| พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่
เมื่อวันที่
9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ได้มีการประกาศข่าวราชการสำคัญชิ้นหนึ่ง
ดังก้องออกมาจากวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ใจความว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้สวรรคตเสียแล้ว
........ข่าวชิ้นนี้เหมือนสายอสุนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมาในท่ามกลางนครหลวงของไทย
แล้วแผ่รัศมีปกคลุมตลอดทั่วราชอาณาจักร จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อวงการเมืองของประเทศไทยในขณะนั้น
ครั้นต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง
ก็ได้มีข่าวราชการที่มีความสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง
แพร่ออกมาจากวิทยุกระจายเสียงแห่งเดียวกันว่า
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยสืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระบรมเชษฐาธิราชพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวอานันทมหิดล
นี้หมายความว่า
ประเทศไทยได้มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่
ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ข่าวนี้ย่อมตรงกับความคาดหมายของประชานิกรชาวไทยทั่วไป
ภายหลังที่ได้มีการประกาศข่าวสวรรคตของรัชกาลที่
8 แล้ว ประชาชนต่างก็คาดหมายกันว่า พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของไทยคงจะได้แก่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชเป็นแน่ นี้เป็นสามัญสำนึก
ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น แม้ตามหลักฐานทางราชการก็ปรากฏว่า
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพล อดุลยเดช
ทรงดำรงอยู่ในฐานันดรศักดิ์ที่สูงส่ง คือทรงเป็นรัชทายาทอันดับรองลงมาจาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทีเดียว
ดังปรากฏตามบันทึกของกระทรวงวัง ที่เรียกกันในสมัยรัชกาลที่
7 หรือสำนักพระราชวังในสมัยนี้ ที่ได้นำเสนอรัฐบาลพระยาพหล
ฯ ตอนที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ จะทรงสละราชสมบัติ
ในบันทึกนี้แสดงให้เห็นว่ามีเจ้านายพระองค์
ใดบ้างที่ทรงดำรงอยู่ในฐานันดรศักดิ์อันคู่ควรแก่รัชทายาทแห่งประเทศไทย
ขอยกมาเพื่อประกอบ การศึกษาดังต่อไปนี้.-
ลำดับเจ้านายผู้ทรงมีสิทธิ์สืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล
พ.ศ. 2467
๑. สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ
เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ (สิ้นพระชนม์แล้ว)
๒. พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอานันทมหิดล
๓. พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช
๔. สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ
เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ขณะนั้นประทับอยู่ที่ชวา)
๕. พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าจุมภฎพงศ์บริพัตร
๖. สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ
เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร (สิ้นพระชนม์แล้ว)
๗. พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล
๘. พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการ
๙. พระเจ้าพี่ยาเธอ
กรมพระจันทบุรีนฤนาท (สิ้นพระชนม์แล้ว)
๑๐. หม่อนเจ้าอมรสมานลักษณ์
๑๑. หม่อนเจ้านักขัตมงคล
๑๒. หม่อนเจ้าขจรจบกิติคุณ
๑๓. พระเจ้าพี่ยาเธอ
กรมหลวงปราจิณกิตติบดี (สิ้นพระชนม์แล้ว)
๑๔. หม่อนเจ้ากัลยาณวงศ์
ประวิตร
๑๕. หม่อนเจ้าจิตรปรีดี
๑๖. หม่อนเจ้าวิกรมสุรสีห์
๑๗. พระเจ้าพี่ยาเธอ
กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช (สิ้นพระชนม์แล้ว)
๑๘. หม่อนเจ้าประสบศรีจีรประวัติ
๑๙. หม่อนเจ้านิทัศนาธร
๒๐. หม่อนเจ้าขจรจิรพันธุ์
๒๑. พระเจ้าพี่ยาเธอ
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (สิ้นพระชนม์แล้ว)
๒๒. พระเจ้าพี่ยาเธอ
พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา
เมื่อเราดูตามบัญชีนี้ จะเห็นได้ว่าพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช
ทรงดำรงอยู่ในฐานันดรศักดิ์สูงรองลงมาจากพระบรมเชษฐาธิราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ดังนั้นการที่พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
8 จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปตามความคาดหมายของประชาชน
ทั้งเข้าอยู่ในข่ายของ ม.9 แห่งกฏมณเฑียรบาลพุทธศักราช
2467 อีกด้วย เหตุนี้พระองค์จึงทรงได้รับความยินยอมและเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์
จากคณะรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้นตำแหน่งพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สืบต่อกันโดยสันตติวงศ์โดยลำดับ
มิใช่ด้วยวิธีการเลือกตั้ง นับเป็นสถาบันที่มีความสำคัญยิ่ง
ทั้งในอดีตและในระบอบประชาธิปไตย ณ กาลปัจจุบัน
จึงควรแก่การศึกษาของประชาชนชาวไทยทั่วไป.....
