใส่สว่างเคลื่อนไหวไปมา แต่ปรากฏอยู่ไม่นานก็หายไป หากมีปรากฏการนี้เกิดขึ้นไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องยึดติดหลงใหลพอใจในภาพนั้น
- อารมณ์ความพอใจในความตั้งมั่นอารมณ์ใจเป็นสุขใจ ด้วยการแสดงผลออกทางร่างกาย ๕ อย่างได้แก่(ในบางท่านจะเกิดอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างก็ได้)
..........๑) มีอาการทางผิวหนังขนลุกขนชัน หรือผิวหนังเย็น หรือผิวหนัง จนขนลุกขนชัน มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........๒) มีอาการน้ำตาไหลจากตาโดยไม่มีอะไรทำให้ระคายเคืองกาย มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........๓) ร่างกายโยกโคลง คล้ายๆเรือกระทบคลื่น มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........๔) ร่างกายลอยขึ้นเหนือพื้นที่นั่ง บางรายลอยไปได้ไกลๆ และลอยสูงมาก หรือความรู้สึกทางใจว่า กายฝันของเราลอยขึ้นหรือสูงขึ้นขึ้นอย่างผิดปกติ มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........๕)ร่างกายซู่ซ่า หรือคล้ายร่างกายโปร่งและใหญ่ขึ้นอย่างผิดปกติ มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........อาการทั้ง ๕ อย่างนี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอาการของปีติ ข้อสังเกต ก็คือ อารมณ์จิตชุ่มชื่นเบิกบานแม้แต่ร่างกาย กำลังจิตก็เป็นสมาธิแนบแน่นไม่หวั่นไหว มั่นอยู่เสมอ การกำหนดจิตเข้าสมาธิก็ง่าย คล่องทำเมื่อไร หรือ เข้าสมาธิได้ทันที
....................๑.๒.๔) สุข ความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ในสมาธิ ต้นที่ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
....................๑.๒.๕) มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ที่ไม่มีอารมณ์ห่วงใยในกาย เป็นอาการตัดความรู้สึกจากร่างกาย
....................๑.๒.๖)เสียงภายนอก ยังเป็นอุปสรรค์ของการทำสมาธิเบื้องต้นบ้างแบบพอทนไหว

