หน้าแรก ฤกษ์พรหมประสิทธิ์ วิธีการแก้ไขดวง / อธิฐานพิเศษ เว็บบอร์ด ห้องสนทนา แผนที่สอนพระกรรมฐาน

หน้าแรกเข้าระบบสมัครสมาชิก
ไปที่ :
หน้า : 1 
กระทู้ที่ 10251
  คะแนนความน่าสนใจ    
Matana
หลวง

200 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 4766
ได้รับ : 4641
มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ

มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ

ตัวอย่างประโยค

เวลารักกัน คบกันใหม่ๆ ข้าวใหม่ปลามัน อะไรๆ ก็ดีไปหมด พอ ขนมผสมกับน้ำยา ที่ว่าไม่ดี ก็ดีได้ น้ำต้มผักยังว่าหวาน แรกๆ คบกันก็ตามใจ ลงเรือแปะ ตามใจแปะ คบกัน นานๆ ไป ก็เห็น เรียนรู้นิสัยกันและกันมากขึ้น ปลูกเรือนคล่อมตอ กันมั่ง จอดเรือไม่ดูท่า ขี่ม้าไม่ดูทาง เป็นเหตุ ให้หาข้อเสียของอีกฝ่าย งูเห็นนมไก่ ไก่เห็นตีนงู  ไม่พอใจกัน ด่าทอกัน ตีวัวกระทบคราด สาดเสียเทเสีย เผาพริกเผาเกลือ จริงๆ ก็เงียบๆ ดีกว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ยิ่งพูดไปก็ยิ่งทำให้ต่างฝ่ายเสียความรู้สึก เผลอๆ พูดจาใส่กันไปใส่กันมา ขว้างงูไม่พ้นคอ ความดีที่ทำมาทั้งหมด ตั้งแต่รู้จักกัน ก็เหมือน ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ บ้างก็ว่า ผิดใจหนักกันไปใหญ่ เพราะอี บ่างช่างยุ ยิ่งทำให้เข้าหน้ากันไม่ติด เหมือน ขมิ้นกับปูน เมื่อผิดใจกัน คิดตีตัวออกห่าง เด็ดบัวไม่ไว้ใย อะไรที่เคยสัญญา เคยให้คำมั่นไว้ ก็ไม่ทำอย่างไม่มีเหตุผล มองว่าอีกฝ่ายผิด อีกฝ่ายเป็นศัตรู เค้าถึงว่าคนเราเปลี่ยนใจทุกวินาที เหมือนน้ำกลิ้งบนใบบอน เพราะเอาแต่โทษอีกฝ่าย ไม่เคย ตักน้ำใส่กระโหลก ชะโงกดูเงา แก้ไขในสิ่งผิด เพราะตอนทำร้ายอีกฝ่าย ทำแบบไม่มีสติ ทำด้วยโทสะ ไม่ให้อภัยซึ่งกันและกัน สุดท้าย เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า มานั่งโทษคนอื่น เพราะตัวเองไว้ใจเชื่อใจคนง่ายแต่แรก คนอื่นท้วงไม่ฟัง เอาแต่คิดว่า ที่ผ่านมามันผิดไป คนแบบนี้ ชาติคางคกยางหัวไม่ตกไม่รู้สำนึก ไม่ว่าเรื่องจะเป็นอย่างไร แต่สุดท้ายแล้ว คนดีสังคมก็จะต้องเห็น จะช้าหรือเร็ว เพราะความลับไม่มีในโลก นกยูงมีแววที่หาง ขอให้พวกเราทำความดีเข้าไว้ บุญมา ปัญญาก็ช่วย ที่ป่วยก็หาย ที่หน่ายก็รัก

  

 

ความหมายของสุภาษิต - สำนวน

ขนมพอผสมกับน้ำยา ที่มาของสำนวนคำพังเพยนี้เข้าใจว่ามาจาก  " ขนมจีนน้ำยา "  ที่เราเคยรับประทานกันมาแล้ว  คือ  ขนมจีนกับน้ำยาจะต้องผสมให้เข้ากันหรือได้ส่วนพอเหมาะ  จึงจะรับประทานอร่อยเรียกว่าเวลาตักน้ำยาราดขนมลงบนขนมจีน  ต้องกะส่วนให้พอลงคลุกผสมกับขนมจีนได้พอเหมาะ  หรือให้มีสัดส่วนเข้ากันพอดีทั้งสองฝ่าย  เมื่อรับประทานแล้วเกิดอร่อยไม่ใช่ว่าขนมจีนอร่อย  หรือน้ำยาอร่อยแต่อร่อยด้วยกันทั้งสองอย่าง  เรียกว่า  " พอดีกัน "  จึงเกิดเป็นสำนวนที่ตีความหมายเอาว่า  ทั้งสองฝ่ายต่างพอดีกัน  จะว่าข้างไหนดีก็ไม่ได้
Source: http://www.siamtower.com/supasit/p02.html

