นางแก้วคู่บารมี
หน้าแรก ฤกษ์พรหมประสิทธิ์ วิธีการแก้ไขดวง / อธิฐานพิเศษ เว็บบอร์ด ห้องสนทนา แผนที่สอนพระกรรมฐาน

นางแก้วคู่บารมี

นางแก้วคู่บารมี
หน้า : 19
หน้าก่อนหน้าหน้าถัดไป
๑๘. สีวลีเทวี - คู่บารมีพระมหาชนก
ที่มา : มหาชนกชาดก

ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า มหาชนก ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ ทรงมีพระราชโอรสสองพระองค์ คือ พระอริฏฐชนก กับพระโปลชนก

เมื่อพระมหาชนกสวรรคต พระอริฏฐชนกได้ครองราชสมบัติ และตั้งอนุชาคือพระโปลชนกเป็นอุปราช

แต่มีอำมาตย์คนหนึ่งคอยทูลยุยงว่าพระโปลชนกจะชิงราชสมบัติ นานวันเข้าพระเจ้าอริฏฐชนกก็หลงเชื่อจึงให้จับพระโปลชนกจองจำไว้

พระโปลชนกทรงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้คิดกบฏต่อพระเชษฐา ขอให้เครื่องจองจำทั้งหมดจงหลุดออก ตั้งสัตย์อธิษฐานเสร็จ เครื่องจองจำก็หลุดหักเป็นท่อนๆ และประตูก็เปิดออก พระโปลชนกจึงเสด็จหนีออกไปได้

พระโปลชนกไปอาศัยอยู่นอกพระนคร ชาวบ้านที่จำพระองค์ได้ก็มาสมทบเป็นบริวาร เมื่อมากเข้าจึงยกกองทัพมาตีพระนคร พระอริฏฐชนกออกไปรบด้วยก็เสียทีสิ้นพระชนม์ในสนามรบ

พระโปลชนกจึงได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าโปลชนกสืบต่อมา

พระเจ้าโปลชนกนั้นไม่ทรงมีพระโอรส มีแต่ราชธิดาองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงสีวลี

เมื่อพระเจ้าโปลชนกกำลังจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงคิดวิธีหาคู่ครองที่เหมาะสมแก่ราชธิดา จึงได้ตรัสสั่งอำมาตย์กำหนดวิธีการคัดเลือกพระราชาองค์ใหม่ว่าต้องสามารถ เสร็จกิจ ๔ ประการ คือ

๑. เป็นผู้ที่พระราชธิดาสีวลียินดี

๒. เป็นผู้รู้หัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม

๓. เป็นผู้สามารถยกธนูหนักพันแรงคนยกขึ้นได้

๔. เป็นผู้สามารถนำขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ แห่ง ที่พระองค์ทรงฝังไว้ออกมาได้ คือ ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก ขุมทรัพย์ภายใน ขุมทรัพย์ภายนอก ขุมทรัพย์ไม่ใช่ภายในไม่ใช่ภายนอก ขุมทรัพย์ขาขึ้น ขุมทรัพย์ขาลง ขุมทรัพย์ที่ไม้รังใหญ่ทั้งสี่ ขุมทรัพย์ในที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ ขุมทรัพย์ใหญ่ที่ปลายงาทั้งสอง ขุมทรัพย์ที่ปลายขนหาง ขุมทรัพย์ที่น้ำ ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้

ต่อมาพระเจ้าโปลชนกก็สิ้นพระชนม์ หลังจากได้จัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จแล้ว อำมาตย์ทั้งหลายจึงได้ประชุมปรึกษากันว่า ใครเล่าจะเป็นที่ยินดีของพระราชธิดา

ปรึกษากันแล้วมีความเห็นว่า เสนาบดีทั้งหลายแห่งพระราชานั้นคงเป็นที่ยินดีแก่พระราชธิดา จึงแจ้งให้เสนาบดีมาหาพระราชธิดา แต่พระราชธิดาสีวลีผู้ทรงปัญญาได้ทดลองสั่งเสนาบดีเหล่านั้น เสนาบดีก็ทำตามคำสั่งดังข้าราชบริพาร พระราชธิดาจึงเห็นว่าเสนาบดีเหล่านั้นไม่มีปัญญาเพียงพอ จึงไม่ทรงยินดี

เมื่อไม่สามารถทำให้พระราชธิดายินดีได้ บรรดาอำมาตย์ก็ทดลองข้ออื่น คือ ผู้ที่รู้หัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม ผู้ที่ยกธนูหนักพันแรงคนยก หรือผู้ที่รู้ขุมทรัพย์ แต่ก็ไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถทำได้แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง

เมื่อหมดหนทางจะเสาะหาพระราชาองค์ใหม่ ตามวิธีของพระเจ้าโปลชนก ปุโรหิตจึงแนะนำให้แต่งราชรถมงคลเพื่อเสี่ยงทายหาผู้สืบราชสมบัติ ม้าเทียมราชรถมงคลอันวิจิตรก็พาราชรถนั้นทำประทักษิณพระราชนิเวศน์ แล้วขึ้นสู่ถนนใหญ่ ทำประทักษิณพระนคร แล้วออกทางประตูด้านตะวันออก บ่ายหน้าตรงไปยังอุทยาน ทำประทักษิณแผ่นศิลาในอุทยานแล้วหยุดอยู่เตรียมรับเสด็จขึ้น

ปุโรหิตที่ติดตามราชรถเสี่ยงทายไปเห็นมีบุรุษผู้หนึ่งนอนหลับอยู่ บนศิลา จึงเรียกเหล่าอำมาตย์มาบอกว่า ท่านผู้นี้นอนอยู่บนแผ่นศิลา แต่ว่าพวกเรายังไม่รู้ว่าเขาจะมีปัญญาสมควรแก่เศวตฉัตรหรือไม่ ท่านทั้งหลายจงประโคมดนตรีขึ้นโดยเร็วเถิด ถ้าเขาเป็นคนมีปัญญาเขาคงจะไม่ลุกขึ้น ไม่แลดู แต่ถ้าเป็นคนกาลกาลกิณี เขาก็จะตกใจกลัว ลุกขึ้นสะทกสะท้านและหนีไป

เมื่อเสียงประโคมดนตรีดังขึ้นกึกก้อง บุรุษผู้นั้นก็ตื่นขึ้น ครั้นมองมาเห็นราชรถเสี่ยงทายแล้วก็ไม่ได้ตกใจ และไม่สนใจ พลิกตัวเอาผ้าคลุมโปงนอนต่อไป

ปุโรหิตจึงเข้าไปตรวจดูเท้าของบุรุษผู้นั้น เมื่อเห็นลักษณะแล้วก็รู้ว่าเป็นมหาบุรุษ จึงสั่งให้ประโคมดนตรีขึ้นอีก แล้วกล่าวเชิญบุรุษนั้นเข้าสู่พระราชวังเพื่อครองราชสมบัติ

บุรุษผู้นี้แท้จริงแล้วคือพระมหาชนก โอรสของพระมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนกซึ่งหลบหนีออกจากวังเมื่อพระเจ้าอริฏฐชนกสิ้นพระชนม์

พระนางนั้นเสด็จหนีออกมาทางประตูทิศอุดร มีท้าวสักกเทวราชจำแลงกายเป็นคนแก่ขับเกวียนพาพระนางไปส่งยังนครกาลจำปากะ ซึ่งอยู่ห่างออกไป ๖๐ โยชน์

เมื่อถึงนครกาลจำปากะแล้ว พระมเหสีก็ได้ไปอาศัยอยู่กับอุทิจจพราหมณ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่ในนครกาลจัมปากะ

ต่อมาพระมเหสีก็ประสูติพระโอรสนามว่า มหาชนกกุมาร และหลอกพระโอรสว่าเป็นบุตรของพราหมณ์

มหาชนกกุมารนั้นเป็นเด็กมีกำลังและมีมานะเพราะเป็นชาติเชื้อ กษัตริย์ เมื่อเล่นกับเด็กอื่นๆ ไม่ถูกใจก็จับเด็กอื่นตีบ้างลากบ้าง เด็กนั้นก็ร้องไห้บอกเพื่อนๆ ว่าลูกหญิงหม้ายรังแก

มหาชนกกุมารจึงกลับไปถามพระมารดาว่าบิดาของพระองค์เป็นใคร พระมารดาตอบว่าบิดาของกุมารนั้นคืออุทิจจพรหามณ์

วันรุ่งขึ้น มหาชนกกุมารก็บอกเพื่อนๆ ว่าพราหมณ์เป็นบิดาของเรา เด็กพวกนั้นพากันหัวเราะเยาะบอกว่าไม่ใช่

มหาชนกกุมารรู้ว่าพระมารดาไม่บอกความจริง เมื่อถึงเวลาดื่มนม มหาชนกกุมารจึงกัดพระถันมารดาไว้ ถามว่า ใครเป็นบิดา ถ้าแม่ไม่บอก ฉันจะกัดพระถันของแม่ให้ขาด

