7 มกราคม 2552
หน้าแรก
ประวัติคนเมืองบัว
วัตถุมงคล คนเมืองบัว
บูชาวัตถุมงคล คนเมืองบัว
บูชาดาบฟ้าฟื้น
เสียง อ.ไก่ (คนเมืองบัว)
ห้องสมุดคนเมืองบัว
ปฏิทินคนเมืองบัว
แผนที่ สถานที่สอนพระกรรมฐาน
ฤกษ์พรหมประสิทธิ์
พจนานุกรมพุทธศาสน์
เว็บบอร์ด
กฏระเบียนการใช้งานเว็บบอร์ด
คู่มือการใช้งานเว็บบอร์ด

ชมรมดาบฟ้าฟื้น
สมัครสมาชิกชมรมดาบฟ้าฟื้น
บูชากุมารเนื้อเงิน
เลือกขนาดตัวอักษร
หน้าแรกเข้าระบบสมัครสมาชิก
ไปที่ :
หน้า : 1 
  คะแนนความน่าสนใจ    
ฝั่งแห่งภพ
หลวง

159 ข้อความ
โมทนา
ให้ : 644
ได้รับ : 1282
อ่านเล่นๆก็มีประโยชน์ อ่านเอาประโยชน์ก็ได้ไม่ใช่เล่นๆ

 

อ่านเล่นๆก็มีประโยชน์ อ่านเอาประโยชน์ก็ได้ไม่ใช่เล่นๆ

 

พักนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองทำอะไร เพราะอะไร รู้แต่ว่าต้องทำ

 

เข้าเรื่องเลยดีกว่า

 

จับภาพนิมิตของเก่าที่ได้ จับความรู้สึกอย่างเดียวว่า นิมิตนี้ท่วมตัวของเรา เป็นส่วนหนึ่งกับเรา เหมือกับอารมณ์เวลาที่เราอยู่ออกไปกลางป่ายางตอนกลางคืน แล้วพบว่าไม่มีใครอื่นนอกจากตัวของเรา หมดสิ้นความสงสัยว่านิมิตนี้คือเรา จนมันสว่างขึ้นๆ เกิดปีติมือไม้สั่น หายใจเร็วแรง อยากจะตะโกนคำราม หัวเราะ ก็ปล่อยร่างกายมัน เชิญ (แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น)

 

อารมณ์อย่างนี้เองที่เป็นอารมณ์ที่พึงเราจะพึงนึกให้ได้เวลาก่อนตาย ถ้ามีเวทนา ความเจ็บปวดมาก จะยิ่งเป็นบททดสอบเรา หลอกล่อให้ออกจากสมาธิชนิดที่เรียกว่า วัดกันวินาทีต่อวินาที เลยทีเดียว

 

จับความรู้สึก รู้ ในความสว่างของนิมิตควบลมหายใจต่อไป หลอดไฟสว่างเพราะมีกระแสไฟฟ้าใหม่เลี้ยงฉันใด ความรู้สึก รู้ เป็นตัวหล่อเลี้ยงนิมิตให้สว่างฉันนั้น จนบางครั้งก็เห็นแต่นิมิต บางครั้งก็จับลมหายใจได้บางๆ

 

ถอนอารมณ์ขึ้นมาพิจารณาบารมี 10 (จริงๆแล้วต้องเรียกว่าเอาสรรพความรู้ที่เคยเรียนมาสรุปเข้าเป็นเรื่องของตนเอง เพื่อเตือนตนเอง วางแผนให้ตัวเอง)

  1.  

ทานบารมี ให้มีความรู้สึกว่าเราจะเป็นผู้ให้เสมอ ตราบใดที่สองมือของเราทำได้ไม่ลำบากนัก (ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราเรียกว่าลำบาก ย่อมมีผู้ที่ตกยากลำบากกว่าเสมอ)

- ให้ด้วยกำลังทรัพย์ เริ่มต้นจากบาทสองบาท ห้าบาท ยี่สิบบาท บางทีก็ไม่ให้แต่ให้ยืม ตั้งใจว่าขอให้ทรัพย์ของเรานี้มีประโยชน์ มีอานิสงส์ต่อบุคคลอื่น ขอให้เขาพ้นจากควาทุกข์

- กำลังกาย เห็นใครเขายกของหนัก หรือถือของมากๆ หรือเห็นเพื่อนเดินอยู่แล้วเราขับรถ ก็ถือเป็นโอกาสของเราที่จะกระทำทานบารมี ช่วยยกของบ้าง รับเขาไปส่งบ้างตามสมควร (แต่ถ้ารีบทำธุระก็ไม่ต้อง)

