ปกิณกะธรรม ๑ โดย คนเมืองบัว
อานาปานสติ
เป็นพระกรรมฐาน ที่เป็นพื้นฐาน ที่ทุกท่านควรให้ความสำคัญ นำไปประพฤติ
------------------------------------------------------------------------------
อานาปานสติ
มีประโยชน์มาก เป็นพระกรรมฐาน ที่เป็นพื้นฐานของพรำรรมฐานอีก ๓๙ แบบ อีกทั้งสามารถปรับใช้กันธัมานุสติ ทุกๆข้อธรรม เพื่อการตัดสินใจ ในการพิจารณาวิปัสณาญาณ ๙ ให้กำลังใจเข้าถึง อริยสัจจ์ ๔
มีเนื้อหาของอารมณ์ใจ ที่เป็นลำดับดังนี้
อันดับฌาน ๑ ถึง ๔ มีดังนี้
๑. ขณิกสมาธิ
๒. อุปจารสมาธิ
๓. ปฐมฌาน หรือ ฌาน ๑
๔. ทุติยฌาน หรือ ฌาน ๒
๕. ตติยฌาน หรือ ฌาน ๓
๖. จตุตถฌาน หรือ ฌาน ๔
00000000000000000000000000000
จากนี้ไปเป็นลำดับขั้นตอนโดยสังเขป
๑) ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิที่มีความตั้งใจยังไม่มั่นคงนัก ได้เล็กน้อย หรือนิดๆหน่อยๆ เช่น กำหนดคำภาวนา ได้ประเดี๋ยวประด๋าว อารมณ์จิตยังไม่สว่างแจ่มใส ภาวนา ขาดๆ เกินๆ มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งกำลังใจให้อยู่ใน อิทธิบาท ๔ อย่างมาก
อารมณ์ที่บ่งชี้ถึงการเข้าสู่ อารมณ์ใจยังไม่ปักแน่น เสียงภายนอก ยังมารบกวนใจอย่างมาก เป็นเหตุให้สมาธิไม่มั่นคง
๒) อุปจารสมาธิ เป็นสมาธิที่มีความตั้งมั่นใกล้ถึงปฐมฌาน หรือ ปฐมสมาบัติ อุปจารสมาธิมีกำลังใจสามารถคุมอารมณ์สมาธิ ไว้ได้นานพอสมควรมีอารมณ์ใสสว่างพอใช้ได้
สำหรับท่านที่ฝึกอภิญญา จะเป็นอารมณ์จิตพื้นฐานของความเป็นทิพย์ หรือจักษุญาณ
อารมณ์ที่บ่งชี้ถึงการเข้าสู่ อุปจารสมาธิ ดั่งนี้
๑.วิตก กำหนดจิตนึกคิดในเรื่องขององค์ภาวนา หรือ คำภาวนา เช่น พุท / โธ
๒.วิจารณ์ กำหนดรู้ ลมหายใจเข้า / ออก แบบฐานเดียว กล่าวคือ
îเมื่อหายใจเข้า ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
îเมื่อหายใจออก ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
สมถะทั่วไปให้มีความรู้สึกว่า ภาวนาครบถ้วนหรือไม่ ผิดถูกหรือไม่ กำหนดรู้ว่า หายใจ เข้า / ออก ยาวหรือสั้น เบาหรือแรง รู้ตลอดเวลามีความพึงพอใจในวาระของลมหายใจนั้น
๓. ปีติ ความปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจ มีจิตใจเบิกบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในการเจริญภาวนาอารมณ์ผ่องใส
บางท่านจะปรากฏว่า เมื่อหลับตาภาวนานั้นไม่มืดเหมือนเดิม มีความสว่างปรากฏคล้ายใครนำแสงสว่างมาวางไว้ใกล้ๆ บางคราวก็เห็นภาพและแสงสีปรากฏเป็นครั้งเป็นคราว แต่ปรากฏอยู่ไม่นานก็หายไป เป็นนิมิตที่ควรละ
ปีติมี ๕ อย่าง ได้แก่
๓.๑ ขุททกาปีติ ขนชัน น้ำตาไหล
๓.๒ ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะรู้สึกแปลบๆ ดุจฟ้าแลบ
