โครงการที่
“ คนเมืองบัว “ คิดทำ
มูลเหตุการจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์
คนยากจนในถิ่นทุรกันดาร
ท่านพ่อรามราช
ท่านแม่จามเทวี
ชื่อเฉพาะ
" ท่านพ่อรามราช
ท่านแม่จามเทวี "
ผู้ริเริ่มจัดตั้ง
นาย เดชพูลศักดิ์
จารุพันธ์พานิช โดยมีความตั้งใจตามปฏิปทาของ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ได้จัคตั้งกองทุนสงเคราะห์คนยากจนในถิ่นทุรกันดาร
“ มูลนิธิหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
“
ซึ่งในขณะนั้นเหตุการณ์บ้านเมืองวุ่นวายพอสมควร
ท่านเห็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนั้น
ด้วยความเมตตาของท่าน จึงไปเป็นขวัญกำลังใจแก่คนยากจน
และทหารหารทั้งหลาย รวมทั้งแจกของอย่างมากมายทั่วทุกภาค
และด้วยความเสียสละความสุขส่วนตัวของศิษย์รุ่นพี่ๆ
ที่ร่วมทำงานกับหลวง
“
คนเมืองบัว
“ ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง นึกถึงปฎิปทาท่านแล้วยังชื่นใจอยู่ไม่ลืมเลือนตลอดมา
จึงตั้งปณิทานไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.
2527 ว่าหากเรามีความคล่องตัวทางการเงินขึ้นเมื่อใด
จะเดินตามรอยหลวงพ่อฯ และพี่ๆ
ที่ทำเป็นตัวอย่างไว้ดีแล้ว ในงานสาธารณประโยชน์
และได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ตามแต่กำลังตลอดมา
เมื่อวันที่
16 เมษายน 2530 ได้ทำกำลังใจไปอธิษฐานที่เมืองนิพพาน
“ ด้วย
ฤทธิ์ทางใจ “
ถาม
: ใคร่ที่จะทราบของ ในเรื่องขั้นตอน
ที่ควรดำเนินการในการจัดตั้งกองทุน
ถาม เพื่อที่จะดำเนินการให้สำเร็จประโยชน์ตามอธิษฐาน
ตั้งใจไว้
ตอบ
: (สังฆนิมิตหลวงพ่อ) /………ลูกทำได้แต่ต้องอดทน
ต่อการนำเสนอแก่คนทั่วไป เมื่อใดไม่หวั่นไหว
แล้ว จึงบอกกล่าวแก่ผู้มีแนวคิดทำงานสาธารณะประโยชน์
เช่นเดียวกับเรา จากนี้ไป จะต้องทดสอบกัน
อาทิ ในเรื่องของฐานะทางการเงิน
จะติดลบ และอุปสรรคจะมาทุกด้าน
แต่งานสงเคราะห์แนะนำกรรมฐาน
ต้องทรงตัวไม่หวั่นไหว ระหว่างที่กฏแห่งกรรมเข้านี่แหล่ะ
จะเป็นเครื่องทดสอบว่า เจ้าจะมี
อธิษฐานมั่นคงหรือไม่ ใช้เวลา
15 ปีเศษ ( พ.ศ. 2530 ถึง พ.ศ.
2545 )
ถาม
: รับทราบครับ แล้วเรื่องชื่อกองทุนจะใช้ชื่ออะไรครับ
ตอบ
: ให้ทำเป็น 2 ขั้นตอน
1.
กองทุนสงเคราะห์คนยากจนในถิ่นทุรกันดาร
ท่านพ่อรามราช ท่านแม่จามเทวี
และเมื่อมีทุนเพียงพอให้ใช้ชื่อ
2.
มูลนิธิสงเคราะห์คนยากจนในถิ่นทุรกันดารฯ
นโยบายเป็นไปตามลำดับดังนี้
1.แจกสิ่งของแก่คนยากจน
และไร้โอกาศในถิ่นทุรกันดาร เน้นผ่านหน่วยราชการ
เช่น ทหาร ตำรวจ ตำรวจตะเวนชายแดน
วัด โรงเรียน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจเชื่อมช่องว่าง
ระหว่างราชการกับประชาชนเป็นสำคัญ
2.เมื่อเติบโตได้ระยะหนึ่ง
ดำเนินงานส่งเสริมทักษะในการทำงาน
แก่ผู้มีรายได้น้อยขาดประสบการณ์ความรู้ในด้านต่างๆ
เข้าสู่ตลาดแรงงาน เช่น ช่างก่อสร้าง
, ช่างเชื่อมต่างๆ , ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม
ฯลฯ
3.พัฒนาการปฏิบัติธรรมให้ร่วมสมัยมากขึ้น
แต่หลักการเดิมของพุทธศาสตร์
3.1.จัดโครงการมโนแรลลี่
แก่ผู้ครองเรือนมีเวลาน้อยให้เกิดการผสมผสานการครองเรือน
กับการปฏิบัติธรรม ในรูปแบบต่างๆดังนี้
กลุ่มคนที่รักการนิยมไพร , กลุ่มนักทัศนศึกษาลักษณะต่างๆ
ฯลฯ
3.2.ให้มีค้นค้าวรูปแบบและวิธีการ
ในการทดสอบประเมินผล ใน “ พระกรรมฐาน
๔๐ “ หรือ “ ฤทธิ์ทางใจ
และ ญาน ๘ “ หรือ “ มหาสติปฐาน
๔ “ ให้เป็นรูปธรรมให้ทันสมัย
และง่ายแก่การตรวจสอบ เพื่อ เพิ่มความมั่นใจ
ในการปฏิบัติธรรม
3.3.