....................๒) สมาธิที่แท้จริง ๔ อันดับ
..........๒.๑ ) สมาธิอันดับที่ ๑ ซึ่งแบ่งออกแยกย่อยคือ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด
มีข้อสังเกตที่ควรทราบ ๖ ประการที่คล้ายกัน
....................๒.๑.๑)มีความคิดนึกในใจทบทวนคำว่า
- มีความคิดนึกในใจทบทวนคำว่า “เข้า หรือ IN PUT”เมื่อหายใจเข้า
- มีความคิดนึกในใจทบทวนคำว่า “ออกหรือ OUT PUT”เมื่อหายใจออก
.................... ๒.๑.๒)อารมณ์ความตั้งใจมั่นในการกำหนดรู้ลมหายใจ
- เมื่อหายใจเข้า ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่ากระแสลมที่ปอดขยายตัวสูดลมเข้ากระทบแรกที่ “ช่องจมูก”
- เมื่อหายใจออก ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่ากระแสลมที่ปอดบีบตัว ขับลมออกกระทบแรกที่ “ช่องจมูก” ตำแหน่งเดียวกัน
....................๒.๑.๓) มีอารมณ์ความพอใจเป็นสุขใจ ความปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจ มีจิตใจเบิกบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในอารมณ์ความตั้งมั่นของสมาธิ มีอารมณ์ผ่องใส
- อารมณ์ความพอใจในความตั้งมั่นอารมณ์ใจเป็นสุขใจ ด้วยการแสดงผลออกทางร่างกาย ๕ อย่างได้แก่(ในบางท่านจะเกิดอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างก็ได้)
..........๑) มีอาการทางผิวหนังขนลุกขนชัน หรือผิวหนังเย็น หรือผิวหนัง จนขนลุกขนชัน มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........๒) มีอาการน้ำตาไหลจากตาโดยไม่มีอะไรทำให้ระคายเคืองกาย มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........๓) ร่างกายโยกโคลง คล้ายๆเรือกระทบคลื่น มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........๔) ร่างกายลอยขึ้นเหนือพื้นที่นั่ง บางรายลอยไปได้ไกลๆ และลอยสูงมาก หรือความรู้สึกทางใจว่า กายฝันของเราลอยขึ้นหรือสูงขึ้นขึ้นอย่างผิดปกติ มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........๕)ร่างกายซู่ซ่า หรือคล้ายร่างกายโปร่งและใหญ่ขึ้นอย่างผิดปกติ มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆ
..........อาการทั้ง ๕ อย่างนี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอาการของปีติ ข้อสังเกต ก็คือ อารมณ์จิตชุ่มชื่นเบิกบานแม้แต่ร่างกาย กำลังจิตก็เป็นสมาธิแนบแน่นไม่หวั่นไหว มั่นอยู่เสมอ การกำหนดจิตเข้าสมาธิก็ง่าย คล่องทำเมื่อไร หรือ เข้าสมาธิได้ทันที
....................๒.๑.๔) สุข ความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ในสมาธิ ต้นที่ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
....................๒.๑.๕) มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ที่ไม่มีอารมณ์ห่วงใยในกาย เป็นอาการตัดความรู้สึกจากร่างกาย
....................๒.๑.๖) อุปสรรค์ของการทำสมาธิเบื้องต้นบ้างแบบพอทนไหวคือ เสียงภายนอก
..........๒.๒) สมาธิ อันดับที่ ๒ ซึ่งแบ่งออกแยกย่อย คือ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด
มีข้อสังเกตที่ควรทราบ ๖ ประการที่คล้ายกัน
....................๒.๒.๑)มีความคิดนึกในใจทบทวนคำว่า
- มีความคิดนึกในใจทบทวนคำว่า “เข้า หรือ IN PUT”เมื่อหายใจเข้า
- มีความคิดนึกในใจทบทวนคำว่า “ออกหรือ OUT PUT”เมื่อหายใจออก
....................๒.๒.๒)อารมณ์ความตั้งใจมั่นในการกำหนดรู้ลมหายใจ
- เมื่อหายใจเข้า ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่ากระแสลมที่ปอดขยายตัวสูดลมเข้ากระทบแรกที่ “ช่องจมูก”
- เมื่อหายใจออก ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่ากระแสลมที่ปอดบีบตัว ขับลมออกกระทบแรกที่ “ช่องจมูก” ตำแหน่งเดียวกัน
....................๒.๒.๓) มีอารมณ์ความพอใจเป็นสุขใจ ความปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจ มีจิตใจเบิกบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในอารมณ์ความตั้งมั่นของสมาธิ มีอารมณ์ผ่องใส
- อารมณ์ความพอใจในความตั้งมั่นอารมณ์ใจเป็นสุขใจ ด้วยการแสดงผลออกทางร่างกาย“จะเกิดมากที่สุด” ๕ อย่างได้แก่(ในบางท่านจะเกิดอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างก็ได้)
..........๑) มีอาการทางผิวหนังขนลุกขนชัน หรือผิวหนังเย็น หรือผิวหนัง จนขนลุกขนชัน มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆมากที่สุด
..........๒) มีอาการน้ำตาไหลจากตาโดยไม่มีอะไรทำให้ระคายเคืองกาย มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆมากที่สุด
..........๓) ร่างกายโยกโคลง คล้ายๆเรือกระทบคลื่น มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆมากที่สุด
..........๔) ร่างกายลอยขึ้นเหนือพื้นที่นั่ง บางรายลอยไปได้ไกลๆ และลอยสูงมาก หรือความรู้สึกทางใจว่า กายฝันของเราลอยขึ้นหรือสูงขึ้นขึ้นอย่างผิดปกติ มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆมากที่สุด
..........๕)ร่างกายซู่ซ่า หรือคล้ายร่างกายโปร่งและใหญ่ขึ้นอย่างผิดปกติ มีแต่ความยินดีในความสุขของความสงบใจนั้นๆมากที่สุด
..........อาการทั้ง ๕ อย่างนี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอาการของปีติ ข้อสังเกต ก็คือ อารมณ์จิตชุ่มชื่นเบิกบานแม้แต่ร่างกาย กำลังจิตก็เป็นสมาธิแนบแน่นไม่หวั่นไหว มั่นอยู่เสมอ การกำหนดจิตเข้าสมาธิก็ง่าย คล่องทำเมื่อไร หรือ เข้าสมาธิได้ทันที
....................๒.๒.๔) สุข ความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ในสมาธิ ต้นที่ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
..........๒.๒.๕) มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ที่ไม่มีอารมณ์ห่วงใยในกาย เป็นอาการตัดความรู้สึกจากร่างกาย
..........๒.๒.๖) อุปสรรค์ของการทำสมาธิอันดับที่ ๒ คืออันดับที่ ๑
.......... ๒.๓) สมาธิ อันดับที่ ๓ ซึ่งแบ่งออกแยกย่อย คือ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด
มีข้อสังเกตที่ควรทราบ ๕ ประการ
....................๒.๓.๑)อารมณ์ความตั้งใจมั่นในการกำหนดรู้ลมหายใจ
- เมื่อหายใจเข้า ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่ากระแสลมที่ปอดขยายตัวสูดลมเข้ากระทบแรกที่ “ช่องจมูก” แผ่วเบาลง
- เมื่อหายใจออก ย่อมตั้งมั่นความรู้สึกทางใจ มีความรู้สึกว่ากระแสลมที่ปอดบีบตัว ขับลมออกกระทบแรกที่ “ช่องจมูก” ตำแหน่งเดียวกันแผ่วเบาลง
....................๒.๓.๒) สุข ความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ในสมาธิ ต้นที่ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
....................๒.๓.๓) มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ที่ไม่มีอารมณ์ห่วงใยในกาย เป็นอาการตัดความรู้สึกจากร่างกาย
.................... ๒.๓.๔) ข้อสังเกตที่สำคัญของอันดับที่ ๓ ซึ่งแบ่งออกแยกย่อย คือ
.......... *อันดับที่ ๓ อย่างหยาบ ระบบทางเดินหายใจ เข้า/ออก ขัดข้องด้วยเกิดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหน้าอกและหน้าท้อง ในบางรายจะมีอาการเกร็ง ของกล้ามเนื้อทั่วตัวขณะที่นั่งอย่างมากเกือบทนไม่ได้
..........*อันดับที่ ๓ อย่างกลาง ระบบทางเดินหายใจ เข้า/ออก ขัดข้องด้วยเกิดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหน้าอกและหน้าท้อง ในบางรายจะมีอาการเกร็ง ของกล้ามเนื้อทั่วตัวขณะที่นั่งลดลง
..........*อันดับที่ ๓ อย่างละเอียดระบบทางเดินหายใจ เข้า/ออก ไม่ขัดข้องเป็นปกติรู้สำผัสอยู่แบบเบา ว่าหายใจอยู่
....................๒.๓.๕) อุปสรรค์ของการทำสมาธิอันดับที่ ๓ คืออันดับที่ ๑ และ ๒