ขว้างงูไม่พ้นคอ หมายความว่า  มีภาระหรือมีเรื่องเดือดร้อน  ทั้งของตนเองและที่เกี่ยวข้องอยู่  แต่ไม่สามารถจะแก้ไขให้รอดพ้นไปได้
Source: http://www.siamtower.com/supasit/p02.html 

ข้าวใหม่ปลามัน เป็นสำนวนไทยที่มีที่มาจากการเป็นสังคมเกษตรกกรรมและความเป็นชาติที่มีการดำเนินขีวิตสัมพันธ์กับธรรมชาติของคนไทย
นั่นคือในช่วงเดือนห้าเดือนหกฝนตกเข้าสู่ฤดูทำนา   ซึ่งจะทำนาเรื่อยมาตั้งแต่เดือนห้าจนสิ้นปี  ในช่วงนี้ข้าวที่คนไทยกินคือข้าวเก่าที่เก็บเกี่ยวตั้งแต่ปีที่แล้วหรือจากในฤดูเก็บเกี่ยวเมื่อช่วงเดือนอ้ายที่ผ่านมา  ซึ่งถือกันว่าเป็นข้าวเก่า  ในช่วงนี้(ช่วงกินข้าวเก่า)ปลาที่เคยตกค้างอดอยากอยู่ตามบึงตามห้วยที่หนองน้ำแห้งลงในหน้าแล้งที่ผ่านมา  พอย่างเข้าสู่ฤดูฝนก็จะว่ายออกสู่แม่น้ำลำคลองท้องทุ่ง  หากินได้เต็มที่ให้หายอดอยากอีกครั้งหนึ่ง  ปลาในช่วงครึ่งปีหลังคือช่วงกินข้าวเก่านี้จะเป็นฤดูผสมพันธุ์และวางไข่ไม่ค่อยจะมีเนื้อและไม่มีมันกินไม่อร่อย
แต่พอถึงเดือน 11 เดือน12 ข้าวตกท้องน้ำนองบริบูรณ์ปลาหากินได้มากขึ้นแล้ว  พอดีเข้าเดือนอ้ายฤดูเก็บเกี่ยว  ซึ่งในช่วงเดือนอ้ายเดือนยี่ไปถึงเดือนสี่เดือนห้านี้คนไทยจะได้กินข้าวใหม่ที่เพิ่งเก็บเกี่ยวได้  ซึ่งถือว่าอร่อยกว่าข้าวเก่า  ซึ่งในช่วงเดือนเดียวกันนี้น้ำเริ่มลดก็พอดีเป็นช่วงที่ปลาพ้นฤดูวางไข่ไปแล้วและได้หากินมาในช่วงหน้าฝน  ปลาช่วงเดือนอ้ายไปถึงเดือนสี่เดือนห้าถือว่ามีมันมากกินอร่อย  ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงถือว่าเป็นช่วง ข้าวใหม่ปลามัน  เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนไทย  อยู่ดีกินอร่อย  อยู่ดีคือหลังฤดูเก็บเกี่ยวก็ได้พักผ่อนหลังจากเหนื่อยจากการทำนามาก็มีสตุ้งสตังค์  กินอร่อยก็คือมีข้าวใหม่ ๆ ปลามัน ๆ กิน  จึงเอาสำนวนนี้มาเปรียบเทียบกับความรักหรือการครองคู่ที่แรกรักแรกอยู่ด้วยกันจะมีความสุขเหมือนได้กินข้าวใหม่ปลามันนั่นเอง
Source: http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6171c1a65db72bb0

เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า  สำนวนนี้  เวลาพูดมักจะใช้คำตรง ๆ ว่า " เขียนด้วยมือลบด้วยตีน " เป็นความเปรียบเปรยถึง  คนที่แต่แรกทำความดีจนเป็นที่เชื่อถือไว้แล้ว แต่ภายหลัง กลับทำความชั่วลบล้างความดีของตนเสียง่าย ๆ หรือเปรียบอีกทางหนึ่งถึงคนที่ออกคำสั่ง หรือให้สัญญาไว้แต่แรกอย่างหนึ่ง แล้วปุบปับกลับเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือสัญญานั้นเสีย ให้อยู่ในลักษณะตรงข้ามโดยไม่มีเหตุผล

ขมิ้นกับปูน  สำนวนนี้หมายถึง คนที่ไม่ลงลอยกัน หรือ รสนิยมเข้ากันไม่ได้ เมื่ออยู่ใกล้กัน ก็มักเป็นปากเสียงทะเลาะวิวาทกัน เปรียบดังขมิ้นกับปูนที่กินกับหมาก

งูเห็นนมไก่ ไก่เห็นตีนงู  คำพังเพยสำนวนนี้ จะพูดสลับกัน คือเอาประโยคหลังขึ้นก่อนก็ได้ว่า " ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ " เพราะความหมายสัมพันธ์กัน ซึ่งตามธรรมชาติแล้วเราจะไม่เคยได้เห็น " ตีนงู " หรือ " นมไก่ " เลย เพราะงูไม่มีตีนและไก่ก็ไม่มีนม ความหมายของสำนวนจึงแปลว่า คนสองคนต่างคนต่างเห็นหรือรู้เรื่องเดิมหรือรู้ความในกันดี แต่คนอื่นอาจไม่เห็น หรือไม่รู้เรื่องของคนสองคนนี้เลย เช่น คนสองคนทำตนเป็นคนมั่งมีหรือมีความรู้สูงเพื่ออวดคนอื่น ๆ แต่ทั้งสองคนนี้ต่างรู้ไส้กันดีว่าแท้จริงแล้วต่างคนต่างไม่มีเงิน หรือไม่มีความรู้เลยเมื่อมาพบกันเข้าจึงเท่ากับว่า " ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ "

จอดเรือไม่ดูท่า ขี่ม้าไม่ดูทาง หมายถึง การทำอะไรไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน ซึ่งอาจจะเกิดการผิดพลาดหรือเสียหายได้ เปรียบได้กับการจอดเรือหรือขี่ม้า ถ้าไม่ตรวจดูท่าจอดให้แน่นอน หรือไม่ดูหนทางที่จะขี่ม้าไปว่าจะเหมาะหรือไม่ ผลเสียหายก็ย่อมเกิดขึ้นได้ สำนวนนี้บางทีก็พูดว่า "จอดเรือให้ดูฝัง จะนั่งให้ดูพื้น " ซึ่งมีความหมายในทางตักเตือนไว้ก่อน

ชาติคางคกยางหัวไม่ตกไม่รู้สำนึก สำนวนนี้ หมายถึง  คนที่อวดดีหรือชอบกระทำนอกลู่นอกทางเมื่อมีคนทักท้วงก็ไม่เชื่อฟัง  ยังขืนกระทำ  จนเขาหมั่นไส้ปล่อยให้ลองทำเพื่อจะให้รู้สึกตัวบ้าง  เพราะเชื่อว่าการกระทำนั้น ๆ จะต้องได้รับอันตรายถึงเลือดตกหรือเจ็บปวดเข้าก็ได้  หรืออีกทางหนึ่งเปรียบเทียบได้กับเด็กที่ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้ปกครอง  เมื่อห้ามด้วยปากไม่เชื่อก็ต้องใช้ไม้เรียวเฆี่ยนทำให้เจ็บตัวเสียก่อนจึงจะรู้สึก

เด็ดบัวไม่ไว้ใย หมายความว่า  ตัดสัมพันธุไมตรี  หรือ  ความเป็นมิตรสนิท  หรือเคยเป็นคนรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน  อย่างชนิดที่ไม่ยอมคืนดีกัน  การที่เอาดอกบัวมาเปรียบก็เพราะเหตุที่ว่า  ดอกบัวนั้นถ้าเราหักก้านดอกลง  ตรงรอยหักมักจะมีเยื่อหรือใยก้านติดอยู่  ไม่ค่อยขาดจากกันง่าย  สำนวนนี้บางทีก็พูดว่า  "เด็ดบัวอย่าเหลือใย"  หรือ  อีกสำนวนหนึ่งว่า  "เด็ดปลีไม่มีใย "  ปลี  หมายถึงดอกของกล้วยหรือหัวปลี.