๒....
พระปฐมวัย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระมหากษัตริย์ไทย
รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีในยุคกรุงรัตนโกสินทร์
พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์ที่สามในสมเด็จพระราชบิดา
เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์
(พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชินี
พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระราชชนนี
ศรีสังวาลย์ในสมัยพระเยาว์วัย ทรงพระนามในชั้นเดิมว่า
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช
พระองค์ พระราชสมภพในวันจันทร์ที่
5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์
มลรัฐแมสซาซูเสตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เนื่องจากสมเด็จพระราชบิดาและสมเด็จพระราชชนนีประทับอยู่ในประเทศนั้น
พระองค์ทรงมีพระเชษฐาและเชษฐภคินีร่วมพระบิดาและพระมารดาเดียวกัน
2 พระองค์ คือ
๑. สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้าหญิงกัลยาณีวัฒนา
๒. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อนันทมหิดล
ส่วนพระองค์เป็นพระโอรสองค์น้อยที่สุด
ภายหลังเสด็จนิวัตสู่ประเทศไทย
ซึ่งเป็นมาตุภูมิของพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระชนกและสมเด็จพระชนนีในพุทธศักราช
2471 และรุ่งขึ้นอีกปีหนึ่ง คือในปีพุทธศักราช
2472 สมเด็จพระราชบิดาก็ได้ทิวงคต ณ กรุงเทพพระมหานคร
ฯ
ต่อมาพุทธศักราช 2486 โดยสมเด็จพระราชชนนีไปยังทวีปยุโรป
และประทับพำนักอยู่ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
เพื่อทรงศึกษาวิชาการ ขณะนั้นพระชนมายุได้
6 พรรษา
ในเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช
2478 ทรงได้รับสถาปนาฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
ภายหลังที่สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลทรงได้รับสถาปนาขึ้นครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์
โดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย
เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.
2481 เสด็จนิวัตสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว
พร้อมด้วยพระบรมเชษฐาธิราช สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้าหญิงกัลยาณีวัฒนา
และสมเด็จพระราชชนนี ประทับอยู่ในประเทศไทย
ณ พระตำหนักจิตลดารโหฐานเป็นเวลานานประมาณ
2 เดือน และในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีก
เพื่อทรงศึกษาวิชาการต่อไป
ครั้นต่อมาเมื่อมีสงครามโลกครั้งที่
2 เกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยไม่ได้เป็นเวลานานหลายปี
ครั้นสงครามสงบลงแล้ว รัฐบาลไทยจึงได้อัญเชิญสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดลเสด็จกลับมาประทับเป็นมิ่งขวัญแก่ปวงชนชาวไทย
เนื่องจากทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว สมควรขึ้นครองราชย์เป็นประมุขของชาติไทยต่อไป
ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จมาพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช
สมเด็จพระราชชนนีและสมเด็จพระพี่นางเธอ สู่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งนับเป็นครั้งที่
2 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2488
ในการเสด็จพระราชดำเนินนิวัตสู่ประเทศไทยครั้งนี้เสด็จโดยพระราชพาหนะ
เรือเดินสมุทร ทางรัฐบาลได้จัดเรือรบหลวงแห่งราชนาวีไทยออกไปรับเสด็จในท่ามกลางทะเลหลวง
โดยแปรริ้วขบวนห้อมล้อมเรือเดินสมุทรเข้ามาจนถึงเกาะสีชัง
แล้วอัญเชิญขึ้นประทับบนเรือรบหลวง นำเสด็จพระราชดำเนินสู่พระนครต่อไป
คือเรือรบได้เคลื่อนเข้าสู่พระนคร ท่ามกลางเรืออาณาประชาราษฎรที่ไปคอยรับเสด็จ
และประชาชนชาวไทย และชาวต่างประเทศบน 2 ฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้เปล่งเสียงไชโยโห่ร้องแสดงความยินดีอย่างอึงมี่
