
คำปรารภ
อภิญญาหก
จากคำปรารภของท่านอริยะเจ้า
ท่านที่ข้าพเจ้ามีความเคารพศรัทธามาอยู่เสมอ
เป็นอย่างยิ่ง คือ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี จากหนังสือ
อภิญญา เมื่อได้อ่านแล้วทำให้มีกำลังใจมาก
ความเดิมมีพุทธทำนาย
พอจะสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้
๑.หลังจากกึ่งพุทธกาลแล้ว
พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง
๒.จะมีพระอริยะเจ้ามาก คล้ายสมัยพระองค์อยู่
ท่านอริยะเจ้า
ท่านที่ข้าพเจ้ามีความเคารพศรัทธา ได้รวบรวมเนื้อหาของธรรม
ที่มีอยู่แล้ว มาแนะนำสั่งสอนให้มีเนื้อหาที่ง่าย
และแยบคาย ในทุกๆเรื่องโดยมีเนื้อหาหลักคือ
กรรมฐาน 40 และ คู่มือพระกรรมฐาน ให้เข้าใจได้ง่าย
ๆซึ่งในระหว่างกึ่งพุทธการนี้ เนื้อหาเช่นนี้ไม่มี
ท่านที่เป็นอริยะเจ้าองค์ใดทำได้.....เช่นนี้
ด้วยปฏิปทาของท่านจึงได้ปูพื้นฐานในการ
ฝึกพระกรรมฐาน รูปแบบของ อภิญญาหก (
พ.ศ. 2521 ) โดยมีตำราที่มีเนื้อหา อภิญญาหก
มากมายฝากให้ แก่ลูกหลานผู้ที่มีความศรัทธาในองค์ท่าน
ได้เป็นหลักในการประพฤติและปฏิบัติสืบต่อๆกันไปจนสิ้นพุทธการ
โดยมีความที่จะพอที่จำมาคุยให้ฝังดังนี้
( สรุปจากหน้าที่ ๙ จากหนังสือ อภิญญา
)
พุทธนิมิต--
> หลวงพ่อฤๅษีฯ ( พ.ศ. 2521 ) ....../...
จากนี้ไปอีก ๒๐ ปี ( พ.ศ.๒๕๔๑ ) อภิญญาหก
จะขึ้น ( หรือ เข้า )...... หมายถึงว่า
จะมีบุคคลต่างๆ เข้ามาสนใจการปฏิบัติ ในสายของ
อภิญญาหก กันมากนั้นเอง โดยพวกที่ได้อภิญญาหกขึ้นมา
มันต้องมีครูที่ได้อภิญญาหกสอนกัน จะไปเอาครู
วิชชา ๓ มาสอนอภิญญาหก ไม่ได้
หลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านเป็นผู้ปูพื้นฐานไว้เพื่อรับ
อภิญญาหก
โดยมีเนื้อหาพอเป็นสังเขปที่เป็นประเด็นดังนี้
๑.โดย
ท่านหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง อ.เมือง
จ.อุทัยธานี ได้ทำตำราอภิญญาหก ไว้ถึงที่สุดแล้ว
( พ.ศ. 2521 )
๒.พอตำราอภิญญาหก
ถึงที่สุดก็เริ่มฝึกสอน มโนมยิทธิ แบบครึ่งกำลัง
เพื่อปูพื้นฐานไว้รอรับ อภิญญาหก
๓.อภิญญาหกนี้ไม้ใช่สมัยของเราฝึกนะ
( พ.ศ. 2521 อาจถึงหลวงพ่อทิ้งสังขาร พ.ศ.
2535 )
๔.ต้องไปอีกรุ่นหนึ่ง
พวกรุ่นโน้นเขาฝึกกัน ( อาจหมายถึงผู้ที่มาศรัทธา
ในปฏิปาทาท่านอย่างเดียว ) พวกเรา ( หมายถึง
ลูกศิษย์ ) นี่ ทัน..ถ้ายังไม่ตาย กันเสียก่อนจะได้เห็น
๕.เวลาฝึก
(อภิญญาหก) ไม่ใช่ฉัน ( ท่านหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน
) ฝึก ท่านแค่ปูพื้นฐานไว้เพื่อรับ อภิญญาหก
เวลาข้างหน้า
๖.