ตีวัวกระทบคราด  เป็นสำนวนหมายถึง  การแสร้งทำหรือแสร้งพูด  เพื่อให้กระทบกระเทือนไปถึงอีกฝ่ายหนึ่ง  การเอาวัวกับคาดมาเปรียบ  ก็เพราะคราดซึ่งใช้เป็นเครื่องมือกวาดลานฟางหรือหญ้าในนานั้นผูกเป็นคันยาวใช้วัวลากและคราดจะเป็นฝ่ายกระตุ้นให้วัวทำงานลากคราดไป  ซึ่งผลงานคงจะอยู่ที่คราดเป็นตังกวาด  เมื่อคราดไม่ทำงานก็เลยใช้วิธีตีวัวให้ลากคราด  เป็นทำนองว่า  " ตีวัวกระทบคราด "  วัวเลยกลายเป็นแพะรับบาปเพราะคราด  ความหมายคล้ายกับว่า  เราทำอะไรคนหนึ่งไม่ได้  เช่น  โกรธเขาแต่กลับไปเล่นงานสัตว์เลี้ยงหรือคนใกล้ชิดของเขา  เป็นการตอบแทน

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สำนวนนี้  โบราณมักใช้พูดกันมาก  หมายถึงการกระทำอะไรสักอย่างที่ไม่เหมาะสมหรือได้สมดุลกัน  หรือใช้จ่ายทรัพย์ลงทุนไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย  เช่นลงทุนเล็กน้อยเพื่อทำงานใหญ่ซึ่งต้องใช้เงินมาก ๆ ย่อมไม่อาจสำเร็จได้ง่าย  ต้องสูญทุนไปเปล่า ๆ เปรียบเหมือนตำน้ำพริกเพียงครกเดียว  เอาไปละลายในแม่น้ำกว้างใหญ่  เมื่อละลายไปก็จะสูญหายไปหมดสิ้นไปทำให้แม่น้ำเกิดอะไรผิดปกติขึ้น  เสียน้ำพริกไปเปล่า ๆ.

ตักน้ำใส่กะโหลก  ชะโงกดูเงา สำนวนนี้เป็นคำเปรียบเปรย  หรือเป็นเชิงเตือนสติคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง  หรือคนที่ทะเยอทะยานทำตนเสมอกับคนที่สูงกว่า  ให้รู้จักยั้งคิดว่าฐานะของตนเองเป็ยอย่างไรเสียก่อน  จึงค่อยคิดทำเทียมหน้าเขา  ความหมายทำนองเดียวกับที่ว่า  " ส่องกระจกดูเงาของตัวเองเสียก่อน "  สำนวนนี้  ผู้หญิงสูงศักดิ์มักจะใช้เป็นคำเปรียบเปรยเย้ยหยันผู้ชายที่มีฐานะต่ำต้อยกว่า

น้ำกลิ้งบนใบบอน  เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึง  คนใจไม่แน่นอน  กลับกลอก  โดยเฉพาะมุ่งถึงหญิงที่ว่า  " น้ำใจหญิงเหมือนกลิ้งบนใบบอน " สำนวนนี้เอามาจากน้ำที่หยดอยู่บนใบบอน  กลิ้งไปกลิ้งมาโดยที่ใบบอนมีลักษณะเลี่ยนลื่นไม่ซับน้ำ  ทำให้น้ำที่ขังเป็นก้อนกลมอยู่ลนใบกลิ้งไปกลิ้งมาได้

นกยูงมีแววที่หาง หมายถึง  คนที่มีฐานะดี  หรือสกุลรุนชาติดี  ย่อมมีอะไรในตัวเป็นเครื่องสังเกตให้เห็นอยู่บ้าง  เช่นกิริยามาทหรือการพูดจาทำนองเดียงกันที่ว่า  " สำเนียงบอกภาษา  กิริยาบอกสกุล "

บ่างช่างยุ หมายถึง  คนที่ชอบยุแหย่  สำนวนนี้  เอามาจากเรื่องนิทานสอนเด็ก  ที่สมมุติให้ตัวบ่างสัตว์ชนิดหนึ่งเป็นตัวบ่างช่างยุแหย่ในเรื่อง