๒.๔) สมาธิ อันดับที่ ๔ ซึ่งแบ่งออกแยกย่อย คือ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด
....................๒.๔.๑) สุข ความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ในสมาธิ ต้นที่ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
....................๒.๔.๒) มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ที่ไม่มีอารมณ์ห่วงใยในกาย เป็นอาการตัดความรู้สึกจากร่างกาย อย่างเด็ดขาด
..........มีข้อสังเกตว่า การเปรียบเทียบอารมณ์ ในสมาธิ อันดับที่ ๔ ลมหายใจเข้า/ออก (IN PUT / OUT PUT) ละเอียดจนไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจ โดยข้อ เปรียบเทียบไว้ ๔ อย่างคือ เสมือน
..........๑) คนตาย
..........๒) คนดำน้ำ
..........๓) เด็กในครรภ์มารดา
..........๔) คนเข้าถึง สมาธิ อันดับที่ ๔เป็นต้น
..........๕) มีอารมณ์จิตโพลงสว่างไสว เกินกว่าฌานอื่นใด มีอารมณ์สงัดเงียบ ไม่เกี่ยวข้องด้วยร่างกายเลยทุกสิ่ง
.......... สมาธิ อันดับที่ ๔ถือว่าเป็นสุดยอดของการพักจิต ให้พ้นจากความวุ่นวาย ด้วยการเปรียบเทียบกับคุคลอื่นๆ ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลวกว่าเขา ว่าเราเสมอเขา ให้ใจมีความทุกข์มากขึ้น
....................๒.๔.๓) อุปสรรค์ของการทำสมาธิอันดับที่ ๔ คืออันดับที่ ๑, ๒, ๓
..........สมาธิ อันดับที่ ๑, ๒, ๓, ๔ ควรที่ฝึกให้มีความชำนาน จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล

....................ประโยชน์ของสมาธิ
..........เมื่อมีความคล่องแคล่วในสมาธิ อันดับที่ ๔
..........เมื่อกำลังสมาธิลดลงในอารมณ์ใจที่สบายๆ เพื่อพิจารณาให้เห็น กระบวนการที่เป็นต้นเหตุใหญ่ของความทุกข์ ต่างๆ ที่เกิดในการเกิดเป็นมนุษย์ ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มีดังต่อไปนี้
..........1) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ เกิด” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........2) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ ป่วยไข้ ไม่สบายกายไม่สบายใจ” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........3) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ“พลัดพลากของที่ตนเองรัก และของที่ตนเองชอบ”เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........4 ) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ แก่ที่ใกล้เข้ามา” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........5) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ ตายที่ใกล้เข้ามา” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........6) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ ต้องการที่จะได้ลาภมาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........7) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ไม่ต้องการสูญเสียลาภที่ได้มาเป็นของเองแล้ว ” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........8) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ ต้องการที่จะได้ยศตำแหน่งมาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........9) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ไม่ ต้องการที่จะเสื่อมจากยศตำแหน่งมาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........10) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ ต้องการที่จะได้คำยกย่อง สรรเสริญในสังคม มาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........11) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ไม่ต้องการที่จะคำได้ตำหนิติเตียนและคำนินทา มาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........12) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ ต้องการที่จะมีความสุขสมหวังตามใจตนเองมาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา
..........13) ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า มนุษย์มีความ “ไม่ต้องการที่จะมีความทุกข์ ความเศร้า ความโศก มาเป็นของตนเอง” เป็นทุกข์เป็นธรรมดา

.................... พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงของ
..........กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ๓ ประการ ที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกนี้ได้แก่
..........1)ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า กฎเกณฑ์ของธรรมชาติประการที่ ๑ สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเรานี้ ต้องมีการเกิดขึ้นมา โดยวิธีการของธรรมชาติ หรือโดยวิธีการสร้างขึ้นใหม่ เป็นธรรมดา
..........2)ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า กฎเกณฑ์ของธรรมชาติประการที่ ๒ สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเรานี้ เมื่อการเกิดขึ้นมา ต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยธรรมชาติ เป็นธรรมดา
..........3)ยอมรับสภาวะของธรรมชาตินั้นได้โดยไมหวั่นไหวว่า กฎเกณฑ์ของธรรมชาติประการที่ ๓ สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเรานี้ เมื่อการเกิดขึ้นมา ต้องมีการสลายตัวไปตามกาลเวลา โดยธรรมชาติ เป็นธรรมดา....จากนั้นก็แปรสภาพไปเป็นอย่างอื่น และอย่างอื่นนั้นแหละก็ ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ ๓ ประการ