อภิญญาหก ต้องเข้มแข็งจริงๆ คือไม่มีอะไรมากต้องฝึก
กสิณ ๑๐ ให้ได้ ฌาน ๔ ทุกกอง
๗.กสิน
๑๐ นี้ต้องคล่อง นึกจะเข้าเมื่อใดต้องได้ทันที
จะต้องไม่เสียเวลาแม้แต่วินาที นึกปั๊บเข้า
ฌานได้ตามที่ต้องการทันที
๘.อภิญญาหก
เขาต้องเป็นวัยหนุ่มๆกัน ไม่อย่างนั้นมันเล่นไม่ไหว
๙.มาจากพวก
พุทธภูมิ ทั้งนั้น ......ที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะมีอารมณ์จิตต์ต้องเข้ม
อย่างพุทธภูมิที่เต็มในชาตินี้ หากตัดปลายนิดเดียว
( หมายถึง ที่มีบารมีเต็มที่จะตัดกำลังใจไปพระนิพพานได้ในชาติก็ได้เลย.......
แต่ยังไม่ต้องการพระนิพพานในชาตินี้เท่านั้นเอง
)พุทธภูมิเขาช่วยกันได้ ( หมายถึงช่วยกันแนะนำการฝึก
อภิญญาหก กันได้ )
๑๐.
เป็นพวกที่เรียนต่อในหลักสูตร พุทธภูมิทั้งหมด
๑๑.คนที่เป็นหัวหน้าต้องเข้มแข็ง
ต้องคล่องในได้อภิญญา
๑๒.
อย่างผู้ฝึกอภิญญาห้า...นี่ต้องบ้าๆบวมๆ
กล้าด้วย คือคนปกติเขาไม่ทำกัน บางครั้งอาจพลาดได้
เช่นเหาะอยู่ดีๆ หล่นตุ๊ตั๊บ ไปตามเรื่องตามราวในระหว่างการฝึก
ก็เรียกว่าทุกอย่างต้องทู้ซี้ทุกอย่าง (
ใช้ความอดทนสูง )
๑๘.อภิญญาห้า....เข้ามานี้
( เกิดขึ้นเมื่อใด )...พวกนักหนังสือพิมพ์ต้อง
โจมตีว่า บ้า ต่อเนื่องกันไปอีกหลายเดือน.........
เขาทำเหมือนบ้า...น่ะ../...
๑๙.
มีข้อเสียอยู่เรื่องเดียว คือ ถ้าพระฝึกได้..แต่วงแคบในการใช้งาน
มันต้องช่วยเขาได้ยาก เรื่องของบ้านเมือง
มันช่วยได้นิดเดียว เพราะ.ท่านมักมุ่งเน้นเพื่อเป็นการ
ตัดกิเลส เท่านั้น ถ้าจะเอา
อภิญญา ไปช่วยได้เพียง เจริญศรัทธา
ให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติธรรมเท่านั้น
ถ้าเป็นพระฝึก
อยู่ในเมือง จะไม่ซุกซนเพราะอยู่ในหมู่คนเกรงชาวบ้านติเตียน
ถ้าเป็นพระฝึกอยู่ในป่า
จะซุกซนได้ เพราะจะได้ไม่เป็นที่ติเตียนจากหมู่คน
๒๐.
ถ้าเป็นฆราวาสเมื่อเขาฝึก อภิญญาห้า ได้จะกว้างกว่าในการใช้งาน
มันต้องช่วยชาวบ้าน เรื่องของบ้านเมือง
มันต้องช่วยกัน อย่างเช่น ภัยจากสงคราม
เป็นต้น ฯลฯ
๒๑.พวก
พุทธภูมิ ห่วงคนอื่นมากกว่าห่วงตนเอง
.....ตัวเองจะมีกินหรือไม่มีกินไม่สำคัญ
ขอให้สาธารณะชนเขามีความสุขก็แล้วกัน
๒๒.
อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทย์ความผิด
ของตัวเองไว้เสมอ เพื่อเป็นการชำระใจของตัวเองเป็นสำคัญนั้นเอง
๒๓.ควบคุมอารมณ์จิตด้วย
การตรวจสอบ ด้วยหลักวิปัสนูกิเลส ๑๐ อย่าง
๒๔.
ตรวจดูคุณธรรมของตนเองอยู่เสมอ โดยทบทวนในปฏิปทาใน
สังโยชน์ ๑๐
๒๕.
วิชาที่ตถาคตรู้มีมากกว่า ๘๔,๐๐๐ หัวข้อ
( ธรรมขันธ์ ) .....วิชาใดๆที่เป็นเหตุให้
ไม่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านไม่สอน.......
จึงกล่าวโดยสรุปว่า
การศึกษาเพื่อที่จะฝึกฝนให้ได้ อภิญญา
ห้า และ อภิญญา หก เพื่อช่วยชาวบ้านหรือเรื่องของบ้านเมือง
กันเป็นส่วนใหญ่
ดั่งคำกล่าวหลวงพ่อฤๅษีฯ
มีเนื้อหาที่คนเมืองบัว ประทับใจมากที่สุด
ตอนหนึ่งคือ
.......ปฏิปทา ในงานสาธารณะประโยชน์ และการทรงกำลังใจ
ในอภิญญาสมาบัติ จงรักษาความดีนั้นให้ยิ่งกว่าเกลือรักษาความเค็ม
คนเมืองบัว มีความเห็นว่า หากไม่เกินวิสัยที่จะปฏิบัติธรรม
ในหมวดนี้ได้ก็ไม่ควรที่จะละเลย เมื่อถึงกาลสมัยแล้ว
เมื่อมีหลวงพ่อเป็นผู้ปูพื้นฐานแล้วทุกอย่าง
ประกอบไปด้วยเหตุและผล แล้วท่านจะช้าอยู่ใย
ในการปฏิบัติในสายของ อภิญญา๕ .....
เพื่อเข้าสู้..... อภิญญา ๖
คุณสมบัติของ
อภิญญา๕ หมายถึงความรู้ ๕ ประการ ดังนี้
๑.อิทธิฤทธิญาณ
มีความรู้ในการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ
๒.ทิพโสตญาณ
มีความรู้เหมือนมีหูทิพย์
๓.เจโตปริยญาณ
รู้วาระจิตของคนและของสัตว์
๔.จุตูปปาตญาณ
รู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิด ณ.สถานที่ใด
๕.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
รู้ระลึกชาติแต่หนหลังได้ นับชาติไม่ถ้วน
คุณสมบัติของ
อภิญญา ๖ หรือ อภิญญาสมาบัติ หมายถึงความรู้
๖ ประการ ดังนี้
๑.อิทธิฤทธิญาณ
มีความรู้ในการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ
๒.ทิพโสตญาณ
มีความรู้เหมือนมีหูทิพย์
๓.เจโตปริยญาณ
รู้วาระจิตของคนและของสัตว์
๔.จุตูปปาตญาณ
รู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิด ณ.สถานที่ใด
๕.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
รู้ระลึกชาติแต่หนหลังได้ นับชาติไม่ถ้วน
๖.อาสวักขยญาณ
รู้กระบวนการในการตัดกิเลส โดยนำเอา อภิญญา
๕ มาเป็นบาทฐาน จนหมดกิเลส
ตามหลักการแล้ว
ท่านจะเรียก อภิญญา ๖ ก็ต่อเมื่อผู้นั้นทรงคุณธรรม
ของพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี
พระอรหันต์
ขอความเจริญในธรรมแก่ทุกๆท่าน...ครับ
คนเมืองบัว
*****************************************
คู่มือการฝึก
อภิญญา
แบบ
พระโยคาวจร
เรียบเรียง..โดยคนเมืองบัว
ขอนำเสนอ
แด่ท่านที่สนใจ ตามแต่กำลังความรู้ของ
คนเมืองบัว ที่ได้เรียบเรียงมเพื่อท่าน
ที่สนใจแนว " อภิญญา ผมเองไม่ใช่คนเก่งในเรื่อง
อภิญญา และไม่รู้ว่าจะได้อภิญญา หรือไม่ในชาตินี้
แต่ขอยืนอยู่อย่างหนึ่งว่า รักในการฝึก
แบบอภิญญา จริงๆ จึงได้เรียบเรียงเนื้อหาดังต่อไปนี้
( จะทะยอยในการนำเสนอเป็นตอนไปครับ )
๑.ทาน
ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นพื้นฐานของ อภิญญา
ได้อย่างไร
๒.อิทธิบาท
๔ แบบ พระโยคาวจร เป็นพื้นฐานของ อภิญญา
ได้อย่างไร
๓.จริต
๖ เป็นพื้นฐานของ อภิญญา ได้อย่างไร
๔.การฝึกการจำภาพนิมิต
ในกสิณ๑๐ เป็นพื้นฐานของ อภิญญา ได้อย่างไร
๕.ฌาน
๑ ถึง ๔ ในอานาปานสติ ต่างจาก ณาน๑ ถึง
๔ ในกสิณ เป็นพื้นฐานของ อภิญญา ได้อย่างไร
๖.ฌานใน
อานาปานสติ ต้องควบคู่ กับฌานในกสิน เป็นพื้นฐานของ
อภิญญา ได้อย่างไร
๗.การสลับฌานสลับกสิณ
มีความสำคัญอย่างไร
๘.ผู้มีบุญกุศลเก่า
หรือเคยได้อภิญญา จากชาติที่แล้ว ส่งผลให้ฝึก
เป็นพื้นฐานของ อภิญญา ได้อย่างไร
๙.สำหรับท่านที่ฝึกใหม่ในชาตินี้
ควรปฏิบัติตนอย่างไร จึงเป็นพื้นฐานของ
อภิญญา
๑๐.
การแสดงฤทธิ์ตามหลักการ
๑๑.ประเภทของการแสดงฤทธิ์
ที่พอจะรวบรวมได้
๑๒.การเปลี่ยนแนวพระกรรมฐานเดิม
ในพระกรรมฐาน ๔๐ ให้เป็นแบบ ของ อภิญญา
ได้อย่างไร
๑๓.
การเปลี่ยนแนวจาก มหาสติปัฏฐาน ๔ ให้เป็นแบบของ
อภิญญา ได้อย่างไร
๑๔.เครื่องรู้
คือ ญาณ ๘ ผลของการฝึกอภิญญา
๑๕.พระโยคาวจร
แบบ อภิญญา พิจารณาวิปัสสนาญาณ ๙ อย่างไร
๑๖.พระโยคาวจร
แบบ อภิญญา เป็นทางรู้แจ้ง พระนิพพาน
อย่างไร
๑๗.พระโยคาวจร
แบบ อภิญญา ต้องพิจารณาและควบคุม อารมณ์ด้วย
วิปัสสณูกิเลส ๑๐ อย่าง อย่างไร
๑๘.สาย
สัญญาณะ จัดอยู่ในสายอภิญญาหรือไม่
๑๙.
การทรงเจ้าเปลี่ยนมาเป็นเทวตานุสสติ...มาเป็นอภิญญาได้อย่างไร
๒๐.ชอบสวดมนต์
จะเป็นสาย พระโยคาวจร แบบ อภิญญา
๒๑.
แบบ อภิญญา ประเภทต่างๆ ในลัทธิอื่นๆที่รวรวมได้
๒๒.
อื่นๆ
ขอโมทนา...แก่ทุกๆท่าน...ครับ
ขอความเจริญในธรรมแก่ทุกๆท่าน...ครับ
คนเมืองบัว
*****************************************