พระมารดาไม่อาจปิดพระโอรสได้อีก จึงตรัสบอกความจริงว่า บิดาคือพระเจ้าอริฎฐชนกแห่งกรุงมิถิลา พระบิดาถูกโปลชนกอนุชาปลงพระชนม์ ส่วนตัวแม่หนีมาสู่นครนี้ และได้อุทิจจพราหมณ์ช่วยดูแลให้แม่เป็นน้องสาว

ตั้งแต่นั้นมา แม้ใครจะว่าเป็นบุตรหญิงหม้าย มหาชนกกุมารก็ไม่กริ้ว ตั้งใจว่าเมื่อเติบใหญ่จะไปทวงราชสมบัติคืน

ครั้นมีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี มหาชนกกุมารจำเริญวัยเป็นหนุ่มรูปงาม เล่าเรียนจบศาสตร์ต่างๆ ในสำนักของอุทิจจพราหมณ์แล้ว พระองค์ทรงคิดว่าถึงเวลาต้องกลับไปทวงราชสมบัติคืน จึงทูลถามว่าพระมารดามีทรัพย์สิ่งใดติดตัวมาบ้างหรือไม่ พระองค์จะขอเอาทรัพย์นั้นไปค้าขายเป็นทุนก่อนคิดอ่านในการชิงราชสมบัติกลับ คืน

พระมารดาจึงเอาบรรดาแก้วมณีที่นำติดตัวมาด้วยให้มหาชนก พระโอรสก็รับเอาทรัพย์กึ่งหนึ่งไปซื้อสินค้าและแต่งเรือไปค้าขายที่สุวรรณภูมิ

เมื่อล่องเรือไปในมหาสมุทรได้ ๗ วัน ผ่านคลื่นลมที่รุนแรง เรือไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ ทำท่าจะแตกลงกลางมหาสมุทร พระมหาชนกทรงมีสติ รู้ว่าเรือจะอัปปาง จึงคลุกน้ำตาลกรวดกับเนยเสวยจนเต็มท้อง แล้วชุบผ้าเนื้อเกลี้ยงสองผืนด้วยน้ำมันจนชุ่ม ทรงนุ่งให้มั่น ประทับยืนเกาะเสากระโดงกำหนดทิศว่าเมืองมิถิลาอยู่ทิศนี้ เมื่อเรือจมลงก็ทรงกระโดดจากยอดเสาล่วงพ้นฝูงปลาและเต่าไปได้ด้วยพลกำลัง

พระมหาชนกทรงว่ายน้ำอยู่กลางสมุทรเป็นเวลา ๗ วัน ทรงสังเกตพระจันทร์บนท้องฟ้ารู้ว่าวันนี้เป็นวันเพ็ญ จึงบ้วนพระโอฐด้วยน้ำเค็ม และสมาทานอุโบสถศีล

ในกาลนั้น นางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษาสมุทรเผลอเสวยทิพยสมบัติเพลินอยู่ ถึงวันที่ ๗ จึงได้ตรวจดู เห็นพระมหาชนกว่ายน้ำอยู่กลางสมุทร จึงรีบเหาะมาลอยอยู่กลางอากาศตรงหน้า

นางมณีเมขลาต้องการลองพระทัยพระมหาชนก จึงถามว่า

"นี่ใครหนอ ยังอุตสาหะว่ายน้ำอยู่เพื่อประโยชน์อันใด ฝั่งมหาสมุทรอยู่ที่ไหนก็มองไม่เห็น"

พระมหาชนกตรัสตอบว่า

"อันว่าความเพียรนั้นไม่เสียหาย แม้จะมองไม่เห็นฝั่งก็ต้องพยายาม สักวันหนึ่งจะต้องถึง"

นางมณีเมขลากล่าวอีกว่า

"ฝั่งมหาสมุทรนั้นไกลจนประมาณไม่ได้ ความพยายามของท่านนั้นเปล่าประโยชน์ ท่านจะตายเสียก่อนจะถึงฝั่ง"

พระมหาชนกตรัสตอบว่า

"แม้เราต้องตายด้วยความเพียร หมู่ญาติ เทวดา และพระพรหมทั้งหลายก็ไม่อาจติเตียนเราได้ เพราะเราได้ทำหน้าที่เต็มกำลังแล้ว"