- กำลังสติปัญญา ให้วิชาความรู้ ตอบปัญหา บอกทาง บางทีเด็กถามปัญหาไม่เป็นสาระ ถ้าได้คิดและตอบด้วยความเต็มใจ ก็ถือเป็นการให้ด้วยปัญญา ไม่ใช่สักแต่ว่าตอบ แต่คำตอบของเราจะตอบชนิดที่เรียกว่า ดีกว่าคิดแก้ปัญหาของตัวเองเสียอีก สิ่งใดที่เราเคยพลาดมาแล้ว ผิดมาแล้ว เราบอกเตือนเขาด้วย ให้ถือว่าคำตอบของเราเป็นบะหมี่สำเร็จรูป แค่ใส่น้ำร้อนก็พร้อมรับประทาน (สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชิเนติ การให้ธรรมะเป็นทานชนะการให้ทั้งปวงครับ)

คิดจะให้ทั้งที ต้องเป็นการให้อย่างผู้ชนะ จริงไหมท่าน

 

2.

ศีลบารมี ก่อนที่จะขึ้นศีลบารมี หลวงพ่อให้พิจารณาก่อนว่า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความทุกข์ ปราศจากความพยาบาทเบียดเบียน นึกถึงสภาพที่เรานั้นมีความสุข อิ่มเอิบใจ ก็เห็นจิตของเรานั้นสว่างสดใสดี แล้วน้อมแผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งที่ใกล้และไกลออกไปเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความทุกข์ ปราศจากความพยาบาทเบียดเบียนเช่นเดียวกัน ภาพของสรรพสัตว์ทั้งหลายปรากฎมีความสุขไกลออกไปๆ ขยายเขตไปเรื่อยๆ

เมื่อเราเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความทุกข์แล้วสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เป็นผู้รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา เราจึงไม่ฆ่าสัตว์ ทำลายชีวิตหรืออวัยวะของเขา ไม่โมทนากับการฆ่าและเบียดเบียนทั้งหมด

ความสุขของสัตว์บางประเภทก็ขึ้นอยู่กับทรัพย์สิน เช่นเดียวกับเรา เราจึงไม่ลัก ขโมย แม้แต่ทำให้เสื่อมค่าราคา ซึ่งทรัพย์สินของคนอื่น

เมื่อเรามีภรรยา มีลูก หรือบริวาร อยากให้พวกเขาอยู่เป็นสุข ก็ไม่ทำลาย ยื้อแย่งแยกความสัมพันธ์ โดยผู้เป็นสามี พ่อ-แม่ หรือหัวหน้าไม่ยินยอม

เราไม่พูดปด โกหกให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่บางครั้งเราต้องรู้จักถือคติ พูดให้ถูกกาละเทศะ ดูจังหวะและโอกาส การพูดเพื่อให้เกิดประโยชน์ ถูกต้องแก่กาลเวลา สถานที่ และบุคคล ก็พูดก็ทำสิ่งนั้น

เราไม่ทำลายสติสัมปชัญญะของตนเอง เพราะผลของคนที่ขาดสติย่อมเบียดเบียนผู้อื่น คนขาดสติย่อมอยู่ไม่เป็นสุข

นอกจากนั้นเรายังไม่พูดเรื่อยเปื่อยขาดสาระ ขาดประโยชน์

ไม่พูดยุยงให้คนอื่นเขาแตกแยกกัน ไม่อยากได้ของๆใคร ไม่อิจฉาริษยาใคร และตั้งตนอยู่ในสัมมาทิษฐิ คือเห็นทุกสิ่งอย่างตามสภาพความเป็นจริง

 

3.

