ในส่วนของข้าพเจ้าการเดินดงคราวนี้เป็นที่ตั้งตารอมา 1 ปี ในการเริ่มเดินดงครั้งแรกกับอาจารย์ไก่นั้น ปีแรกเลยข้าพเจ้าได้สร้างกำลังใจอย่างเด็ดเดี่ยวมาก เนื่องจากงานของข้าพเจ้านั้นในช่วงสิ้นปีถือได้ว่าห้ามลา ห้ามป่วย ห้ามตาย แต่ข้าพเจ้าได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่และบอกกับทางหัวหน้าว่า จะไปร่วมทริปทำบุญ 7 วัน และหัวหน้าก็มีทีท่าว่าจะไม่ให้ลาก็เลยลั่นวาจาไปว่า ไม่ให้ไปก็จะไป หักเงินเดือนก็ได้ ถ้าไม่ได้อีกก็ลาออกเลยเท่านั้น หลังจากนั้นต่อมาก็ได้คำตอบ o.k ลาได้ แล้วก็แถมท้ายว่า เนี่ยถือว่าไปทำบุญนะ ไม่หักเงินเดือนด้วย อิอิ พอได้รับการอนุมัติเท่านั้นแหละก็ถือโอกาส ลาเป็นประจำทุกปี เป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป อิอิ ปีหลังๆ ก็ไม่เคยต้องกลุ้มใจเรื่องแบบนี้อีกแต่เป็นอย่างอื่นแทน
ปีแรกได้ยินเสียงเปรต
ปีที่สองเห็นขุมทรัพย์พญานาคที่ถ้ำผาจม
ปีที่สามเจอหนักท้องเสียร่วมเดือนเริ่มต้นวันที่ 4 ของการเดินทางที่วัดศรีชุม (จำได้ไม่ลืม) แถมกลับมาต่อที่ภูเก็ตอีก
แล้วก็มาถึงปีนี้คอยระวังเรื่องโรคที่เกี่ยวกับท้อง แต่ไม่เลยไม่คาดคิดว่าจะมาในรูปแบบของการบั่นทอนกำลังใจต่างๆ นาๆ ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย
ประสบการณ์ที่สุดประทับใจของข้าพเจ้าเริ่มขึ้นที่กำแพงเพชร ที่ได้ย้อนไปเห็นองค์เจดีย์กลางทุ่ง และบรรยากาศรอบๆ รวมถึงพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในอดีต เมื่อออกสมาธิก็เลยตั้งจิตอธิษฐา่นว่า จะกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อภาระกิจบางประการตามที่ตั้งใจไว้ และอาจารย์บอกว่าอดีตชาติเคยเป็นลูกหลานพี่พิกุลมาก่อน ต่อจากนั้นเจ้ากรรมนายเวรก็บั่นทอนกำลังใจทุกวีถีทางจนทำให้แม้แต่กล้องถ่ายรูปตัวเดียวยังหิ้วไม่ไหวเลย
พอถึงออบหลวงกางเต้นท์นอนข้างน้ำตก ปลื้มใจสุดๆ อีกทั้งได้นวดให้อาจารย์ด้วย ท่ามกลางบรรยากาศป่าเขาลำเนาไพร และอาจารย์ให้ข้อธรรมเรื่องน้ำที่ตกจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ำ เสมือนกับกำลังใจของเราย่อมมีวันลด แต่ถ้าหากน้ำที่ตกลงสู่พื้นแล้วปล่อยให้ไหลไปเรื่อยๆ ก็จะไหลลงสู่ที่ต่ำ ดังนั้นเราไม่ควรปล่อยให้กำลังของเราไหลไปกับกิเลส ที่จะพาเราไปสู่อบาย.. ซึ้งสุดๆๆ อาจมีเยอะว่านี้ แต่กำลังซึ้งจำได้เท่านี้ อิอิ
แล้วต่อด้วยวัดหัวเวียงซึ่งเมื่อหลายปีก่อน ได้เคยฝันเห็นพระมัยมุนีที่พม่่า ว่าเคยได้ไปสักการะกราบไว้ แต่ไม่ได้เป็นชาวพม่านะ และทริปนี้เมื่อเดินทางมาถึงวัดหัวเวียง พี่วีก็สั่งชายหนุ่มจำนวนหนึ่งไปปฎิบัติภาระกิจบางอย่าง และที่เหลือก็ให้เข้าไปเยี่ยมชมด้านใน ข้าพเจ้าก็ได้เดินเข้าไปในโบสถ์เก่า..แล้วก็เข่าอ่อน ช่างเหมือนในฝันมาก กราบลงงามๆ เสมือนได้ไปกราบพระมัยมุนีที่พม่าจริงๆ ชาวบ้านที่นี่เรียกว่า พระเจ้าพาราละแข่ง และก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ
