หน้าแรก ฤกษ์พรหมประสิทธิ์ วิธีการแก้ไขดวง / อธิฐานพิเศษ เว็บบอร์ด ห้องสนทนา แผนที่สอนพระกรรมฐาน

หน้าแรกเข้าระบบสมัครสมาชิก
ไปที่ :
หน้า : 1 
กระทู้ที่ 12290
  คะแนนความน่าสนใจ    
boonmi
หลวง

1822 ข้อความ
โมทนา
ให้ : 60972
ได้รับ : 20703
เมื่อ ๒๐ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ล่วงมาแล้ว
พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
เคยเกิดเป็นพระกนิษฐภคินีของ
พระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า
และได้ตั้งจิตปรารถนาพุทธภูมิ
เมื่อ ๒๐ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ล่วงมาแล้ว
.......................................................................................


เจ้าหญิงสุมิตตาเทวี หรือ พระนางวิสุทธาเทวี


...............เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าของเรา แต่ครั้งมีพระบารมียังอ่อนถูกราคะกิเลสครอบงำ ทำให้ประกอบกรรมกามมิฉาแล้วไปสืบปฏิสนธิเกิดในนรกเสวยทุกข์แสนสาหัสเป็นเวลานานถึง 14 มหากัป ดังกล่าวแล้ว ต่อจากนั้น ด้วยอำนาจเศษกรรมยังตามให้ผลอยู่ไม่เสื่อมคลายไปง่ายๆ ครั้นจุติจากนรกแล้วจึงต้องไปสืบปฏิสนธิดังนี้......

๑. ถือกำเนิดเกิดเป็นลา เป็นเวลานานนับได้ 500 ชาติ
๒. แล้วจึงไปถือกำเนิดเป็นโคอีก 500 ชาติ
๓. แล้วจึงกำเนิดเป็นคนพิการ ตาบอดหูหนวกแต่กำเนิดอีก 500 ชาติ
๔. แล้วมิหนำซ้ำให้ถือกำเนิดเป็นกระเทยอีก 500 ชาติ
๕. แล้วึงมาถือกำเนิดเป็นสตรีอีกเป็นเวลานานถึง 500 ชาติ

..............ในกรณีนี้ ขอให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย พึงสันนิษฐานลงเถิดว่าแต่เพียงเศษอกุศลกรรมที่ทำด้วยความประมาทมาตามสนองก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนักหนา ฉะนั้นจงอย่าได้ประมาทในอกุศลกรรมความชั่วทั้งปวงเลย ดูแต่พระโพธิสัตว์เจ้าของเรานี่เถิด ทั้งๆที่ตั้งพระหฤทัยไว้แล้วว่า จะขอตรัสเป็นพระพุทธเจ้าอนุกูลสงเคราะห์แก่สัตว์ทั้งหลายอยู่โดยแท้ ควรแลหรือที่พระองค์ยังต้องถูกราคะกิเลสมาครอบงำเหยียบย่ำบีฑา แต่ครั้งเป็นมาณพหนุ่มช่างทองให้เกิดปรองดองรักใคร่กับภรรยาของผู้อื่น ได้ชื่นชมรื่นรมย์อยู่เพียงสามเดือน แต่ต้องถูกกรรมมาซัดทำให้วิบัติขัดขวางเสียเวลาที่จะสร้างบารมีเพื่อพระโพธิญาณนับเป็นเวลานานถึงเพียงนี้ได้ ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงสามัญชนสัตว์ทั่วไปนี่เล่า อย่าได้ประมาทเลย

............เมื่อถือกำเนิดเกิดเป็นสตรีเพศได้สี่ร้อยกว่าชาติแล้ว ครั้นถึงพระชาติที่สิ้นสุด เศษปรทากรรมคือล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น พระชาติสุดท้ายที่เกิดเป็นสตรีเพศครบห้าร้อยนั้นด้วยอปราปรเวทยียกรรมตามสนองจึงเป็นเหตุให้พระองค์ถือกำเนิดเป็นขัตติยกุมารี ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารี เป็นพระธิดาของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราชผู้เป็นใหญ่