นางมณีเมขลาถามต่อว่า

"การทำความพียรโดยมองไม่เห็นทางบรรลุเป้าหมายนั้น มีแต่ความยากลำบาก อาจถึงตายได้ ท่านจะเพียรพยายามไปทำไมกัน"

พระมหาชนกตรัสตอบว่า

"ดูก่อนแม่เทพธิดา ถ้าเราละความเพียรเสียแต่ต้นมือ ย่อมได้รับผลร้ายของความเกียจคร้านนั้น เหมือนลูกเรือทั้งหลายที่จมลงใต้มหาสมุทร เป็นอาหารของเต่าและปลา แต่เราตั้งอยู่ในความเพียร เราจึงยังว่ายน้ำอยู่ผู้เดียว ยังมีชีวิตอยู่ได้ในทะเลนี้ แม้หนทางสำเร็จจะมีเพียงเล็กน้อย เราก็จะพยายามสุดกำลังเพื่อไปให้ถึงฝั่งให้จงได้"

นางมณีเมขลากล่าวสรรเสริญความเพียรของพระมหาชนกแล้ว จึงอุ้มพระมหาชนกพาไปวางไว้บนแผ่นศิลาในสวนมะม่วงแห่งมิถิลานคร ซึ่งพระมหาชนกก็บรรทมหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

เวลาเดียวกันนั้น ก็เป็นเวลาที่มิถิลานครกำลังเสี่ยงทายหาพระราชาองค์ใหม่ ซึ่งราชรถเสี่ยงทายก็ได้วิ่งตรงมาสู่พระมหาชนก บรรดาอำมาตย์ทั้งหลายจึงอภิเษกพระมหาชนกเป็นกษัตริย์แห่งมิถิลานครสืบไป

ฝ่ายพระราชธิดาสีวลี ต้องการจะลองปัญญาพระมหาชนก จึงตรัสสั่งราชบุรุษให้ไปทูลเชิญพระราชาองค์ใหม่มาเฝ้า ซึ่งหากพระมหาชนกไปหาและกระทำการนอบน้อมเหมือนเสนาอำมาตย์อื่นก็แสดงว่าไม่ มีปัญญา แต่พระมหาชนกฟังคำทูลเชิญของราชบุรุษแล้วกลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แม้พระราชธิดาจะทูลเชิญถึง ๓ ครั้ง พระมหาชนกก็ไม่ได้สนพระทัย พระราชธิดาจึงทรงคิดว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีปัญญาจริง

วันหนึ่ง พระมหาชนกก็เสด็จไปหาพระราชธิดา เมื่อพระสีวลีเทวีราชธิดาทอดพระเนตรเห็นพระมหาชนกเสด็จมาก็ตกพระทัย รีบออกมารับเสด็จ พระมหาชนกทรงเกี่ยวพระกรพระราชธิดา ขึ้นประทับบนราชบัลลังก์ ภายใต้มหาเศวตฉัตร ตรัสเรียกอำมาตย์ทั้งหลายมารับสั่งถามว่า พระราชาตรัสสั่งสิ่งใดไว้ก่อนสวรรคตบ้าง

อำมาตย์จึงกราบทูลความ ๔ ข้อ ที่พระเจ้าโปลชนกตรัสสั่งไว้

พระมหาชนกจึงตรัสว่า

ข้อ ๑. พระนางสีวลีราชธิดาเสด็จมารับ ให้เกี่ยวพระกรของเธอแล้ว ข้อนี้เป็นอันว่า พระราชธิดายินดีแล้ว

ข้อ ๒. พระมหาชนกทรงถอดเข็มทองคำบนพระเศียร ประทานให้พระนางสีวลีนำไปวางบนบัลลังก์สี่เหลี่ยม แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า ด้านที่พระราชธิดาวางเข็มทองคำนั้นคือหัวนอน

ข้อ ๓. พระมหาชนกได้ทรงยกธนูหนักพันแรงคนยก ขึ้นได้ง่ายดุจยกกงดีดฝ้าย

ข้อ ๔. เรื่องขุมทรัพย์ ๑๖ แห่ง พระมหาชนกก็สามารถไขปริศนาและขุดขุมทรัพย์ขึ้นมาได้ทั้งหมด

ประชาชนทั้งหลายก็แซ่สร้องสรรเสริญว่าพระราชานี้ทรงเป็นบัณฑิต

พระมหาชนก ทรงอภิเษกสมรสและแต่งตั้งให้พระนางสีวลีเป็นอัครมเหสี ทรงปกครองมิถิลานครด้วยทศพิธราชธรรม และทรงโปรดให้รับพระมารดาและพราหมณ์มาอยู่ที่มิถิลานคร และให้สร้างศาลาโรงทานหกหลัง คือท่ามกลางพระนครหนึ่ง ที่ประตูพระนครทั้งสี่ และที่ประตูพระราชนิเวศน์หนึ่ง

