ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างฌาปนสถาน สำนักสงฆ์ชอนผึ้ง ต.ชอนม่วง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
เนื่องด้วย สำนักสงฆ์ชอนผึ้ง หมู่ที่ ๕ ต.ชอนม่วง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี กำลังก่อสร้างฌาปนสถาน ยังขาดจตุปัจจัยจำนวนมาก ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างฌาปนสถาน ให้แล้วเสร็จในกาลครั้งนี้ด้วย
งบประมาณในการก่อสร้าง
๗๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายไปแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ บาท
ยังขาด ๕๐๐,๐๐๐ บาท
ร่วมบริจาคได้
ธนาคารกสิกรไทย สาขาหนองม่วง ชื่อบัญชี พระปราโมทย์ น้อยไม้
เลขที่บัญชี 180 - 2 – 55667 – 1
สอบถามรายละเอียดได้ที่
รูป ,แบบ ,ฌาปนสถานที่จะสร้าง
ร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างฌาปนสถาน สำนักสงฆ์ชอนผึ่ง ต.ชอนม่วง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี หมายเลขอ้างอิง TRTR110307784505 เพื่อเข้าบัญชี 180-2-55667-1 ชื่อบัญชี ปราโมทย์ น้อยไม้ จำนวน 540.00 วันที่โอนเงิน 07/03/2011 เวลา 12.31 อนุโมทนาในบุญอันเป็นกุศลของท่านทั้งหลาย
รายนามผู้ร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างฌาปนสถาน (เมรุ)
1.07/03/11 คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ร่วมบริจาค 100 บาท
2. 07/03/11 คุณpinkpink ร่วมบริจาค 540 บาท
3. 07/03/11 คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ร่วมบริจาค 100 บาท
4. 07/03/11 คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ร่วมบริจาค 200 บาท
5.12/03/11 คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ร่วมบริจาค 100 บาท
เดิมมีเงินอยู่ในบัญชี 100 บาท
รวม 1,140 บาท
พระอาจารย์ปราโมทร์ ท่านได้ส่งรูปทางโทรศัพย์ รูปความคืบหน้าเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2554
รูปทางเข้าสำนักสงฆ์
อานิสงส์การสร้างเมรุ ========================================== เจริญ พรญาติโยมทุกท่าน วันนี้อาตมามีเรื่องราวของการสร้างคุณงามความดี ที่สามารถประดับไว้ในบวรพุทธศาสนาอย่างมั่นคงถาวร และเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งถือเป็นมหากุศลยิ่งใหญ่ คือการสร้างฌาปนสถาน หรือที่เผาศพถาวร ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าเมรุนั่นเอง เมื่อพิจารณาโดยเหตุผลของ คนส่วนใหญ่ที่ร่วมกันสร้างฌาปนสถาน ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อสงเคราะห์ อนุเคราะห์ประชาชนทั่วไป เพื่อรักษาความสะอาด ลดมลภาพิษ ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม และเพื่อหวังบุญกุศล ที่สำคัญคนเรามี ฐานะไม่เหมือนกัน บางคนมี บางคนจน แต่คนจนมีมากกว่าคนมี คนมีได้อาศัยคนจนในด้านกำลังกาย เหมือนคนมีเงินรวมทุนกันตั้งโรงงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องอาศัยกรรมกรจำนวนมากใช้ในโรงงานนั้น ถ้าคนจนไม่ให้ความร่วมมือ โรงงานนั้นก็เปิดดำเนินการไม่ได้ เพราะเครื่องจักรก็ต้องใช้คนเดินเครื่อง คนจนก็อาศัยคนมีในด้านการเงิน ฉะนั้น การสร้างเมรุขึ้นไว้ในวัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนิกชน จึงเป็นการสงเคราะห์อนุเคราะห์แก่บุคคลทั่วๆ ไป ผู้หวังพึ่งพาอาศัยจะได้เผาตนและบริวารชนของตนที่ตายให้สิ้นซากตามประเพณี อัน การสร้างฌาปนสถานหรือเชิงตะกอนที่สำหรับเผาศพนี้ไม่ได้มีแต่ปัจจุบัน แม้แต่อดีตก็มีผู้สร้างมาแล้ว แต่รูปร่าง ลักษณะ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการของโลก ในคัมภีร์ขุททกนิกาย อุปทาน แสดงไว้ว่า พระอรหันต์รูปหนึ่งได้ประกาศบุพกรรมของตนแก่เพื่อนพรหมจรรย์ว่า เมื่อมหาชนทั้งหลาย สร้างเชิงตะกอนที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุม มุตตระ เรามีจิตเลื่อมใสได้ช่วยเหลือและถวายเครื่องหอมเพื่อการนั้น มุ่งบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์นั้น ด้วยอานิสงส์ที่ได้ร่วมกุศล ในการสร้างเชิงตะกอนนั้น ทุกชาติที่เกิดไม่เคยประสบความทุกข์เพราะผลกรรมชั่ว