............ก็ในสมัยนั้นเป็นกัปที่มีชื่อว่า สารกัป เพราะมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกธาตุนี้พระองค์เดียว ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมิ่งมงกุฎปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า (ทรงบำเพ็ญบารมีมาแล้ว ๑๖ อสงไขยแสนกัป ชาติที่ตรัสรู้นี้ทรงครองเพศฆราวาสอยู่ในโลกียสุขนานถึงหนึ่งหมื่นปี จึงทรงทอดพระเนตรเห็นนิมิต ๔ ประการ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทรงสลดพระทัยแล้วเสด็จออกบวชมหาภิเนษกรมณ์ ทรงทำความเพียรอยู่เพียง ๗ วัน ก็ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) พระองค์ทรงเป็นพระราชบุตรของพระสุปปบุตรมหาราชเช่นกัน ฉะนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าของเราซึ่งทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารีจึงทรงเป็นพระกนิษฐภคินีของสมเด็จพระมิ่งมงกุฎพระองค์นั้น แต่ต่างพระมารดากัน

.............เมื่อสมเด็จพระปุราณทีปังกรจอมไตรโลกุตมาจารย์เจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกกาลครั้งนั้น หมู่มนุษยนิการนานาประชาชาติ มีสมเด็จพระพุทธบิดาคือพระเจ้าสุปปบุตรมหาราชาธิราชเป็นประธาน ได้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอันมาก พากันจัดสรรทำสักการบูชาอุทิศเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชาและอุปฏฐากบำรุงด้วยจตุปัจจัยในสังฆมณฑล พระพุทธศาสนาถึงความเจริญรุ่งเรืองนักหนา ประชาสัตว์ต่างได้ลิ้มรสอมตธรรมสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลเป็นอันมาก ตามสมควรแก่อุปนิสัยวาสนาบารมีของตนที่สร้างไว้

................วันหนึ่ง เป็นเวลาสายัณหสมัยใกล้ค่ำแล้ว เจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชบุตรี ประทับยืนอยู่บนปราสาทชั้นที่ 7 ทอดพระเนตรลงมาข้างล่างได้ทอดทัศนาเห็นภิกษุรูปหนึ่งทรงสมณสารูป มีกิริยาอาการน่าเลื่อมใสยิ่งนัก เจ้ากูมาประดิษฐานบิณฑบาตอยู่แทบพระทวารวังพระนางเจ้าจึงทรงจินตนาการว่า “ภิกษุมาบิณฑบาตในเวลาเย็น อันมิใช่กาลที่ควรบิณฑบาตเช่นนี้ ชะรอยจะมีประสงค์สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นมั่นคง” ทรงจินตนากาลดังนี้แล้ว จึงดำรัสใช้บุรุษคนหนึ่งว่า “ท่านจงลงไปถามความต้องการของพระผู้เป็นเจ้าให้รู้แจ้งแล้วจงมา” ราชบุรุษรับพระดำรัสถวายบังคมลงมาถามได้ความแล้ว กลับขึ้นไปทูลว่า “พระผู้เป็นเจ้าประสงค์จะบิณฑบาตน้ำมัน”

...........เจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชบุรีนั้น จึงให้ไปอาราธนาพระผู้เป็นเจ้าขึ้นมาเอง ณ อาสนะอันสมควรแล้ว จึงมีพระดำรัสถามว่า
“พระผู้เป็นเจ้า ต้องประสงค์น้ำมันเอาไปเพื่อประโยชน์สิ่งใด”
“ขอถวายพระพร พระราชธิดา อาตมภาพโคจรบิณฑบาตน้ำมันได้เป็นอันมากแล้ว ก็แต่งประทีปมากมายนักหนาทำสักการบูชาแด่องค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฎปุราญทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าจนสิ้นราตรียังรุ่ง

..............ครั้นเวลาสายสว่างแล้ว พระอริยสงฆ์สาวกมาประชุมพร้อมกัน ณ สำนักแห่งพระบรมครูอาตมภาพก็ตามประทีปบูชาพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลายอีกเล่า แต่เฝ้ากระทำอยู่อย่างนี้เป็นนิตย์เสมอมานะ พระราชธิดา ขอถวายพระพร”

..............ทรงได้ฟังพระคุณเจ้าเล่าถวายให้ฟังดังนี้ เจ้าสุมิตตาราชบุตรีก็มีจิตยินดีเลื่อมใสนักหนา จึงทรงถือขันสุพรรณภาชน์ยุรยาตรไปตักตวงน้ำมันพันธุ์ผักกาดจนเต็มขันแล้วก็ทูนเหนือเศียรเกล้านำมา ในขณะนั้นเจ้าฟ้าหญิงราชธิดาก็ทรงบังเกิดความคิดอันสูงส่งบรรเจิดจ้าขึ้นมาว่า “สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชของเรา ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลสัตว์โลกเป็นอันมากฉันใด กาลนานไปเบื้องหน้า ขอจงอาตมาได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง เพื่อจะอนุกูลสงเคราะห์สัตว์โลกฉันนั้นเถิด”