เนกขัมมะบารมี หลวงพ่อให้ทบทวนนิวรณ์ 5 เสียก่อนว่า

ความพอใจในรูปนี้มันเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก เมื่อมีความรักย่อมอยากเป็นเจ้าของ จึงดิ้นรนขวนขวาย สุดท้ายก็ต้องเบียดเบียนตนเอง (การทำให้ตนเองลำบากโดยไม่จำเป็น เป็นทุกข์นี้เป็นการเบียดเบียนตนเอง) เป็นสาเหตุหนึ่งของการสุมไฟให้ราคะ และกิเลสให้เร่าร้อนขึ้น

ความพอในกลิ่น เสียง และสัมผัสระหว่างเพศก็เช่นเดียวกัน

ผู้ที่อยู่ในความง่วง สมองมักไม่แล่น มีสภาพเฉื่อย มักพอกพูนปัญหา ทำกิจการงานคั่งค้าง ไม่สำเร็จเป็นมงคล (การจัดการงานไม่คั่งค้าง เป็นเอกอุดมมงคลอย่างหนึ่ง)

ความหงุดหงิด ทำให้ไม่สามารถเรียบเรียงอารมณ์และความคิดได้ ทำลายลำดับความสำคัญของการงาน และเรื่องเรียน

ความโกรธ และพยาบาท ย่อมแผดเผาให้ผู้โกรธพยาบาทนั้นเร่าร้อน กินไม่อร่อย นอนไม่หลับ และเป็นผู้หวาดระแวง

ความฟุ้งซ่าน ทำให้จิตใจโลดแล่นไปในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่ใช่สาระ

ความลังเลสงสัย ในผลของการปฏิบัติเป็นการทำลายศรัทธา

ดังนั้นผู้ที่อยู่ในนิวรณ์ 5 จึงไม่ใช่ผู้ที่จะประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่ผู้ฝึกตน ดังนั้นการถือเนกขัมมะบามีของเราจึงความปรารถนาเพื่อทำเหตุปัจจัยและองค์แห่งปัญญาให้ถึงพร้อม

 

(นอกเรื่องนิดนึง วันก่อนฝันไปว่าได้เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และทรงประทานนิมิตเพชรยอดตาที่สามให้ (เพชรประดับเป็นตาที่สามตรงพระนลาฏ (หน้าผาก) ใครอยากรู้ว่าประดับอย่างไร http://www.soonphra.com/topic/pongsawadan/p/ph01.jpg) นิมิตนะครับ นิมิตไม่ใช่ของจริง จับเอามาภาวนาอยู่สองวันได้เรื่องเลย คราวนี้เห็นผู้คนในภพต่างๆอยู่เหลื่อมซ้อนกัน ผู้ที่กายละเอียดจะเห็นผู้ที่กายหยาบกว่า เห็นตัวราคะ (ไม่ใช่รากราคะนะ) ลักษณะมีกายเล็กกว่าคน อยู่เดินไปเดินมาเยอะมาก แต่ไม่ถึงกับยั้วเยี้ย คอยเข้าไปสะกิดคนนั้นที คนนี้ที คนที่โดนสะกิดก็จะเกิดความรักอย่างงมงาย งมงายหมายความว่า มีเหตุผลเสมอสำหรับคนๆหนึ่งที่เราจะรัก เห็นดีเห็นงามไปหมด แต่เวลาคนอื่นมองแล้วมันกลับไม่เป็นเหตุเป็นผล การที่เราดูหนังฝรั่งจบแบบแฮบปี้อันเลิฟ ขอแต่งงาน เซเยส กอบจูบกัน แล้วคนรอบข้างตบมือให้ ที่แท้เป็นการปรบมือให้กับตัวราคะ ที่ทำหน้าที่เบิกทางสำเร็จ ตัวต่อไปที่เข้ามาคือโลภะ อยากจะหวงแหนคนรักของตนไว้คนเดียวจนเกินพอดี หรืออีกนัยหนึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ว่าได้คนหนึ่งแล้วอยากจะได้ ออพชั่นสำรอง(กิ๊ก) เอาไว้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตัวโทสะก็มาง่ายๆเพราะว่าเมื่อมีความหวังต่อกันมากแล้วก็ย่อมผิดหวังมากด้วย โทสะจึงเป็นตัวแสดงออกทดแทนความผิดหวังนั้น ต่อจากนั้นคู่รักก็ผลัดกันเลี้ยงด้วยโลภะและโทสะ ส่วนไอ้ราคะตัวดีพอเสร็จงานมัน มันก็ไปหาเหยื่อรายต่อไป เอ้า อันนี้ฝันนะ ฝัน)

 