พระมหาชนกครองราชสมบัติติดต่อมาได้ ๗,๐๐๐ ปี มีพระโอรสองค์หนึ่งนามว่า ทีฆาวุราชกุมาร

วันหนึ่ง นายอุทยานนำผลไม้น้อยใหญ่ต่างๆ มาถวาย พระมหาชนกอยากชมอุทยานผลไม้นั้น จึงทรงช้างเสด็จประพาสอุทยาน

ที่ใกล้ประตูพระราชอุทยานนั้น มีต้นมะม่วงสองต้นมีใบเขียวชอุ่ม ต้นหนึ่งไม่มีผล ต้นหนึ่งมีผล ผลนั้นมีรสหวานและหอมมาก แต่ใครๆ ก็ไม่อาจเก็บผลจากต้นนั้น เพราะพระราชายังมิได้เสวย

พระมหาชนกประทับบนคอช้าง ทรงเก็บเอาผลหนึ่งมาเสวย เป็นผลมะม่วงที่อร่อยดุจผลไม้ทิพย์ จึงตั้งใจจะเสวยอีกเวลาเสด็จกลับ

เมื่อพระราชาเสด็จเข้าสู่พระราชอุทยานแล้ว คนอื่นๆ ทั้งอุปราชจนถึงคนรักษาช้าง รักษาม้า รู้ว่าพระราชาเสวยผลมะม่วงต้นนี้แล้ว ก็แย่งชิงกันเก็บเอาผลมากินกันจนต้นมะม่วงนั้นหักทำลายและโค่นลง

เมื่อพระมหาชนกเสด็จออกจากพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสถามเหล่าอำมาตย์ว่าทำไมต้นมะม่วงนี้จึงหักโค่นลง อำมาตย์กราบทูลว่ามหาชนแย่งชิงผลมะม่วงที่มีรสอร่อยกัน ส่วนอีกต้นหนึ่งที่ไม่มีผลยังปลอดภัย

พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงดำริว่า ต้นไม้นี้มีวรรณะสดเขียวตั้งอยู่ได้เพราะไม่มีผล แต่ต้นนี้ถูกหักโค่นลงเพราะมีผล ราชสมบัตินี้ก็เหมือนผลมะม่วง เราจะไม่เป็นเหมือนต้นไม้มีผล เราจะเป็นเหมือนต้นไม้หาผลมิได้

คิดดังนั้นแล้ว พระมหาชนกก็อธิษฐานเป็นดังผู้ออกบวช เสด็จขึ้นประทับบนปราสาท ให้เข้าเฝ้าได้เฉพาะผู้เชิญเครื่องเสวยเท่านั้น

ล่วงไป ๔ เดือน พระมหาชนกก็ปรารถนาจะออกบวชอย่างยิ่ง จึงตรัสสั่งให้ราชบุรุษให้นำผ้าย้อมฝาดและบาตรดินมาให้ ทรงปลงพระเกศา เปลี่ยนเครื่องทรงเป็นบรรพชิต เสด็จจงกรมไปมาในปราสาทตลอดวันนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นก็เสด็จลงจากปราสาท

วันนั้น พระนางสีวลี ได้ตรัสเรียกพระสนม ๗๐๐ นาง ให้ตามเสด็จไปเฝ้าพระมหาชนก พระนางเดินสวนกับพระมหาชนกก็จำไม่ได้ คิดว่าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงถวายความเคารพแล้วยืนหลบอยู่ เมื่อขึ้นไปบนปราสาท เห็นพระเกศาตกหล่นอยู่จึงได้รู้ว่าพระมหาชนกออกบวชแล้ว

พระนางสีวลีรีบเสด็จตามพระมหาชนก ไปทันกันที่หน้าพระลาน ทูลอัญเชิญให้เสด็จกลับ แต่พระราชาก็ไม่เสด็จกลับ แม้พระเทวีและพระสนมจะจับพระบาทร้องไห้อ้อนวอนอย่างไรก็พระทัยแข็งอยู่

พระนางสีวลี จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปจุดไฟเผาเรือนเก่าศาลาเก่า แล้วกราบทูลพระมหาชนกว่าไฟไหม้กรุงมิถิลา