............เมื่อเกิดความคิดคำนึงฉะนี้แล้ว พระราชธิดาจึงนำสุพรรณภาชน์น้ำมันลงมาจากเบื้องบนพระเศียรเกล้าแล้วก็รินลงในบาตรของพระคุณเจ้าจนเต็มบาตร พร้อมกับทรงตั้งมโนปณิธานว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ด้วยเดชะอานิสงส์ผลทานนี้ ขอจงเป็นปัจจัยใหความปรารถนาของข้าพเจ้าสำเร็จดังมโนรถเถิด พระคุณเจ้าขา ขอพระคุณเจ้าจงเอาน้ำมันนี้ไปบูชาองค์สมเด็จพระบรมเชษฐาธรรมิกราช ซึ่งตรัสเป็นองค์พระสัมพัญญูของข้าพเจ้าแล้ว ขอพระคุณเจ้าจงมีจิตการุณช่วยกราบทูลพระองค์ด้วยว่า พระราชบุตรีกนิษฐภคินีของสมเด็จพระพุทธองค์เจ้านี้ ซึ่งมีนามว่าสุมิตตากุมารี มีกมลปราสาทโสมนัสศรัทธายิ่งนักหนา ขอน้อมพระเกศถวายอภิวาทพระบาทยุคลสมเด็จพระทศพลญาณและขอตั้งปณิธานปรารถนาดังนี้ว่า ด้วยเดชะอานิสงค์ผลทานนี้เป็นปัจจัยนานไปในอนาคต จักขอตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่งแลขอให้ทรงพระนามว่าสิทธัตถะ เหมือนด้วยชื่อแห่งน้ำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด”

.....................ครั้นมีพระดำรัสไปดังนี้แล้ว สุมิตตาราชกุมารีก็ถวายอภิวาทพลางส่งพระผู้เป็นเจ้านั้นกลับไป

.................ฝ่ายพระภิกษุผู้เป็นเจ้ารูปนั้น ครั้นได้น้ำมันตามความประสงค์มากกว่าทุกวันแล้วก็ดีใจนักหนา รีบอุ้มบาตรน้ำมันกลับมาสู่มหาวิหารในราตรีกาลวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าก็ได้มีโอกาสกระทำประทีปบูชาให้สว่างไสวมากกว่าทุกวัน
................ครั้นแล้วจึงเข้าไปถวายอภิวาทสมเด็จพระสรรเพชญ์ปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้ทรงพระภาค พระเจ้าข้า เวลาราตรีนี้ข้าพระองค์ได้ตกแต่งประทีปบูชามากขึ้นกว่าทุกราตรีเช่นที่เห็นอยู่เวลานี้ ด้วยน้ำมันพันธุ์ผักกาดอันภคินีของพระองค์ถวายมาและพระนางเจ้าได้ทำพุทธภูมิปณิธานว่า ด้วยเดชะผลทานที่ถวายด้วยใจเลื่อมใสยิ่งนักนี้ พระกนิษฐภคินีเจ้าปรารถนาขอได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระสักองค์หนึ่งทรงพระนามว่า สิทธัตถะในอนาคต ข้าพระองค์ขอโอกาสกราบทูลถามว่า ความปรารถนาของพระภคินีเจ้าจะสำเร็จหรือไม่ พระเจ้าข้า

................สมเด็จพระมิ่งมงกุฎปุราณทีปังกรบรมศาสดาได้ทรงสดับแล้วจึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า

“ดูกรภิกษุ บัดนี้ สุมิตตาราชกุมารีกนิษฐภคินีของเรานั้น เจ้ายังตั้งอยู่ในอัตภาพเป็นสตรีเพศ จึงยังไม่สมควรที่จะได้รับลัทธยาเทศคำพยากรณ์ก่อน”

“พระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ก็พระภนิษฐภคินีของพระองค์จักไม่มีโอกาสได้สำเร็จพระพุทธภูมิเลยหรือ พระเจ้าข้า” พระคุณเจ้ารูปนั้นถวายนมัสการกราบทูลถามขึ้นอีก

.................ลำดับนั้น พระจอมไตรโลกนาถปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงพิจารณาดูในอดีตภาคก็ทรงทราบว่าพระกนิษฐภคินีสุมิตตากุมารีเจ้าได้เคยมีพุทธภูมิปณิธานไว้นานนักหนา แต่ครั้งเป็นมาณพแบกมารดาว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรเป็นเดิม เมื่อทรงพิจารณาดูในกาลส่วนอนาคตภาค ก็ทรงทราบว่าพระน้องนางเจ้าอาจสำเร็จซึ่งพระพุทธภูมิปณิธานได้ จึงทรงมีพระพุทธฎีกาว่า