4, 5, 6

ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี

สาเหตุที่รวบมาไว้ด้วยกันก็เพราะว่าต้องใช้เคียงคู่กันไป สลับเปลี่ยนกันเรื่อยๆ

นอกจากในเทปของหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อมาสอนตอนนั่งสมาธิว่า การที่เราอบรมสมาธิ ถามปัญหาเทวดาได้ ถามพระได้ ฟังคำตอบได้เข้าใจ แล้วนำคำตอบนั้นมาตอบ หรือบอกทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อช่วยให้เขาพ้นจากความทุกข์ ทำความดีทั้งปวด ละเว้นความชั่วทั้งปวง และทำจิตใจให้ผ่องใส มีการเข้าหาศีลห้าเป็นต้น ถือว่าเป็นปรมัตถบามีอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะว่าไหนจะต้องอบรมตนให้อยู่ในความดีโดยตลอดแล้ว หลีกเลี่ยงความชั่ว หมั่นทำจิตใจของตนให้ขาวรอบ เมื่อได้ฟังคำแนะนำจากทั้งพระและเทวดา ต้องคิดพิจารณาว่าจะอธิบายให้คนฟังเข้าใจได้อย่างไร หวังผลได้เพียงใด พูดไปจะรักษาน้ำใจเขาได้หรือไม่ แบบนี้เป็นปัญญาแบบประยุกต์ใช้งานได้ 

การที่พยายามหาวิธีอธิบายให้เข้าใจ ทำตามวิธีไม่ข้ามขั้นตอนทั้งๆที่เราใจร้อน แบบนี้เป็นวิริยะบารมีที่เป็นสาธารณะประโยชน์

การที่เรารอจังหวะเวลาที่เหมาะสม อดทนต่อคำถามและกำลังใจของเขาที่ยังเป๋ไปเป๋มา โดยที่ไม่โกรธ หรือเตะเขาไปเสียก่อนถือว่าเป็นขันติบารมี ข่มกำลังในตนลงเสียก่อน โดยเห็นแก่ประโยชน์ในเบื้องหน้า

กำลังใจทั้งสามอย่างนี้วนไปเวียนมาในการอบรมตนเอง โดยเริ่มจากการทำกุศลกรรมทั้งปวง ดูบุญกิริยาวัตถุ 10 (http://www.konmeungbua.com/forum/topic5256.html) ละเว้นความชั่วทั้งปวง มีสังโยชน์ 10 การขาดในกตัญญูกตเวที และการขาดในพรหมวิหาร 4 เป็นต้น และการทำจิตใจของตนให้ผ่องใส โดยการอบรมสมาธิเป็นต้น

วนไปช่วยบุคคลอื่นทำแบบเดียวกับเรา

และเวียนมาอบรมตนเองว่า บอกคนอื่นเขาแล้วตัวเองจะมัวย่อหย่อนอยู่ไม่ได้ และอัตตาโจทยัตตานัง เรายังมีความเลวอยู่ ต้องอบรมตนให้ยิ่งๆขึ้น

ดังนี้เองที่หลวงพ่อว่าเป็นปรมัตถบารมี

 

7.  สัจจะบารมี นึกทบทวนที่กล่าวมาข้างบนนี้ว่าเราทำทุกอย่างทำด้วยความจริง จริงใจ จริงจัง เพื่ออานิสงส์แห่งทานนี้บังเกิดจริง เพื่อบริสุทธิที่สุดแห่งศีล เพื่อความขาวรอบจริง เป็นต้น

 

8. อธิษฐานะบารมี

      ตั้งธงไว้ตรงปลายว่า ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จพระโพธิญาณในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ หรือ ขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าถึงฝั่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เทอญ

      ตั้งธงไว้ตรงกลางระหว่างทางว่า การเจริญพรหมวิหาร 4 นี้ขอให้ข้าพเจ้าเป็นที่รักของเหล่ามนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย ได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลตามสมควร การทำสังฆทานนี้ขอให้คำว่าไม่มีอย่าได้ปรากฏแก่ข้าพเจ้า การรักษาศีลโดยบริสุทธินี้ขอให้เข้าพเจ้าเป็นผู้มีโรคน้อย รักษาทรัพย์ไว้ได้ บริวารอยู่ในปกครอง คำพูดเป็นที่น่าเชื่อผู้ และเป็นผู้มีสติถึงพร้อมแม้ยามตาย เป็นต้น

      ปักธงไว้ตรงหน้าว่า การทำทานด้วยอาหารเพื่อให้ภิกษุและคนในวัดมีกำลังทำกิจเพื่อพระศาสนา ให้ยาเพื่อให้บุคคลผู้ป่วยได้รักษาโรคหายจากความเจ็บไข้ ให้ทานกับเพื่อนขอให้ตนเป็นที่รักและซื่อสัตย์ต่อเพื่อน ขยันทำงาน/ท่องหนังสือเพื่อกิจการงานจะได้สำเร็จไปไม่คั่งค้าง เวลาสอบจะได้ไม่รุกลี้รุกรนทำคะแนนได้ดี พูดจาอ่อนหวานเพื่อให้ผู้ฟังมีความสุข ตัวเราเป็นที่รัก เป็นต้น