....................พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ๙
..........1) พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ ร่างกายของเรา
..........2) พิจารณาเห็นความดับ ร่างกายของเรา
..........3) พิจารณาเห็นร่างกายของเราเป็นของน่ากลัว
..........4) พิจารณาเห็นโทษของร่างกายของเรา
..........5) พิจารณาร่างกายของเราเห็นเป็นของน่าเบื่อหน่าย
..........6) พิจารณาเพื่อใคร่จะให้พ้นจากร่างกายของเราไปเสีย
..........7) พิจารณาหาทางที่จะให้พ้นจากร่างกายของเรา
..........8) พิจารณาเห็นว่าควรวางเฉยในร่างกายของเรา
..........9) พิจารณาทบทวนไป/มาในการละความยึดมั่นถือมั่น ทั้ง ๘ เพื่อความพ้นทุกที่ถาวร
..........เมื่อรู้และเข้าใจในความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ของมนุษย์แล้ว ย่อมละความยึดมั่นถือมั่น เมาในชีวิตว่า
..........๑)เรา ดี กว่าผู้อื่น
..........๒)เรา ดี/เลว กว่าผู้อื่น
..........๓)เรา เลว กว่าผู้อื่น
..........จิตใจจึงมีความสุขขึ้นมาบ้างตาม ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์
..........จากนั้นควรที่จะปฏิบัติตนให้ก้าวหน้าไปอีก ซึ่งจะได้แนะนำในคราวต่อไป
....................ควรดำเนินชีวิตสู่ความสำเร็จ ๘
..........๑. ความเห็นที่ดี หมายถึง เป็นผู้มองกาลไกลในการบริหารชีวิต
..........๒. ความคิดที่ดี หมายถึง เป็นผู้มีความคิดหรือปัญญา ถูกต้องตามความเป็นจริงของ กิจการงานนั้น ด้วยเมตตาธรรมและไม่เบียดเบียนผู้ใดในการบริหารชีวิต
..........๓. เจรจาที่ดี หมายถึง เป็นผู้ที่รู้จักประมาณการในกาพูดให้เหมาะสม กับ บุคคลเวลา สถานที่ ในสังคมนั้นๆ ในการบริหารชีวิต
..........๔. มีกิจการงานที่ดี หมายถึง เป็นผู้ประกอบกิจการงาน ที่อยู่ในศีลธรรม ในการบริหารชีวิต
..........๕. การหาเลี้ยงชีพที่ดี หมายถึง เป็นผู้รู้จักบริหารครอบครัว และบริวาร ด้วยความเที่ยงตรง ด้วยให้ความรัก ด้วยการช่วยเหลือตามแต่กำลัง ด้วยให้ความโอบอ้อมอารีไม่ซ้ำเติม ไม่อิจฉาริษยาเมื่อคนที่เป็นบริวารได้ดี ด้วยการวางเฉยในความเสื่อมเสียเล็กน้อยๆ ในการบริหารชีวิต
..........๖. ความพยายามที่ดี หมายถึง เป็นผู้มีความเพียรในการแก้ไขปัญหาที่เกิดในงานต่างๆ ขยันในกิจการงานอย่างสม่ำเสมอ ในการบริหารชีวิต
..........๗. ระลึกในสิ่งที่ดี หมายถึง เป็นผู้มีความรอบคอบหมั่นทบทวน แนวความคิดที่ดี ไม่เบียดเบียนผู้ใดในการทำงาน ไตร่ตรองจากความรู้ที่มีอยู่มาใช้ ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ในการบริหารชีวิต
..........๘. ตั้งใจที่ดี หมายถึง เป็นผู้มีความตั้งใจในการทำกิจการงาน สม่ำเสมอในทุกเรื่อง ในการบริหารชีวิต

..........เมื่อมีความคล่องแคล่วในสมาธิ อันดับที่ ๔ แล้ว สามารถที่มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น จะถอยกายทิพย์ ออกมาจากกายเนื้อ
.......... เมื่อกำลังสมาธิลดลงในอารมณ์ใจที่สบายๆ สามารถอธิษฐานว่าขอร่างกายนี้จงเป็นโพรง
..........1) เมื่อท่านก็จะมีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็นกายเนื้อเป็นโพรงใหญ่
..........2) จะมีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น กายของเราเองอีกกายหนึ่งปรากฏขึ้นในร่างกายเดิมหรือกายที่เป็นตัวของเราในความฝัน เรียกว่า “กายทิพย์ “นั้นเอง
..........3) สามารถบังคับ กายทิพย์ ให้ท่องเที่ยวในร่างกายก่อน สามารถบังคับ กายทิพย์ ให้ท่องเที่ยวร่างกาย เรียกว่า ฤทธิ์ทางใจ เช่นท่องเที่ยว โลกของสวรรค์ได้ทั้ง ๖ ชั้น หรือ โลกของพรหม มนุษย์โลก และ นรก
....................จะได้ความรู้พิเศษด้วยผลของการฝึกสมาธิ ๘ อย่าง คือ
..........๑. มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น
..........๒. มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น รู้ว่า ที่ตายไปแล้วไปเกิด ณ ที่ใด
..........๓. มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น รู้อารมณ์จิตของคนและ
..........๔.มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น ระลึกชาติที่เกิดมาแล้วในกาลก่อนได้
..........๕. มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น รู้เหตุการณ์ในอดีต
..........๖. มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น รู้เหตุการณ์ในกาลข้างหน้าต่อไปได้
..........๗. มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น รู้เหตุปัจจุบันว่าขณะนี้อะไรเป็นอะไร
..........๘. มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาเห็น รู้ผลกรรมของ บุคคล เทวดา และพรหม ได้ว่าเขามีสุข มีทุกข์ เพราะผลกรรมอะไร

..........ความรู้พิเศษ ๘ อย่างนี้สามารถที่จะแก้ไขปัญหาชีวิต ได้แน่นอน จะเป็นที่สามารถรู้เหตุกาล ได้ล่วงหน้า หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ไกล” ชีวิตจะมีความสุขตลอดเวลาจนหมดอายุ

...
.......ขอโมทนากับทุกๆท่านครับ
............................
..คนเมืองบัว

 

ปิดหน้านี้