๓.๓ โอกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอกรู้สึกซู่ลงมาๆ ดุจคลื่นชัดฝั่ง หรือตัวไหวโยกโคลง
๓.๔ อุเพ็งคาปีติปีติโลดลอย ให้ใจฟูตัวเบา หรือ อุทานออกมา
๓.๕ ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์กาย
อาการทั้ง ๕ อย่างนี้ บางท่านจะปรากฏแม้อย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นอาการของปีติ ข้อสังเกตคือ อารมณ์จิตชุ่มชื่นเบิกบานแม้แต่ร่างกายจะสั่นหวั่นไหว บางรายตัวหมุนเหมือนลูกข่าง แต่จิตใจก็เป็นสมาธิแนบแน่นไม่หวั่นไหว มีแต่สมาธิมั่นอยู่เสมอ การกำหนดจิตเข้าสมาธิก็ง่าย คล่องทำเมื่อไรเข้าสมาธิได้ทันที
๔. สุข มีความสุขในอุปจารสมาธิ มีความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
อารมณ์ที่บ่งชี้ถึงการเข้าสู่อารมณ์ใจยังปักแน่นมั่งคงขึ้นบ้าง เสียงภายนอก ยังมารบกวนใจน้อยลง
๓) ปฐมฌาน หรือ ฌาน ๑
อารมณ์ที่บ่งชี้ถึงการเข้าสู่ฌาน ๑ มีองค์ประกอบของฌาน ๕ อย่าง ดั่งนี้
๑.วิตก กำหนดจิตนึกคิดในเรื่องขององค์ภาวนา หรือ คำภาวนา เช่น พุท –โธ.. ระลึกอยู่ในใจมีอารมณ์มั่นคงอย่างมาก
๒.วิจารณ์ กำหนดรู้ ลมหายใจเข้า / ออก
แบบที่ยกตัวอย่างนี้เป็นการหนกองลม แบบฐานเดียว กล่าวคือ
î เมื่อหายใจเข้า ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
îเมื่อหายใจออก ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
สมถะทั่วไปให้มีความรู้สึกว่า ภาวนาครบถ้วนหรือไม่ ผิด ถูกหรือไม่ กำหนดรู้ว่า หายใจ เข้า / ออก ยาวหรือสั้น เบาหรือแรง รู้ตลอดเวลามีความพึงพอใจในวาระของลมหายใจนั้น
๓. ปีติ ความปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจ มีจิตใจเบิกบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในการเจริญภาวนาอารมณ์ผ่องใส
บางท่านจะปรากฏว่า เมื่อหลับตาภาวนานั้นไม่มืดเหมือนเดิม มีความสว่างปรากฏคล้ายใครนำแสงสว่างมาวางไว้ใกล้ๆ บางคราวก็เห็นภาพและแสงสีปรากฏเป็นบางครั้งเป็นคราว แต่ปรากฏอยู่ไม่นานก็หายไป เป็นนิมิตที่ควรละ
ปีติมี ๕ อย่าง ได้แก่
๓.๑ ขุททกาปีติ ขนชัน น้ำตาไหล
๓.๒ ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะรู้สึกแปลบๆ ดุจฟ้าแลบ
๓.๓ โอกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอกรู้สึกซู่ลงมา ดุจคลื่นชัดฝั่ง หรือตัวไหวโยกโคลง
๓.๔ อุเพ็งคาปีติ ปีติโลดลอย ให้ใจฟูตัวเบา หรือ อุทานออกมา
๓.๕ ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์กาย
อาการทั้ง ๕ อย่างนี้ บางท่านจะปรากฏแม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นอาการของปีติ ข้อสังเกตคือ อารมณ์จิตชุ่มชื่นเบิกบานแม้แต่ร่างกายจะสั่นหวั่นไหว บางรายตัวหมุนเหมือนลูกข่าง แต่จิตใจก็เป็นสมาธิแนบแน่นไม่หวั่นไหว มีแต่สมาธิมั่นอยู่เสมอ การกำหนดจิตเข้าสมาธิก็ง่าย คล่องทำเมื่อไรเข้าสมาธิได้ทันที