ให้มีกองทุนธรรมทาน มาเข้ารองรับนโยบายนี้
ก่อให้เกิดประ โยชน์แก่ตนเอง
และสังคมสืบไป
4.บุคลากรก็ให้จ้างลูกหลานของหลวงพ่อฯ
มาทำงานในกองทุน ต้องผ่านการทดสอบภาคปฏิบัติ
เช่น มโนแรลลี่แล้ว และเต็มใจทำงาน
5.ทุนดำเนินการให้หักรายได้ประจำ
หรือผลกำไรต่างๆของตนเอง จนได้ทุนจดทะเบียน
300,000 บาท
6.ห้ามรับบริจาคก่อน
เพื่อเป็นการป้องกันคำกล่าวหาว่า
นำชื่อเสียงของฉัน ( หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
“ มาแอบอ้างหากิน หรือ เป็น “
ผีบุญ
“
7.
ฝึกอาชีพ ในพื้นฐานแรงงานภาคอุตสาหกรรม
แก่ผู้ที่ด่อยโอกาส เข้าสู่ตลาดแรงงาน
ในสาขาอาชีพต่าง
“
คำกล่าวหานี้จากลูกหลานของฉันเอง
เธอจะโดนหนักที่สุด ต้องให้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวลูก
ถาม
: . ขอกราบขอบพระคุณครับ
เมื่อวันที่
6 ตุลาคม
2530 ได้ไปร่วมทำบุญวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อฯ
ได้รับหนังสือแจกในงาน เปิดอ่านบทนำแล้วได้ทราบเป็นนัยว่าท่านเริ่มปรงสังขารแล้ว
บทความเช่นนี้ ไม่เคยพบมาก่อน
โดยเน้นแนวทาง 3 ประการ
1.
พ่อรักลูกทุกคนยิ่งกว่าชีวิตของพ่อ
ฉะนั้นขอบรรดาลูกๆทั้งหลาย จงรักษาความดีของลูกเหมือนเกลือรักษาความเค็ม
2.
ปฏิปทาใดที่เป็นที่ชอบใจ ไม่เกินวิสัยของลูก
ขอลูกจงทำ และจงรักษาอภิญญาสมาบัติเอาไว้
3.
รักษาปฏิปทาสาธารณะประโยชน์ ในขณะนั้นลูกจงภูมิใจว่า
พ่ออยู่กับลูกตลอดเวลา ถึงแม้ว่าร่างกายของพ่อจะสลายไป
แต่ใจของพ่อยังคงอยู่กับลูกเสมอ
ลูกจะไปไหนได้ชื่อว่าพ่อไปด้วย
ช่วยลูกทุกประการ
“
อย่าเมามายจนเกินไป
โอวาทที่ท่านได้กล่าวไว้
“….เป็นที่ชื่นใจ และเป็นปีติธรรมอย่างยิ่ง
ของผู้เป็นนักศึกษานอกโรงเรียน
(ขอหลงตัวเองสักหน่อยนะ) ทำให้มีกำลังใจมากขึ้น
วันที่
28 กรกฏาคม 2535 จึงให้ช่างวาดภาพที่หลักสี่พลาซ่า
วาดภาพในนิมิตที่เห็นท่านพ่อกับท่านแม่
โดยอิง กษัตริย์ไทยโบราณ ได้แก้
“ ท่านพ่อรามราช
ท่านแม่จามเทวี “ ในชุดสีทอง
ครึ่งองค์ ( ค่าจ้าง 4,000 บาท
)
วันที่
31 สิงหาคม 2535 ไปรับภาพ เมื่อออกจากห้าง
ฝนตกลงมาปลอยๆ แดดก็ออก เลยนึกเข้าข้างตัวเองว่าเป็นฤกษ์ดีแล้ว
จึงถือว่าทุกวันที่ 31 สิงหาคม
ของทุกปีเป็นวันบวงสรวงไหว้ครู
และวันคล้ายวันจัดตั้งกองทุนเสมอมา
เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว
วันที่
30 กันยายน 2535 ได้ออกแบบสัญลักษณ์
เป็นตรายาง (ตราประจำกองทุนเบื้องต้น)
“กองทุนสงเคราะห์คนยากจนในถิ่นทุรกันดาร
“
“
ท่านพ่อรามราช ท่านแม่จามเทวี
“
มีความหมายดังนี้
1.