“ดูกรภิกษุ กาลข้างหน้าในอนาคตนับแต่นี้ไปอีก 16 อสงไขยหนึ่งแสนมหากัปจักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าสมเด็จพระทีปังกรซึ่งเป็นนามเสมอกับด้วยเรานี้ จักเสด็จมาอุบัติตรัสในโลก ในกาลนั้นแล สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นจักได้กล่าวพยากรณ์ซึ่งพระภคินีของเรา พระน้องนางจักได้รับลัทธยาเทศในสำนักของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

..............เมื่อสมเด็จพระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสฉะนี้แล้วพระภิกษุรูปนั้นก็ถวายนมัสการกระทำปทักษิณแล้ว ก็ไปสู่ปราสาทเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตากุมารีเล่าแจ้งความตามที่ได้ฟังมาจากพระโอษฐพระผู้มีพระภาคเจ้า พอได้ทรงสดับคำเล่าบอกจบจง เจ้าฟ้าหญิงก็ทรงมีพระกมลโสมนัสยิ่งนัก มีพระเสาวนีย์ถวายนิตยปวารณาว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าข้า แต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระคุณเจ้าจงอย่าได้เที่ยวไปแสวงหาที่อื่นเลย พระคุณเจ้าจงมารับน้ำมันในสำนักแห่งข้าพเจ้านี้เป็นนิตย์ทุกวันเถิด”

...................ตั้งแต่วันนั้นมา พระผู้เป็นเจ้าก็มารับน้ำมันพันธุ์ผักกาดจากปราสาทของเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารีไปทำประทีปบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกเป็นนิตย์ทุกวัน

.................ฝ่ายเจ้าฟ้าสุมิตตาราชกุมารีนั้นเล่า ครั้นเวลาอรุณรุ่งเช้าก็ให้จัดแจงอาหารอันประณีตเป็นอันมากพร้อมด้วยเครื่องสักการบูชามีมาลาและของหอมเป็นอาทิ แวดล้อมด้วยบริวารเข้าสู่มหาวิหารถวายบิณฑบาตทานแก่หมู่พระภิกษุสงฆ์มีสมเด็จพระพุทธองค์เจ้าเป็นประธาน ด้วยความเชื่อมั่นเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งก็จำเดิมแต่กาลนั้นมา เจ้าฟ้าหญิงก็มีให้พระหฤทัยเบื่อหน่ายจากความที่ได้อัตภาพเป็นสตรีเพศยิ่งนัก จึงสู้อุตส่าห์ก้มหน้าบำเพ็ญกุศลเป็นต้นว่าบริจาคทาน รักษาศีล สมาทานอุโบสถประพฤติพรหมจรรย์เป็นอาจิณ ครั้นสิ้นพระชมมายุแล้ว ก็ได้ขึ้นไปบังเกิดเสวยทิพยสมบัติในดุสิตเทวโลกก็เป็นอันว่าบัดนี้ สมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าของเราหมดสิ้นจากเศษกรรมปรทาวรกรรมความล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นแต่เพียงนี้



หมายเหตุ ที่มาจากเวปคนเมืองบัว

แก้ไข โดย boonmi เมื่อ 24.06.2011 23:44
20.06.2011 16:05 (115134)
ธรากร(โกโก้)
หลวง

285 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 8571
ได้รับ : 4185
Re : เมื่อ ๒๐ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ล่วงมาแล้ว
ขอบพระคุณท่านบุญมี ที่นำเรื่องนีมาให้อ่าน อ่านแล้วน้ำตาไหลพราก ปลาบปลื้มมาก ๆ ไม่รู้ทำไมอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็ฯเรื่องราวของพระองค์หรือพระประยูรญาต ต้องน้ำตาไหลทุกครั้งไป โมทนาสาธุครับ
20.06.2011 22:19 (115164)
พุดตาน
จมื่น

1093 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 19231
ได้รับ : 19813
Re : เมื่อ ๒๐ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ล่วงมาแล้ว
เรื่องนี้เป็นกำลังใจให้พุทธภูมิหญิง (บางคน) มีกำลังใจขึ้นมากแน่ๆเลย
บางคน>>>>>>> ข้าวเหนียวนึ่ง อิอิ
20.06.2011 23:11 (115167)
ข้าวเหนียวนึ่ง
จมื่น