๔. สุข มีความสุขในฌาน ๑ มีความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
๕.เอกัคตารมณ์มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือ ตั้งมั่นอยู่ในองค์ทั้ง ๔ ประการนั้นไม่เคลื่อนคลาย
ข้อสังเกต คือ ในขณะทรงสมาธิอยู่นั้น หูยังคงได้ยินเสียงจากภายนอก ทุกอย่าง แต่ว่าอารมณ์ภาวนาไม่รำคาญในเสียง ทรงความเป็นหนึ่งไว้ได้ ท่านกล่าวว่า กายกับจิตเริ่มแยกกันเล็กน้อย เมื่อจิตเข้าระดับของปฐมฌาน กลับเฉยเมยต่อเสียง คำนึงถึงอารมณ์พระกรรมฐานได้เป็นปกติ
เสี้ยนหนามของฌาน ๑ เนื่องจากเป็นฌานโลกีย์อยู่ จึงเป็นฌานที่เสื่อมได้ง่ายทันที หากจิตยังหมกมุ่นอยู่ใน นิวรณ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ๕ อย่าง และเสียงจากภายนอก หรืออุปจารสมาธิ
๔) ทุติยฌาน หรือ ฌาน ๒
อารมณ์ที่บ่งชี้ถึงการเข้าสู่ ฌาน ๒ มีองค์ประกอบของฌาน ๕ อย่าง ดั่งนี้
๑.วิตก จะขาดๆหายๆ ในการกำหนดจิตนึกคิดในเรื่องขององค์ภาวนา หรือคำภาวนา เช่น พุท / โธ
๒.วิจารณ์ กำหนดรู้ ลมหายใจเข้า/ออก แบบฐานเดียว กล่าวคือ
îเมื่อหายใจเข้า ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
îเมื่อหายใจออก ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
สมถะทั่วไปให้มีความรู้สึกว่า ภาวนาครบถ้วนหรือไม่ ผิดถูกหรือไม่ กำหนดรู้ว่า หายใจ เข้า/ออก ยาวหรือสั้น เบาหรือแรง รู้ตลอดเวลา มีความพึงพอใจในวาระของลมหายใจนั้น
๓. ปีติ มีมากสูงในฌาน ๒ ความปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจ มีจิตใจเบิกบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในการเจริญภาวนา อารมณ์ผ่องใส
บางท่านจะปรากฏว่า เมื่อหลับตาภาวนานั้นไม่มืดเหมือนเดิม มีความสว่างปรากฏคล้ายใครนำแสงสว่างมาวางไว้ใกล้ๆ บางคราวก็เห็นภาพและแสงสีปรากฏเป็นบางครั้งเป็นคราว แต่ปรากฏอยู่ไม่นานก็หายไป เป็นนิมิตที่ควรละ
ปีติมี ๕ อย่าง ได้แก่
๓.๑ ขุททกาปีติ ขนชัน น้ำตาไหล
๓.๒ ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะรู้สึกแปลบๆดุจฟ้าแลบ
๓.๓ โอกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอกรู้สึกซู่ลงมา ดุจคลื่นชัดฝั่ง หรือตัวไหวโยกโคลง
๓.๔ อุเพ็งคาปีติ ปีติโลดลอย ให้ใจฟูตัวเบา หรือ อุทานออกมา
๓.๕ ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน เอิบอาบไปทั่ว
îเมื่อหายใจออก ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