ในการเสด็จนิวัตสู่พระนครคราวนี้
ได้เสด็จไปเยี่ยมเยือนประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ
, ปทุมธานี , ปากเกร็ด , นนทบุรี , สมุทรสาคร
, ลพบุรี , ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น
อนึ่ง , ในระหว่างเสด็จประพาสจังหวัดลพบุรี
ได้มีอุปัทวเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น กล่าวคือ
รถจิ๊ปในขบวนเสด็จพลิกคว่ำ ยังผลให้พระศราภัยสฤษฎิการสมุหราชองครักษ์ได้รับความบาดเจ็บสาหัส
และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลอดภัย
ในการเสด็จเพื่อเยี่ยมเยือนราษฎรของพระองค์ทุกแห่งได้ทรงเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดพระองค์เป็นพิเศษเสมอ
ยังผลให้ประชาชนได้รับความปลาบปลื้มและเพิ่มพูนความจงรักภักดี
นอกจากทรงโดยเสด็จพระบรมเชษฐาธิราชไปยังหัวเมืองรอบนอกแล้ว
ยังได้ทรงโดยเสด็จประพาสใจกลางพระนครคือ
สำเพ็ง อันเป็นไชนาทาวน์แห่งประเทศไทยอีกด้วย
ยังความปลาบปลื้มแก่ชาวจีนเป็นอันมาก ความขุ่นข้องหมองใจระหว่างชาวไทยและจีนในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่
2 ก็ได้คลี่คลายไปในทางที่ดี
ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ 20
พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ทรงได้รับยศเป็นร้อยโท
นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 กองพันที่
3 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กาลเวลาล่วงเลยไปประมาณ 5
เดือนเศษ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ทรงมีพระราชประสงค์ใคร่เสด็จไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อให้จบตามหลักสูตรเสียก่อน
จึงจะเสด็จกลับมาประทับอยู่ ณ ประเทศไทยต่อไปชั่วนิรันดร
หมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์
คือวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2489 แต่ครั้นแล้วก็มีเหตุใหญ่เกิดขึ้นในแผ่นดิน
โดยไม่มีใครคาดฝันมาก่อนเลย เป็นประดุจสายฟ้าฟาดลงมาบนกระหม่อนของอาณาประชาราษฎรชาวไทยทั่วประเทศ
ทุกคนต้องตะลึงงัน เมื่อมีข่าวแพร่สะพัดออกมาว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงประสบ
อุปัทวเหตุ สวรรคตเสียแล้วในเวลา 09.00 นาฬิกาของวันที่
9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ก่อนจะถึงกำหนดเสด็จพระราชดำเนินสู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง
5 วันเท่านั้น
เมื่อมีเหตุปัจจุบันทันด่วนเกิดขึ้นเช่นนี้
คณะรัฐบาลอันมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี
จึงได้เรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรณีพิเศษเมื่อเวลา
21.00 นาฬิกาของคืนวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช
2489 ซึ่งเป็นวันเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคต
รัฐบาลได้แถลงให้ที่ประชุมทราบถึงลำดับการสืบพระราชสันตติวงศ์
โดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
พุทธศักราช 2467 ว่า ในลำดับแรกนี้ ได้แก่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระราชอนุชาร่วมสมเด็จพระราชบิดาและพระราชมารดา
ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์และยืนขึ้นเปล่งเสียงไชโยพร้อมเพรียงกัน
เป็นการถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่
ต่อจากนั้นจึงแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว
3 ท่าน เพราะเหตุที่พระบาทสมเด็จอยู่หัวมิได้ทรงบรรลุนิติภาวะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ดังนั้นในวันที่ 9 มิถุนายน
2498 พระองค์จึงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อจากพระบรมเชษฐาธิราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่
9 โดยลำดับในพระบรมราชจักรีวงศ์ เฉลิมพระปรมาภิไธยในภายหลังว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร
(ภ.ป.ร.)