 

9. เมตตาบารมี

     นึกย้อนถึงบุญกิริยาที่ตนได้บำเพ็ญมาทั้งหมด ยังผลให้ข้าเจ้าได้พบพระพุทธศาสนา ได้เห็นว่าพระธรรมเป็นสิ่งดี พระอริยสงฆ์เป็นผู้ช่วยพาออกจากความทุกข์ ทำให้ชีวิตของข้าพเจ้ามีที่พึ่งอันเจริญ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ใกล้และที่ไกลออกไปได้เข้าถึงความสุข ปราศจากความทุกข์ ปราศจากความพยาบาทเบียดเบียน และมีความสุขกายสุขใจ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าด้วยเทอญ เหมือนการต่อโคมไฟในที่มืด จากตัวเรายื่นให้บุคคลอื่นจุดต่อๆกันไป เรื่อยไปทั่วหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ประเทศ ทวีป โลกของเรา ไล่ไปทั่วจักรวาล สวรรค์ พรหม เป็นอัปปมัญญา (ไม่มีที่สิ้นสุด)

     จากนั้นนึกว่าหากมีสิ่งใดที่เราพอจะช่วยให้สัตว์อื่นพ้นจากความทุกข์ ไม่เกินสองมือ และอยู่ในขอบเวลา เราจะทำ เพื่อให้สัตว์ต่างๆได้พ้นจากความทุกข์ และขอให้สัตว์ต่างๆช่วยเหลือกัน ความช่วยเหลือของเรานี้เป็นอัปปมัญญาเช่นกัน

        หมู่สัตว์เหล่าใดที่ได้ดีแล้ว เราขอโมทนาโดยทั้งสิ้น หมู่สัตว์เหล่าใดที่ต้องทนทุกข์อยู่สุดที่เราจะช่วยได้ หรือเพราะกฎแห่งกรรม เราจะไม่เหยีบย่ำเขา เราจะเป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยน

 

10. อุเบกขาบารมี

    สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นผู้กำหนดกรรมของตน มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นของของตน เป็นทายาทรับผลของกรรม มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัย ทำกรรมอันใด ดีหรือชั่ว ก็ต้องรับผลของกรรมนั้น

     เราเองก็เช่นเดียวกัน ร่างกายของเรานี้เกิดก็เพราะว่าเราได้ทำกรรมของตนมาแต่อดีต จึงต้องมารับผลในชาตินี้ กรรมที่เรากำลังทำอยู่นี้ก็เช่นกัน ย่อมจะต้องสนองแก่เราในอนาคตเป็นแน่แท้

       ดังนั้นเราจะถืออุเบกขา วางเฉยในความเจ็บไข้ (ที่ได้รักษาตามสมควรแล้วแต่ไม่หาย) ความเกิด (ก็เพราะว่ามันเกิดมาแล้ว) ความแก่ และความตายที่กำลังมาถึง รวมทั้งเราจะวางเฉยต่อโลกธรรม 8 ด้วย

                ได้ลาภ                                   เสื่อมลาภ

                ได้ยศ                                      เสื่อมยศ

                สรรเสริญ                              นินทา

                สุข                                          ทุกข์

          เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นของคู่กับโลก สุขมาก ก็ทุกข์มาก บ้ายอ ก็เพ้อก็เหลิงมาก บ้ายศบ้าอำนาจ คือการไล่จับหมอกควันที่ไม่นานก็จางไป บ้าเงินก็โลภไม่มีสิ้นสุด สรุปว่าไม่ว่าสิ่งใดนี้มันเกาะเกี่ยว เนื่องด้วยร่างกายเราวางเฉยเป็น สังขารุเปกขาญาณ (ถ้าเรายังทำไม่ได้ ก็เลียนแบบไปก่อน)

แก้ไข โดย ฝั่งแห่งภพ เมื่อ 01.12.2008 11:47
11.11.2008 19:45
C1ok
ขุน

226 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 2216
ได้รับ : 2884
Re : อ่านเล่นๆก็มีประโยชน์ อ่านเอาประโยชน์ก็ได้ไม่ใช่เล่นๆ