4813 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 20030
ได้รับ : 93248
Re : เมื่อ ๒๐ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ล่วงมาแล้ว
กราบอนุโมทนาบุญพระคุณเจ้า

โพสต์แรกก็แรงเลยนะเจ้าคะ ฮาา ขอบพระคุณที่นำมาลงให้อ่านกัน

ชาติภพก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆนะเจ้าคะ -_-'

ตราบใดที่ยังอยู่ในสังสารวัฏ ความเสี่ยงมีอยู่เสมอ
แม้แต่ในผู้ที่ได้รับพุทธทำนายแล้ว

พระมหาโพธิสัตว์นั้นมีความเมตตาอย่างสูงต่อเวไนยสัตว์
เพราะท่านมีความแน่วแน่ที่จะกลับมาลงเกิดนับครั้งไม่ถ้วน
เพื่อให้ได้สำเร็จพระโพธิญาณ



ช่วงนี้นึ่งกราบขอบพระคุณท่าน boonmi มากนะเจ้าคะสำหรับการสงเคราะห์

โส โพธิสัตโต เจ้าค่ะ





“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ด้วยเดชะอานิสงส์ผลทานนี้
ขอจงเป็นปัจจัยใหความปรารถนาของข้าพเจ้าสำเร็จดังมโนรถเถิด


พระคุณเจ้าขา ขอพระคุณเจ้าจงเอาน้ำมันนี้ไปบูชาองค์สมเด็จพระบรมเชษฐาธรรมิกราช ซึ่งตรัสเป็นองค์พระสัมพัญญูของข้าพเจ้าแล้ว

ขอพระคุณเจ้าจงมีจิตการุณช่วยกราบทูลพระองค์ด้วยว่า พระราชบุตรีกนิษฐภคินีของสมเด็จพระพุทธองค์เจ้านี้ ซึ่งมีนามว่าสุมิตตากุมารี มีกมลปราสาทโสมนัสศรัทธายิ่งนักหนา ขอน้อมพระเกศถวายอภิวาทพระบาทยุคลสมเด็จพระทศพลญาณ

และขอตั้งปณิธานปรารถนา ดังนี้ว่า ด้วยเดชะอานิสงค์ผลทานนี้
เป็นปัจจัยนานไปในอนาคต
จักขอตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง

แลขอให้ทรงพระนามว่าสิทธัตถะ เหมือนด้วยชื่อแห่งน้ำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด”


แก้ไข โดย ข้าวเหนียวนึ่ง เมื่อ 21.06.2011 17:16
21.06.2011 15:40 (115251)
touch
ขุน

95 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 8914
ได้รับ : 1160
Re : เมื่อ ๒๐ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ล่วงมาแล้ว

ขออนุโมทนาบุญ กับธรรมทานนี้ด้วยครับ
กระผมจะไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาทอีก ไม่ว่าจะเหลืออีกกี่ชาติที่เข้าสู่พระนิพพาน แม้เพียงชาติเดียวก็จะไม่ยอมประมาทอีก จะไม่ยอมตกเป็นทาสแห่งกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ โลภะ) อีกแล้วครับ....
ขอเป็นกำลังให้กับพุทธภูมิ ปัจเจกพุทธภูมิ และสาวกภูมิทุกท่านครับ....สามภพนี่ทุกข์จริงหนอ

22.06.2011 16:09 (115372)
โอศรี
ขุน

37 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 2394
ได้รับ : 539
Re : เมื่อ ๒๐ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ล่วงมาแล้ว
“สมเด็จพระสมณะโคดมบรมครู ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลสัตว์โลกเป็นอันมากฉันใด กาลนานไปเบื้องหน้า ขอจงอาตมาได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง เพื่อจะอนุกูลสงเคราะห์สัตว์โลกฉันนั้นเถิด”
แก้ไข โดย โอศรี เมื่อ 01.07.2011 14:15
01.07.2011 14:14 (116167)
undeath13
หมื่น

604 ข้อความ

โมทนา
ให้ : 2265
ได้รับ : 6597
Re : เมื่อ ๒๐ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ล่วงมาแล้ว
“สมเด็จ พระสมณะโคดมบรมครู ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ มวลสัตว์โลกเป็นอันมากฉันใด กาลนานไปเบื้องหน้า ขอจงอาตมาได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง เพื่อจะอนุกูลสงเคราะห์สัตว์โลกฉันนั้นเถิด”
18.01.2012 15:33 (123535)
หน้า : 1 
ไปที่ :












ค้นหา

พจนานุกรม
eXTReMe Tracker
Page generated in 0.871178 seconds.