|
สีลานุสสติ
|
|
|
สีลานุสสติกรรมฐาน
แปลว่า
ระลึกถึงคุณศีล เป็นอารมณ์ คำว่า ศีล แปลว่า ปกติ สิกขาบทของศีล
เป็นสิกขาบทที่บังคับให้เป็นไปตามปกติของความรู้สึกและพอใจของมวลชนโลกทั้งที่เป็นสัตว์
และมนุษย์ ปกติสัตว์และมนุษย์ ที่เกิดมาร่วมโลกนี้ แม้แต่ต่างชาติ
ต่างภาษา ต่างศาสนา ต่างเพศ ต่างตระกูล เพียงใดก็ตาม สิ่งที่มีความปราถนาเสมอกันเป็นปกติ
มีอยู่ ๕ ข้อ คือ ๒.
ไม่ต้องการให้ใครมาลักขโมย หรือยื้อแย่ง หลอกลวง เอาทรัพย์ของตนไป
โดยที่ไไม่เต็มใจอนุญาต
๑. ไม่ต้องการให้ใครมาฆ่าตน ไม่ปราถนาให้ผู้ใดมาทำร้ายร่างกาย แม้ไม่ถึงตายก็ตาม ๓. ไม่มีความประสงค์ให้ใครมาทำลายหัวใจในด้านความรัก จะเป็นสามี ภรรยา บุตร หลาน หรือแม้แต่คนในปกครองที่มิใช่บุตรหลาน โดยที่ตนเองยังไม่เห็นชอบด้วย ๔ ไม่ปราถนาให้ใครมาใช้วาจาที่ไม่ตรงความจริง ในเมื่อในขณะนั้นต้องการรู้เรื่องราวตามความเป็นจริง ๕. ไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าตนเองเป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ ด้วยอาการที่เป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย เพราะเหตุใดก็ตาม เมื่อความต้องการของปวงชาวโลกทั้งที่เป็นมนุษย์และสัตว์ มีความปราถนาเสมอกัน เป็นปกติอย่างนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ตามความต้องการปกติของชาวโลกไว้ ๕ ข้อ ที่เรียกว่า ศีล ๕ หรือ ปกติศีล ส่วน ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๓๑๑ ก็เป็นศีลที่บัญญัติตามปกติของท่านนั้น ๆ การที่ท่านสอนให้ระลึกถึงศีลเนือง
ๆ นั้นหมายถึง ให้สำรวมใจ ระมัดระวัง ความประพฤติศีลเพื่อมิให้ศีลบกพร่อง
เพราะศีลเป็นบาทที่สนับสนุนใจให้เข้าถึงสมาธิศีลนี้ผู้ใดปฏิบัติไม่ขาดตกบกพร่อง
แล้วย่อมมีอานิสงส์คือ จะไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะอำนาจ กุศลกรรม
จะเป็นที่รักของปวงชน จะมีเกียรติคุณความฟุ้งไปในทิศานุทิศ จะเป็นผู้แกล้วกล้าอาจหาญ
ในเมื่อมีคนโจษจันถึงเรื่องศีล เมื่อใกล้จะตายอารมณ์จิตจะผ่องใส อกุศลกรรมไม่สามารถเข้ามาข้องได้
เมื่อตายแล้วจะได้เกิด ในสวรรค์ ก่อนตายศีลจะเป็นสะพานใหญ่ให้อารมณ์สมาธิหลั่งใหลมาสู่จิต
จะทำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ เป็นพื้นฐานให้ได้วิปัสสนาญาณ ได้ถึงพระนิพพานในที่สุด
ท่านที่ระมัดระวังศีล ใคร่ครวญพิจารณาศีลเป็นปกติอย่างนี้ ท่านว่าจะมีอารมณ์สมาธิถึงอุปจารสมาธิ
และอัปปนาสมาธิเป็นที่สุด เมื่อเข้าถึงสมาธิตามที่กล่าวแล้ว ถ้าท่านน้อมเอาวิปัสสนาญาณมาพิจารณาท่านก็จะได้บรรลุมรรคผลภายในไม่ช้า |
|