บุญมา  ปัญญาก็ช่วย  ที่ป่วยก็หาย  ที่หน่ายก็รัก สำนวนนี้  เป็นสุภาษิตคำพังเพยของท่านเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ดำรง  มีความหมายอธิบายอยู่ในตัวประโยคแล้ว  และมีสำนวนต่อท้ายในลักษณะตรงข้ามอีกด้วย  " บุญไม่มา  ปัญญาไม่ช่วย  ที่ป่วยก็หนัก  ที่รักก็หน่าย "

ปลูกเรือนคล่อมตอ สำนวนนี้   หมาถึงการทำอะไรที่เป็นการล่วงล้ำหรือก้าวก่ายหรือทับสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง  จะโดยรู้อยู่หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตามแต่อันอาจเป็นเหตุให้เกิดความบาดหมางก็ได้.

พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง  หมายความว่า  พูดไปก็ไม่มีประโยชน์  สู้นิ่งไว้ดีกว่า

ลงเรือแปะ  ตามใจแปะ  หมายความว่า  เมื่อไปอยู่กับใคร  หรือไปอาศัยอยู่บ้านใคร  ก็ต้องเกรงใจหรือยอมทำตามเขา  ความหมายอย่างเดียวกับคำว่า  " เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม "  ( เรือแป๊ะ  ก็คือ  เรือของตาแป๊ะจีนเก่า ๆ )
Source: http://www.siamtower.com/supasit

01.06.2010 14:06 (85146)
ภฺทปฺญโญ
จมื่น

424 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 25495
ได้รับ : 8812
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ
e'เจ๊ อยากเป็นคนโบราณ ช๊อบชอบสำนวนไทย แทบไม่มีใครใช้กันแล้ว มีแต่ผู้เฒ่า เก่าแก่ ว่าง ๆ หามาให้อ่านอีกน่ะจ๊ะ รักมากมาย
แก้ไข โดย ภฺทปฺญโญ เมื่อ 02.06.2010 00:42
02.06.2010 00:41 (85169)
กลางทุ่ง
จมื่น

790 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 15392
ได้รับ : 15158
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ

ขอบคุณครูหมวย   เช้านี้ได้สำเนาส่งครูจิ๋งนำไปสอนเด็ก (ของกินไม่กินก็เน่า ของเก่าไม่เล่าก็ลืม)...

02.06.2010 08:51 (85177)
พุดตาน
จมื่น

1456 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 20632
ได้รับ : 24274
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ
   *ชาติคางคกยางหัวไม่ตกไม่รู้สำนึก *
  
  แหม !!! สำนวนนี้ นี่อ่านแล้ว นึกถึงไอ้จ่อยแสบ เด็กดื้อ
  ไม่รู้ลูกใคร รับไปที อิอิ
แก้ไข โดย พุดตาน เมื่อ 02.06.2010 18:46
02.06.2010 17:49 (85208)
MAN
จมื่น

1516 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 7792
ได้รับ : 19682
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ
e'เจ๊ อยากเป็นคนโบราณ ช๊อบชอบสำนวนไทย แทบไม่มีใครใช้กันแล้ว มีแต่ผู้เฒ่า เก่าแก่ ว่าง ๆ หามาให้อ่านอีกน่ะจ๊ะ รักมากมาย

 

เม๊าไป.. เจ่เจ๊ท่าเดินขึ้นวังเก่านะ อู๊ย หญิงไทย สุดๆๆๆๆๆๆ งามแต๊ๆ

 
 ผมอยู่ในเหตุการณ์ครับ มายืนยันว่าท่าทางการเดินขึ้นวัดสง่างามมาก  แบบว่า  สวย  เริด   เชิด 
แก้ไข โดย MAN เมื่อ 02.06.2010 19:28
02.06.2010 18:47 (85215)
Matana
หลวง

200 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 4766
ได้รับ : 4641
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ


ต้องยอมรับว่า บางคำก็เพิ่งเคยเจอเหมือนกันค่ะ นั่งหาคำแปลสุภาษิต-สำนวนบางคำ นั่งแต่งประโยคเล่นๆ เลยได้เพิ่มมา ..เผื่อโดนใจก็สามารถเอาไปใช้กันได้อีกค่ะ (อันนี้เรียก ตีวัวกระทบคราดรึป่าวน๊า)