สมถะทั่วไปให้มีความรู้สึกว่า ภาวนาครบถ้วนหรือไม่ ผิดถูกหรือไม่ กำหนดรู้ว่า หายใจ เข้า/ออก ยาวหรือสั้น เบาหรือแรง รู้ตลอดเวลามีความพึงพอใจในวาระของลมหายใจนั้น
๔. สุข มีความสุขในฌาน ๒ มีความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
๕.เอกัคตารมณ์มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือ ตั้งมั่นอยู่ในองค์ทั้ง ๔ ประการนั้นไม่เคลื่อนคลาย
ข้อสังเกต คือ ในขณะทรงสมาธิอยู่นั้น หูยังคงได้ยินเสียงจากภายนอกทุกอย่าง แต่ว่าอารมณ์ภาวนาไม่รำคาญในเสียงทรงความเป็นหนึ่งไว้ได้ ท่านกล่าวว่า กายกับจิตเริ่มแยกกันเล็กน้อย เมื่อจิตเข้าระดับของปฐมฌานกลับเฉยเมยต่อเสียงคำนึงถึงอารมณ์พระกรรมฐานได้เป็นปกติ
เสี้ยนหนามของฌาน ๒ เนื่องจากเป็นฌานโลกีย์อยู่ จึงเป็นฌานที่เสื่อมได้ง่ายทันที หากจิตยังหมกมุ่นอยู่ใน นิวรณ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ๕ อย่าง และเสียงจากภายนอก หรือฌาน ๑
๕) ตติยฌาน หรือ ฌาน ๓
อารมณ์ที่บ่งชี้ถึงการเข้าสู่ ฌาน ๓ มีองค์ประกอบของฌาน ๓ อย่าง ดั่งนี้
๑.วิจารณ์ กำหนดรู้ ลมหายใจเข้า/ออก แบบฐานเดียว เด่นชัดมากที่สุด กล่าวคือ
îเมื่อหายใจเข้า ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
îเมื่อหายใจออก ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
สมถะทั่วไปให้มีความรู้สึกว่า ภาวนาครบถ้วนหรือไม่ ผิดถูกหรือไม่ กำหนดรู้ว่า หายใจ เข้า/ออก ยาวหรือสั้น เบาหรือแรง รู้ตลอดเวลามีความพึงพอใจในวาระของลมหายใจนั้น
๒. สุข มีความสุขในฌาน ๓ มีความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญ
สมถะทั่วไปให้มีความรู้สึกว่า ภาวนาครบถ้วนหรือไม่ ผิดถูกหรือไม่ กำหนดรู้ว่า หายใจ เข้า/ออก ยาวหรือสั้น เบาหรือแรง รู้ตลอดเวลามีความพึงพอใจในวาระของลมหายใจ
๓. เอกัคตารมณ์มีอารมณ์เป็นหนึ่ง จนเป็นอุเบกขารมณ์ในทุกสิ่ง รู้แต่วางทันที เสียงภายนอกจะไม่ได้ยิน
เสี้ยนหนามของฌาน ๓ คือ ฌาน ๒ เนื่องจากเป็นฌานโลกีย์อยู่ จึงเป็นฌานที่เสื่อมได้
๖) จตุตถฌาน หรือ ฌาน ๔
อารมณ์ที่บ่งชี้ถึงการเข้าสู่ ฌาน ๔ มีองค์ประกอบของฌาน ๒ อย่าง ดั่งนี้
๑. สุข มีความสุขในฌาน ๔ มีความชื่นบานเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อน ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
๒.เอกัคตารมณ์มีอารมณ์เป็นหนึ่ง จนเป็นอุเบกขารมณ์ในทุกสิ่ง รู้แต่วางทันที เสียงภายนอกจะไม่ได้ยิน
เสี้ยนหนามของฌาน ๔ คือ ฌาน ๓ เนื่องจากเป็นฌานโลกีย์อยู่ จึงเป็นฌานที่เสื่อมได้
มีข้อสังเกตว่า การเปรียบเทียบอารมณ์ในฌาน ๔ ลมหายใจเข้า/ออก ละเอียดจนไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจ โดยข้อเปรียบเทียบไว้ ๔ อย่างคือ เสมือน ดั่ง...