และผลกุศลกรรมอันเกิดแก่การสร้างเชิงตะกอนนั้น เป็นเสมือนเพื่อนที่ดีคอยสะกิดไม่ให้ทำกรรมชั่ว และเตือนให้ทำกรรมดี ผลกรรมที่ข้าพเจ้าทำมาทุกชาติมีชาติสร้างเชิงตะกอนเป็นต้น เสริมส่งให้เกิดในศาสนาของพระบรมศาสดาของเราแล้วเกิดเลื่อมใสในเพศบรรพชิต จึงออกบวชเป็นภิกษุบำเพ็ญสมณธรรม และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญารูปหนึ่งในพระพุทธศาสนา บุคคล ตัวอย่างที่ยกมาแสดงนี้ เป็นพยานยืนยันว่าการสร้างที่เผาศพจะลักษณะใดราคามากน้อยเท่าใด สวยงามไม่สวยงามเพียงใดก็ตาม ถ้าผู้สละทรัพย์สร้างมีจิตใจมุ่งต่อบุญกุศลไม่ได้หวังผลอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นเครื่องตอบแทนและการทำนั้นเป็นกรรมสุจริต ผลิตผลในทางดีตามส่วนแห่งผู้รับและเจตนาของผู้ให้ ความสะอาดเป็น ของจำเป็นแก่ทุกๆ คนและสถานที่ คนเราถ้าสะอาดแต่เพียงร่างกายของตน ส่วนเครื่องใช้และสถานที่สกปรกก็ใช้ไม่ได้ ต้องสะอาดพร้อมทุกๆ อย่างจึงจะจัดเป็นคนสะอาด เฉพาะอย่างยิ่งการเผาศพ ถ้าเผากันเรี่ยราดไป ไม่มีที่เผาแน่นอน ความอาผมลสกปรกก็จะเกิดขึ้น เป็นที่อุจาดตาของผู้ได้เห็น และอาจเป็นแหล่งให้เกิดโรคอย่างหนึ่งได้เพราะเนื้อหนังมังสาของคนเราพวกเรา ชอบในสมัยหนึ่ง และเกลียดกลัวในสมัยหนึ่ง คือสมัยที่ตาย ก่อนตายแม้จะรักใคร่พอใจอย่างใดก็ตาม เมื่อตายเน่าพองน้ำเหลืองไหล ส่งกลิ่นเหม็นเราเกลียดเรากลัว ไม่ต้องการเข้าใกล้ ต้องการเผาหรือฝังให้เสร็จๆ ไป เพียงเท่านี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าเราต้องการความไม่มีโรค การ ที่ได้ร่วมกันสร้างฌาปนสถานก็เพราะมาพิจารณาเห็นผลดังกล่าวมาแล้ว และเป็นการเตรียมตัวก่อนตายทั้งฝ่ายโลกฝ่ายธรรม การสร้างเมรุถวายเป็นของสงฆ์ไว้ในวัด จัดเป็นทานและเป็นสังฆทาน มีผลไพศาลควรแก่อนุโมทนา และจัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาท รีบทำบุญกุศลซึ่งจะเป็นที่พึ่งของตนทั้งปัจจุบันและในภพอื่น นึก ขึ้นมาเมื่อใดก็ภูมิใจเมื่อนั้นว่า บุญกุศลอันเป็นสะเบียงก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะตนได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว การจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น ก็เหมือนการเดินทางไกลไปต่างถิ่นเป็นเวลานาน ชีวิตสังขารของ!ทั้งหลาย ก็ย่อมแตกดับไปตามกาลเวลา ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำแล้ว ล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของ!ทั้งหลายก็ฉันนั้น อนึ่ง การทำบุญใหญ่ด้วยการสร้างเมรุ เป็นบุญวิธีพิเศษที่มุ่งการอนุเคราะห์ สงเคราะห์และบูชาคุณ เรียกว่า เป็นการสร้างสถานมรณานุสรณ์ อนุสรณ์ระลึกนึกถึงความตาย ทำให้เป็นคนไม่ประมาทขาดสติ จิตเป็นสมาธิ จัดเป็นธรรมวิทยาทานว่าด้วยอภิณหะปัจจะเวกขะณะ คือหลักพิจารณาสัจจะชีวิต 5 ประการ คือ 1 เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้ 2 เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บไปได้ 3 เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้ 4 เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นไป 5 เรามีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้รับผลดีทำชั่วได้รับผลชั่ว และเมื่อสร้างเมรุด้วยศรัทธา โดยเคารพ ในโอกาสอันสมควร ทำด้วยจิตอนุเคราะห์สงเคราะห์บูชาคุณและไม่เป็นการกระทบกระทั่งตนและคนอื่น ย่อมมีอานิสงส์มหาศาล คือเป็นผู้ประกาศความเป็นญาติธรรมให้ชาวโลกได้เห็นเป็นประจักษ์ เป็นผู้กระทำการบูชาอย่างโอฬารต่อท่านผู้ละโลกนี้ไปแล้ว เป็นผู้ถวายกำลังพระภิกษุสงฆ์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้สถาพร เป็นผู้ได้ชื่อว่ามีบุญมิใช่น้อยคอยเฝ้ารักษาตลอดไป อีกทั้ง อานิสงส์ในปัจจุบัน คือจะเป็นคนอยู่ดีกินดี มั่งมีศรีสุข ไม่อยู่ร้อนนอนทุกข์ บริวารดี ไม่มีภัย โชคดีตลอดชีวิต......เจริญพร ++ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์(พระครูน้ำฝน)วัดไผ่ล้อม นครปฐม ที่มา: สยามรัฐ http://www.siamrath.co.th/Religion.asp?ReviewID=166523
รูปบริเวณสำนักสงฆ์
รูปล่าสุดวันที่ 20 มีนาคม 2554