ดูคนมาเมนท์ แต่ละคน ก็ใช่ย่อย
ท่านเสด็จอา งี้
พระอนุชาเจ้าเมืองราชบุรี มาพร้อมขบวนงี้
แต่ละคนใช่ย่อยที่ไหน เล่า
แก้ไข โดย Matana เมื่อ 03.06.2010 11:31
03.06.2010 11:19 (85243)
กันสาด
ออกขุน

331 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 4241
ได้รับ : 2618
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ
สวัสดีครับ อาจารย์

ยังไม่บอกเลยว่าใครเป็นหัวหน้าห้อง  จาได้มีคนนำเคารพอาจารย์

เอางี้ก็แล้วกัน ผมขอเสนอตัวรอบนี้เป็นหัวหน้าห้องก่อนได้หรือเปล่าครับ


นร. ทั้งหมด ทำความเคารพ ....
แก้ไข โดย กันสาด เมื่อ 03.06.2010 17:27
03.06.2010 17:23 (85250)
ไอ้จ่อยแสบ
ขุน

460 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 9247
ได้รับ : 10858
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ
โอ้ววว

อ่านหมดแล้ว อิอิ

พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้นิ่งไว้ดีกว่า   ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆ


ปล. อ่าวว แม่ผมตั้งกระทู้เองหรอเนี่ย อิอิ
03.06.2010 20:51 (85265)
ฝั่งแห่งภพ
หลวง

461 ข้อความ
โมทนา
ให้ : 3174
ได้รับ : 8695
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ
 เดินแบบไทยเขาเรียกอย่างนึงว่า

"นวยนาด" คือ เยื้องกราย กรีดกราย

"ทอดน่อง" คือ เดินช้าๆ ตามสบาย

"เดินขบวน" คือ ยกกันไปเป็นหมู่เพื่อเรียกร้อง

"เดินตลาด" คือ เที่ยวเสาะแสวงหาแหล่จำหน่ายสินค้า

"เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด" คือ นั่นแหละตามที่เข้าใจ

"เดินแต้ม" คือ ใช้ชั้นเชิง ประชัญกันด้วยไหวพริบ





04.06.2010 11:45 (85297)
Matana
หลวง

200 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 4766
ได้รับ : 4641
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ

เยื้องย่างอย่างนางพญา นี่ เป็นรากหนึ่งในนวยนาดไม๊คะ คุณครูพี

09.06.2010 11:09 (85452)
ฝั่งแห่งภพ
หลวง

461 ข้อความ
โมทนา
ให้ : 3174
ได้รับ : 8695
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ
กิริยา "เยื้องย่าง" นี้ก็เหมาะดีครับ มีตัวอย่างที่อื่นเขาก็ใช้

ผิวขาวผ่อง...นองนุจ...ดุจปุยเมฆ
ดังเทพเสก...สรรสร้าง...ให้สุกใส
หัตถ์อรชร...กรีดกราย...เยื้องย่างไป
โอ้ว่าใคร...ไหนกัน...ช่างปั้นมา


ขอเสนออีก 1 คำคือ "ยุรยาตร" ก็แปลว่าเดินเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ใช้กันในภาษากลอน เช่น 

ยุรยาตรอย่างไกรสร  หรือ

อย่าเดินทัดมาลา    เสยเกศา บ่ ควรทำ
จีบพกพลางขานคำ    สะกิดเพื่อนสำรวลพลาง
   
ยุรยาตรโยกย้าย   กรกรีดกรายสไบบาง 
ยอหัตถ์สัมผัสปราง   จักเสื่อมสวัสดิ์กษัตรี
(กฤษณาสอนน้อง-พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส)
สอนว่าเวลาเดินไปอย่ามัวแต่แต่งตัว เสยผม จีบปากจีบคอ หัวเราะเริงร่ากับเพื่อน ควรจะต้องสำรวม เป็นต้น

10.06.2010 11:37 (85481)
ภูผา
หลวง

292 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 207
ได้รับ : 4727
Re : มาเรียน สำนวน- สุภาษิตไทยกันเถอะ
ชาวนากับงูเห่า ไม่ใช่ สำนวน สุภาษิต  เป็นนิทาน แต่ตอนนี้โดนใจมาก
ถ้าจะเป็น สำนวน สุภาษิต คงเป็น " หอกข้างแคร่ " น่าจะใกล้เคียง
22.06.2010 02:22 (86044)
หน้า : 1 
ไปที่ :












ค้นหา

พจนานุกรม
eXTReMe Tracker
Page generated in 0.382427 seconds.