๑) คนตาย
๒) คนดำน้ำ
๓) เด็กในครรภ์มารดา
๔) คนเข้าถึง ฌาน ๔ เป็นต้น
มีอารมณ์จิตโพลงสว่างไสว เกินกว่าฌานอื่นใด มีอารมณ์สงัดเงียบ ไม่เกี่ยวข้องด้วยร่างกายเลยทุกสิ่ง ดังนั้น อานาปานสติ คือ
เมื่อมีความคล่องแคล่วในฌาน ๔
เมื่อท่านมีความคล่องแคล่ว ชำนิชำนาญดีแล้ว ให้เข้าสู่ฌาน๔ แล้วถอยจิตออกมาหยุดอยู่เพียงอุปจารฌาน แล้วอธิษฐานว่า ขอร่างกายนี้จงเป็นโพรง และกายอีกกายหนึ่งจงปรากฏ แล้วเข้าฌาน ๔ใหม่ แล้วออกจากฌาน ๔ มาหยุดเพียงอุปจารฌาน ท่านก็จะเห็นกายเป็นโพรงใหญ่ จะมีกายของเราเองอีกกายหนึ่งปรากฏขึ้นในกายเดิม ที่ท่านเรียกในมหาสติปัฏฐานว่า กายในกาย จะบังคับให้กายในท่องเที่ยวในกายหยาบทั่วไปก็ได้ ต่อมาบังคับกายนี้ไปภพภูมิใด ก็ได้ เรียกว่า มโนมยิทธิ
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
การกำหนดรู้ กองลมในพระกรรมฐาน อานาปานสติ
อานาปานสติ เป็นการตั้งอารมณ์พระกรรมฐานที่เป็นพื้นฐานของทุกกองกรรมฐาน
สมาธิ หมายถึง ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำใจสงบแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่าน การมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ
สมาธิมี ๒ ลักษณะในการปฏิบัติ คือ
๑. สมถภาวนา หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิตจากนิวรณ์ ๕ ด้วยความตั้งมั่นที่จะละจากนิวรณ์ ๕ ด้วยกำลังของฌานในระดับต่างๆ หรืออาจเรียกได้ว่า อุเบกขารมณ์ ด้วยผลของฌานที่ ๑ ถึง ๔ ซึ่งจะได้กล่าวเป็นลำดับต่อไป
๒.วิปัสสนาภาวนา หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องสงบ ด้วยการเจริญวิปัสสนา คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวะธรรม มีปัญญาที่เห็น ไตรลักษณ์ เพื่อให้ถอนจากความหลงผิด รู้ผิด ในสังขารเสียได้ เป็นการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นของมันเอง
การตั้งกำลังใจในอานาปานสติกรรมฐาน ควรที่จะแยกอารมณ์จิตรับรู้ออกเป็น ๓ แบบ (ยังมีรูปแบบที่สามารถปรับใช้ได้)
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นใช้หลักเกณฑ์ กำหนดรู้ ลมกระทบ ตามฐานต่างๆดังนี้
๑) กำหนดรู้ ลมกระทบ ในขณะหายใจเข้า หายใจออก
๑.๑ กำหนดรู้แบบฐานเดียว กล่าวคือ
î เมื่อหายใจเข้า ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
î เมื่อหายใจออก ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกและสุดท้ายที่ช่องจมูกตำแหน่งเดียว
๑.๒ กำหนดรู้แบบ ๒ ฐาน กล่าวคือ
î เมื่อหายใจเข้า ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกที่ช่องจมูก แล้วไปสิ้นสุดที่เพดานอ่อน
î เมื่อหายใจออก ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกที่ เพดานอ่อน แล้วไปสิ้นสุดที่ช่องจมูก
๑.๓ กำหนดรู้แบบ ๓ ฐาน
î เมื่อหายใจเข้า ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกที่ ช่องจมูก →เพดานอ่อน →แล้วไปสิ้นสุดที่ในทรวงอกหรือขั้วแยกปอด
î เมื่อหายใจออก ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกที่ ทรวงอกหรือขั้วแยกปอด → เพดานอ่อน → แล้วไปสิ้นสุดที่ช่องจมูก
๑.๔ กำหนดรู้แบบ ๔ ฐาน
î เมื่อหายใจเข้า ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกที่ ช่องจมูก → เพดานอ่อน→ ในทรวงอก → แล้วไปสิ้นสุดที่ในฐานเหนือสะดือสองนิ้วหรือกระบังลมล่างนั้นเอง
î เมื่อหายใจออก ย่อมกำหนดรู้ลมกระทบแรกที่ ในฐานเหนือสะดือสองนิ้วหรือกระบังลมล่างนั้นเอง → ในทรวงอก → เพดานอ่อน → แล้วไปสิ้นสุดที่ช่องจมูก
๑.๕ ส่วนการกำหนดรู้ในอานาปานสติอื่นๆ ย่อมใช้แนวทางใกล้เคียงกัน เช่น หนอ – หนอ, ยุบหนอ-พองหนอ หรือ ร่วมกับ และเดินจงกลม
ขอจบเพียงนี้ก่อน
ขอทุกท่านได้โปรดโมทนาเถิด
คนเมืองบัว |