ขอโมทนาค่ะ
ขอถามค่ะ  เป็นนิมิตรจากกรรมฐานกองใดค่ะ  แสงสว่างที่เห็นและปิติที่เกิดอยู่ในฌานใดค่ะ
นิมิตรจากของเก่าจะมาจากการปฏิบัติในขั้นไหนของเก่าถึงรวมตัวมาค่ะ
ขอโมทนาสาธุในการปฏิบัติธรรมของคุณนะค่ะ  สาธุสาธุสาธุ
 

แก้ไข โดย C1ok เมื่อ 12.11.2008 02:51
12.11.2008 02:42
ฝั่งแห่งภพ
หลวง

159 ข้อความ
โมทนา
ให้ : 644
ได้รับ : 1282
Re : อ่านเล่นๆก็มีประโยชน์ อ่านเอาประโยชน์ก็ได้ไม่ใช่เล่นๆ
กสิณทุกกอง กับการภาวนาคาถาที่มีผลเป็นทิพย์จักขุญาณ (เช่นคาถาเงินล้าน คาถาปู่พระอินทร์ พระุุคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า) และอาณาปานสติ  อย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาณาปานสติควบอีกกองหนึ่งในนี้ ก็จะมีนิมิตคล้ายๆกันครับ

ส่วนแสงสว่างจะเกิดขึ้นในฌานใดก็ขอให้อย่าสนใจเลยครับ เพราะความสนใจเป็นต้นกำเนิดของ วิตกและวิจารณ์ เป็นตำรวจคอยกักเราให้อยู่แต่ในฌาณ 1 ไม่เกินนั้น

เอาไว้ผมมีเวลาจะมาเขียนต่อครับ ยังไม่จบความที่ต้องการจะสื่อ

ผมเอาความโง่ของผมมาขาย โดยเฉพาะตอนท้ายๆจะรู้ว่าผมนี่มันโง่ (จิงๆ)

โมทนาครับ


12.11.2008 09:07
C1ok
ขุน

226 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 2216
ได้รับ : 2884
Re : อ่านเล่นๆก็มีประโยชน์ อ่านเอาประโยชน์ก็ได้ไม่ใช่เล่นๆ

จับความรู้สึก รู้ ในความสว่างของนิมิตควบลมหายใจต่อไป หลอดไปสว่างเพราะมีกระแสไฟฟ้าใหม่เลี้ยงฉันใด ความรู้สึก รู้ เป็นตัวหล่อเลี้ยงนิมิตให้สว่างฉันนั้น



นี่ใช่มั้ยค่ะพี่ฝั่งแห่งภพที่พี่บอกว่าเราควรจะละ  จะรอฟังตอนต่อไปนะค่ะ
 
12.11.2008 15:55
ฝั่งแห่งภพ
หลวง

159 ข้อความ
โมทนา
ให้ : 644
ได้รับ : 1282
Re : อ่านเล่นๆก็มีประโยชน์ อ่านเอาประโยชน์ก็ได้ไม่ใช่เล่นๆ
เพิ่มข้อ 2, 3 วันนี้ึครับ


18.11.2008 14:30
ฝั่งแห่งภพ
หลวง

159 ข้อความ
โมทนา
ให้ : 644
ได้รับ : 1282
Re : อ่านเล่นๆก็มีประโยชน์ อ่านเอาประโยชน์ก็ได้ไม่ใช่เล่นๆ
วันนี้เพิ่ม
- นอกเรื่อง และ
- บารมี 4, 5, 6 ครับ
23.11.2008 10:29
วายุ
ขุน

165 ข้อความ
โมทนา
ให้ : 213
ได้รับ : 1502
Re : อ่านเล่นๆก็มีประโยชน์ อ่านเอาประโยชน์ก็ได้ไม่ใช่เล่นๆ

โมทนา ในธรรมทานด้วย นะครับ

 

25.11.2008 15:04
ฝั่งแห่งภพ
หลวง

159 ข้อความ
โมทนา
ให้ : 644
ได้รับ : 1282
Re : อ่านเล่นๆก็มีประโยชน์ อ่านเอาประโยชน์ก็ได้ไม่ใช่เล่นๆ
วันนี้เพิ่มเรื่องบารมีที่ 7 - 10 ครับ

ถ้าใครเจอสะกดผิด หรือต้องการเพิ่มเติมก็ขอเชิญนแนะนำนะครับ

โมทนาสาธุ
01.12.2008 11:48
หน้า : 1 
ไปที่ :

eXTReMe Tracker