ครั้นแล้วในวันที่ 19 สิงหาคม
พุทธศักราช 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พร้อมด้วยสมเด็จพระพี่นางเธอและสมเด็จพระราชชนนีก็ทรงอำลงปวงพสกนิกรและประเทศชาติ
เสด็จไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อทรงศึกษาวิชาการต่อไป
ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงประทับอยู่ร่วมกับสมเด็จพระพี่นางเธอและสมเด็จพระราชชนนีโดยตลอดมา
ณ พระตำหนักส่วนพระองค์มีนามว่า วิลลาวัฒนา
ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนชมบรังเดอเดชซู แห่งนครโลซานน์
ท่ามกลางภูมิภาพซึ่งมีทิวทัศน์อันงดงามและเป็นที่เจริญตา
พระราชอุปนิสัยและพระราชกรณียกิจอดิเรก
การช่างและการดนตรีเป็นสิ่งที่ทรงโปรดพิเศษมากกว่าอย่างอื่น
ทรงมีพร้อมทั้งหีบเสียงและเครื่องดนตรีชนิดต่าง
ๆ ทรงสนพระทัยและทรงอ่านหนังสือทั้งหลายบรรดาที่เกี่ยวกับดนตรี
และประวัตินักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลก นอกจากหนังสือเหล่านั้น
ยังทรงมีแผ่นเสียงเพลงที่บรรเลงโดยนักดนตรีที่มีนามอุโฆษเหล่านั้นด้วย
ทั้งนี้เพื่อที่จะทรงศึกษาและทรงเปรียบดูว่า
ใครเล่นได้ดีที่สุดในเครื่องดนตรีชนิดนั้น
ๆ อนึ่งในบรรดาเครื่องดนตรีที่ทรงโปรดนั้นปรากฏว่า
แคลริเนท , แซกโซโพนและทรัมเป็ตเป็นเครื่องดนตรีที่ทรงโปรดมากที่สุด
สำหรับด้านการช่างนั้น ทรงโปรดหุ่นจำลองต่าง
ๆ เช่นเรือใบเรือรบเป็นต้น ในคราวเสด็จนิวัตเมืองไทย
ตอนก่อนสงครามโลก ได้ทรงจำลองเรืองรบหลวงศรีอยุธยาจนเป็นผลสำเร็จ
ครั้นแล้วเจ้าพระยารามราฆพก็ได้ทูลขอพระราชทานไปสำหรับให้พ่อค้าประชาชนได้ประมูลราคากันเพื่อเก็บเงินบำรุงโรงพยาบาลปราบวัณโรค
ทรงถ่ายรูปไว้แล้วพระราชทานให้ไปตามประสงค์
ปรากฏว่า น.ส.เลอลักษณ์ เศรษฐบุตร ได้ประมูลซื้อไปเป็นเงินถึง
20,000 บาท
อนึ่ง แม้แต่รูปเรือลำนั้นที่ทรงถ่ายโดยฝีพระหัตถ์นายสหัท
มหาคุณ เป็นผู้ประมูลซื้อไปถึงรูปละ 3,000
บาท
พระราชกรณียกิจอดิเรก (Hobby)
นอกเหนือไปจากที่กล่าวแล้วก็คือ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงต่าง
ๆ ปรากฏว่า พระองค์ได้ทรงนิพนธ์เพลงต่าง ๆ
ไว้หลายเพลง มีอาทิเช่น ๑. เพลงสายฝน ๒. เพลงใกล้รุ่ง
๓. เพลงชะตาชีวิต ๔. เพลงยามเย็น ๕. เพลงแสนเทียน
๖. เพลงประจำจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
พระราชกรณียกจิอดิเรกที่ทรงโปรดมากอีกประการหนึ่งก็คือ
การเล่นกล้องถ่ายรูป ปรากฏว่า ได้ทรงสนพระทัยมาตั้งแต่พระชนมายุได้
8 พรรษา จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ เราอาจกล่าวได้ว่า
พระองค์ทรงเป็นนักถ่ายรูปที่มีความสามารถและฝีพระหัตถ์เยี่ยมด้วยผู้หนึ่ง
พระองค์ทรงมีพร้อมทั้งกล้องธรรมดาและกล้องถ่ายภาพยนตร์
เรื่องนี้เราจะพบเสมอว่า รูปภาพที่เกี่ยวกับพระบรมราชินี
และพระราชโอรสธิดาที่พระราชทาน (แจก) แก่หนังสือพิมพ์ต่าง
ๆ นั้น เป็นภาพที่ทรงถ่ายโดยฝีพระหัตถ์แทบทั้งนั้น
เราคงจำภาพประทับใจได้ว่า ในคราวโดยเสด็จพระบรมเชษฐาธิราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สู่ประเทศไทยในปีพุทธศักราช
2481 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงย่างพระบาทเสด็จจากเรือรบหลวงศรีอยุธยา
เรือพระที่นั่ง ในชุดฉลองพระองค์สีขาว พระสนับเพลาสั้นแบบเยาวชน
ทรงมีกล้องห้อยอยู่บนพระศอ พอทรงก้าวลงจากเรือรบหลวงพระที่นั่ง
ศรีอยุธยา ก็ทรงยกกล้องถ่ายภาพประชาชนที่ไปคอยรับเสด็จด้วยพระอิริยาบถทะมัดทะแมงและว่องไวยิ่งนัก
บ่งแสดงให้เห็นว่า ทรงมีความชำนาญมากในเรื่องนี้
ฉันเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ก็มีอาชีพเป็นช่างภาพของ
น.ส.พ.สแตนดาร์ด ได้เงินเดือน ๆ ละ 100 บาท
ตั้งหลายปีมาแล้ว จนบัดนี้เขายังไม่ได้ขึ้นเงินเดือนให้สักที
เขาก็คงให้ 100 บาท อยู่เรื่อยมา พระองค์ตรัสกับผู้ใกล้ชิด
ในด้านกีฬานั้น ปรากฏว่า
พระองค์ทรงสนพระทัย
Fatal error: Maximum execution time of 30 seconds exceeded in D:\home\konmeungbua\www\king-1.php on line 479
|