และมาปลุกกำลังใจให้ฮึกเหิมอีกครั้งเมื่อเดินทางมาถึงวัดน้ำฮู ก็ทึ่งกับองค์พระประธานที่มีน้ำไหลจากเศียรของท่านโ่ดยมีมัคคุเทศก์ปั้มแนะนำโดยละเอียด และได้พาไปเยี่ยมชมเจดีย์บรรจุมวยผมของพระสุพรรณกัลยา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินได้ครบทุกแห่งแล้ว ก็เกิดอาการสงสัยเพื่อนหายหมดเลย ทำท่าจะไปช็อป แต่ก็สะดุดตา อ้าวอยู่นี่เอง อาจารย์ไก่ และคณะทั้งหมดได้นั่งอยู่หน้าเจดีย์บรรจุมวยผมของพระสุพรรณกัลยา และอาจารย์ก็นำกรรมฐาน และอธิษฐานจิตตั้งมั่นเรื่องศีล และให้ระลึกไปในอดีตเท่านั้นแหละ ก็มีเสียงสะอื้นมาจากข้างๆ เจ๊ทรัพย์ของเรานี่เองนำทัพ ต่อด้วยพี่หนุ่ยไม่น้อยหน้าใคร เท่านั้นยังไม่พอพี่ปุ้มก็ร้องไห้อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และยังมีพี่สุดของเราอีกคน ที่สุดๆ ไปเลย อิอิ แล้วเราจะเหลือเหรอจ๊ะ ย้อนอดีตไปในขณะที่ทุกคนที่กล่าวมาซึ่งในอดีตเป็นคนสนิทใกล้ชิด เป็นองค์รักษ์ ได้รักษามวยผมของท่านมาถึงเมืองไทย แล้วเราเล่า ภาพตัดไปในอดีต ที่พม่า ข้าพเจ้าเป็นหญิงรูปร่างสมส่วน อยู่ในชุดข้าทาสสีกากี (สีเหมือนชุดข้าราชการ) เป็นทาสผู้รู้ใจ รับใช้พระสุพรรณกัลยา และในขณะเดียวกันก็ต้องถือดาบเบิกทางให้คณะทั้งหมดนำมวยผมของพระสุพรรณกลับเมืองไทย และรู้ตัวอีกครั้ง ในชุดเดิม นั่งอยู่ข้างพระศพของท่าน และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าจะสละแม้เลือดเนื้อ ร่างกาย เพื่อปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างเช่นพระสุพรรณกัลยาที่สละทุกอย่างเพื่อปกป้องบ้านเมือง บำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป... เสียงสะอื้น พร้อมสิบนิ้วพนม และกำลังใจที่ฮึกเหิม ซึ่งได้รู้ถึงชะตาของตนเองแล้วว่า หากสิ้นพระสุพรรณกัลยาแล้วไซร้ ข้าทาสเยี่ยงข้าจะคงอยู่บนผืนดินนี้ได้อย่างไร เราจะสู้จนลมหายใจสุดท้าย... อิอิ ตัดมาที่ปัจจุบัน หายไปนาน มารู้สึกตัวกับเสียงหมาฝูงนึง คนนับสิบ ที่เข้ามาดูอยู่ใกล้ๆ เนื่องจากนั่งริมสุด จึงต้องรักษาภาพพจน์เอาไว้ รักษาจริยาเอาไว้ ร้องไห้แบบ(นางเอก คิดเอาเอง) ไม่ให้มีเสียง น้ำตาพรั่งพรูอย่างไม่ขาดสาย และทั้งเสียงคน และสัตว์ก็เงียบหายไป เมื่ออาจารย์นำอธิษฐานอีกครั้งให้เราปรองดอง สามัคคีกัน ไม่ีหักหลังกัน พร้อมทั้งทำศีลให้บริสุทธิ์.. เมื่อคลายสมาธิมีหลายท่านน้ำตายังไหลไม่หยุด ต้องนั่งสงบสติ อยู่สักพักจึงหายและแยกย้ายกันไปกราบอนุสาวรีย์ และเดินทางต่อ...