แผ่นดินแตกระแหง หมายถึง ถิ่นทุรกันดารในสถานที่ต่างๆ
2.
ใบโพธิ์ ๑ ใบ หมายถึง พระเมมตาของพระพุทธเจ้า
เป็นโพธิญาณคุ้มครองทั่วไป
3.
หยดน้ำ ๓ หยด หมายถึง พระพุทธคุณ
พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ดั่งน้ำหล่อเลี้ยงให้แก่บัวที่แล้งน้ำ
ทั้งหลาย อย่างไม่จำกัดบุคคล
4.)ดอกบัว
๓ ดอก ลดหลั่นกัน หมายถึงพระพุทธเจ้าท่านทรงเมตตา
แก่บัว ๓ เหล่า บัวทั้ง ๓ เหล่านี้
เกิดขึ้นแล้วในถิ่นทุรกันดารนั้น
การที่กองได้หยิบยื่นความช่วยเหลือต่างๆไปให้นั้น
เพื่อเป็นกำลังใจ ให้บัวทั้ง
๓ เหล่านั้นไม่ท้อถอยในการปฏิบัติธรรม
เราจะได้กัลยาณมิตร เพื่อช่วยกันจรรโลงพระ
พุทธศาสนาให้เจริญยืนยาวสืบไป
นับตั้งแต่วันที่
31 สิงหาคม 2535 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา
10 ปีเต็ม เป็นการทดสอบกำลังใจว่าจะหลงตัวลืมตนเพียงใด
และได้ตรวจสอบตัวเองด้วย “ สติ
สัมปชัญญะ “ ในอธิษฐานบารมีที่จะทำงานสาธารณะประโยชน์
ซึ่งมีโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้สัมพันธ์กับรายได้ของตนเองเป็นหลัก
เพื่อเดินตามรอยเท้าพ่อในเรื่องงานสาธารณะประโยชน์เท่านั้น
ส่วนความเป็นพระอริยะเจ้านั้น
หวังเพียงก่อนลมหายใจจะสิ้นไป
ขอให้เข้าถึงความเป็นพระอริยะเจ้าก็พอใจแล้ว
(ในระหว่างนี้ 2526 จนถึงเวลาใกล้ตาย
ขอทรงอารมณ์เพียงไตรสรณคมมั่นคงก็พอแล้ว)
งานที่ผ่านมาตั้งแต่
ปีพ.ศ. 2527 จนถึงปัจจุบัน ที่ได้ทำไปแล้วบ้าง
มีดังนี้
1.
ทุนทรัพย์ในการจัดตั้งกองทุน
ฯ ที่เก็บจาก ค่าจ้างแรงงาน และผลกำไรจากงานที่ทำอยู่
เป็นเงินสะสมประมาณ 80,000 บาท
2.
จัดทีมเดินดง และทำกุศล ณ.วัดต่างๆ
(หรือมโนแรลลี่) ปีละ 1-5 ครั้ง
เป็นกลุ่มย่อยๆทุกปี
3.
เป็นตัวแทนรับสิ่งของบริจาค เพื่อสมทบกับหน่วยงาน
หรือกองทุนที่มีศักยะภาพมากกว่าดำเนินการต่อไป
4.
สำรวจเส้นทางในเส้นทางหลวงสายหลัก
และ ชัยภูมิที่ตั้งของหมู่บ้าน
ชุมชน ที่คาดหมายว่าจะมาทำกิจกรรม
สาธารณะประโยชน์ ในทุกภาคที่เห็นว่าควร
ไปสงเคราะห์ตามนโยบายของกองทุนฯ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
5.
ทดสอบ ประเมินผล แนะนำผู้ปฏิบัติธรรม
ด้วยอุบายธรรมที่ปรับให้ร่วมสมัยมากขึ้น
แต่ตรงตามเนื้อธรรมเดิม
6.
จัดทำเว็บไซต์ “ แหลมเข้ามาข้าจะตอบ
“ เพื่อเป็นธรรมทาน ธรรมทานที่จัดทำเว็บไซด์ตอบปัญหาธรรมทั่วไป
ไม่จำกัดสำนักปฏิบัติ ในนามเวปบอร์ด
“ แหลมเข้ามาข้าจะตอบ
” ด้วยความอนุเคราะห์จากท่านผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง
“และ ได้พัฒนามาเป็น “เว็บไซต์
“ คนเมืองบัว
“ เพื่อเป็นการฝึกคนรุ่นใหม่ให้กล้าในการให้ข้อธรรม
แก่กันธรรมที่ออกจากใจ พระพุทธศาสนาจึงจะเจริญได้
|