สุดท้ายก่อนกลับปลื้มสุด พระพุทธบาทสี่รอย ปีแรกของการเดินดง ได้ไปเยี่ยมที่นั่นแล้ว แล้วก็เกิดเรื่องโหดมันฮาอยู่หลายเรื่องและได้ตั้งใจว่า เราจะกลับไปที่นั่น และวันนั้นก็มาถึง ดีใจตั้งแต่อาจารย์ลงไว้ในโปรแกรมแล้ว หนทางยังเหมือนเดิม เพื่อนร่วมทางหลายท่านถึงกับมึน แต่สำหรับข้าพเจ้ามันคือสิ่งที่ตั้งตารอจนอะไรก็มาหยุดไม่ได้ ประทับใจตั้งแต่ลงรถสองแถว ซื้อดอกไม้ ดอกไม้ที่นี่สวย ปราณีตมากค่ะ และอากาศเย็น สถานที่สงบ จิตใจผ่องใส จุดธูปเทียน อาราธนาคาถาบูชาพระพุทธบาทสี่รอย ด้วยความรู้สึกเต็มตื้น และเมื่อได้เดินขึ้นสู่ด้านบนเหมือนตัวแทบลอย เบามาก กิเลสที่ติดตัวมาหลุดออกจากตัวอย่างสิ้นเชิง จิตผ่องใส สงบ ปิดทองทั้งสี่รอยแล้วอาจารย์นำอธิษฐานทบทวนกำลังใจพระโพธิญาณ เอากับเค้าด้วย อิอิ แถมขอคืนกำลังใจเดิมทั้งหมดเคยมีมาด้วย พลังสุดยอด ปลื้มสุดๆ น้ำตาก็ร่วงแบบเปิดสวิตอัตโนมัติเลย ที่เห็นมีอยู่คนเดียวด้วย รู้สึกเขินเลยแอบไปยืนหลังเสาแต่เสาปิดไม่มิด แอบหลังพี่พริ้วดีกว่า (ปิดมิดด้วย) และไปกราบพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ หลวงพ่อ หลวงปู่ต่างๆ รวมทั้งหลวงพ่อฤาษีด้วย และต่อด้วยการนั่งกรรมฐาน หน้ารูปปั้นครูบาศรีวิชัย อุทิศส่วนกุศล ปิดการเดินดงแบบพระโยคาวจร และเหล่าพระโพธิญาณ พระสิกขีทศพล และคู่บารมีทั้งหลาย ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับอาจารย์
ปลื้มสุด.... (ยังไม่ทันถึงไหนทริปหน้าก็ผุดแล้ว แล้วเราก็จะไม่พลาด)
จบทริปเดินดงครั้งนี้อย่างสุดโหด ก็เริ่มตั้งแต่จบทริปปีที่แล้ว จนมาถึงวันนี้ครบ 1 ปี ท่านทั้งหลายบั่นทอนกำลังใจกันจนหยดสุดท้าย และเมื่อเิริ่มออกเดินทางก็มีคำเตือนมาหลายเสียงว่าปีนี้โหด 7 วันสำหรับการเดินดงเหมือนเป็นปี แต่ละวันผ่านไปอย่างยากเย็น แต่ก็ได้รับความเมตตาจากอาจารย์เตือนให้ตั้งสติไว้ กลับจากทริป ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง เหตุอันเนื่องมากจากเจ้ากรรมนายเวรของเรา หรือคุณไสยต่างๆ จะคลี่คลาย ด้วยพุทธานุภาพ ธรรมานุำภาพ สังฆานุำภาพ บุญกุศลต่างๆ จะช่วยให้เราผ่านไปได้ กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ และกำลังใจใหม่ ดีขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยเมตตาจากอาจารย์ ที่สงเคราะห์ข้าพเจ้า และลูกศิษย์ชาวภูเก็ตมาโดยตลอด ลูกทั้งหลายอาจจะดื้อบ้าง ไร้สติบ้าง โง่เขลาบ้าง และอาจจะพลาดพลั้งล่วงเกินอาจารย์ด้วย กาย วาจา ใจก็ดี ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ดี ลูกทั้งหลาย ขอกราบขอขมาอาจารย์ หากเคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินอาจารย์ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขออาจารย์ได้โปรดอดโทษงดโทษให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้ตราบเท้าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทิด...
และด้วยกตัญญูกตเวทิตาต่ออาจารย์ ขอเหล่าผองศิษย์ทั้งหลาย จงสามัคคีกันไว้ ดังเสมือนเกลือ รักษาความเค็ม ทางข้างหน้าอาจจะกระทบกันบ้าง แต่เราก็จะเข้าใจกัน อภัยให้กัน และเดินไปสู่จุดหมายปลายทางเีดียวกัน...ด้วยกัน.....จะเป็นกำลังใจให้เหล่าพระโพธิญาณทั้งหลาย...สู้ๆๆ

จบแล้วจ้า...อ่านกันจนเหนื่อยนานๆ มาที คุ้มเลยล่ะ ถ้าหากข้อมูลผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยไว้ด้วยนะค่ะ
สุดท้ายนี้ ขอผลแห่งบุญทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้ทำมาตลอดการเดินดง ส่งผลให้อาจารย์มีสุขภาพ แข็งแรง ปราศจากโรคภัยต่างๆ และขอให้ทุกท่านร่วมโมทนาบุญกับข้าพเจ้า และให้ได้รับประโยชน์ ความสุขเช่นเดียวกับข้าพเจ้าทุกประการเทอญ...