พระมหาชนกตรัสตอบว่า กรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญ แต่ของอะไรๆ ส่วนตัวของเรายังมิได้ถูกเผาผลาญเลย

ตรัสแล้ว พระมหาชนกก็เสด็จออกทางประตูทิศอุดร

พระนางสีวลี จึงรับสั่งให้อำมาตย์จัดทหารมาแสดงเหตุการณ์ให้เหมือนโจรเข้าปล้นฆ่าชาวบ้าน แล้วไปกราบทูลพระมหาชนก

พระมหาชนกรู้ว่าเป็นอุบายของพระเทวี จึงตรัสว่า เมื่อมิถิลาถูกโจรปล้น พวกโจรมิได้นำอะไรๆ ของเราไปเลย

พระมหาชนกเสด็จดำเนินต่อไป โดยมีพระเทวีและมหาชนจำนวนมากติดตามเสด็จ

พระมหาชนกทรงตรัสถามผู้ติดตามมา ว่าใครคือพระราชาของท่าน มหาชนกราบทูลว่าคือพระองค์ พระมหาชนกจึงขีดเส้นลงบนพื้น ตรัสว่า ถ้าใครทำขีดนี้ของพระราชาขาดทำลาย ให้ลงโทษคนผู้นั้น

ตรัสแล้วก็เสด็จดำเนินต่อไป พระเทวี อำมาตย์ และมหาชน ก็ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ตรงนั้นไม่กล้าก้าวข้ามไป จนเส้นบนพื้นเลือนหายไปเองจึงได้ติดตามพระมหาชนกต่อไป

ในกาลนั้น พระนารทะดาบส ตรวจดูด้วยญาน เห็นพระมหาชนกออกบวช พระดาบสเกรงว่าพระมหาชนกจะแพ้ภัยพระเทวีและผู้ติดตาม จึงเหาะมาลอยในอากาศอยู่ตรงหน้าพระมหาชนก ให้โอวาทว่า เมื่อทรงเพศบรรพชิตแล้ว อย่าถือองค์ว่าเป็นกษัตริย์ ให้สมาคมด้วยสัตบุรุษ อย่าเบื่อหน่ายในการรักษาศีล บริกรรม เข้าฌาน และบำเพ็ญพรหมจรรย์ ให้โอวาทเสร็จแล้วก็เหาะกลับไป

พระดาบสอีกรูปหนึ่ง ชื่อว่า มิคาชินะ ก็เหาะมาปรากฏแก่พระมหาชนก ถวายโอวาทให้เป็นผู้ไม่ประมาท แล้วเหาะกลับไปยังที่อยู่ของตน

เมื่อมิคาชินะดาบสกลับไปแล้ว พระนางสีวลีก็เสด็จมาทัน กราบทูลพระสวามีว่า ขอให้พระองค์จงกลับไปอภิเษกราชโอรสขึ้นเป็นพระราชาก่อนแล้วค่อยบวช พระมหาชนกตรัสตอบว่า สมณะ เป็นผู้ไม่มีบุตร พระโอรสนั้นเป็นบุตรของชาวมิถิลา จึงให้ชาวมิถิลาเป็นผู้อภิเษก ตรัสแล้วก็เสด็จดำเนินต่อไป โดยมีพระเทวีตามหลังมิได้ห่าง

เมื่อเสด็จถึงถูนนคร พระมหาชนกทรงเห็นเนื้อก้อนหนึ่งที่สุนัขขโมยมา และทิ้งไว้ที่กลางทาง พิจารณาแล้วว่าเป็นเนื้อไม่มีเจ้าของ จึงหยิบเนื้อนั้นใส่บาตร แล้วไปนั่งเสวยอยู่ริมทาง

พระเทวีทรงดำริว่า พระมหาชนกเสวยเนื้อที่น่าเกลียดเช่นนี้แล้ว แม้ราชสมบัติพระองค์ก็คงไม่ใยดี และคงจะไม่เสด็จกลับเป็นแน่ แต่ด้วยความอาลัย พระนางก็ยังสู้เสด็จติดตามพระสวามีต่อไป

เมื่อเสด็จถึงประตูถูนนคร พระมหาชนกเห็นกุมารีนางหนึ่งเล่นทรายอยู่ ข้อมือข้างหนึ่งสวมกำไลหนึ่งอันไม่มีเสียงดัง แต่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งสวมกำไลสองอันจึงมีเสียงกำไลดังกระทบกัน พระมหาชนกจึงคิดอุบายถามกุมารีว่า เหตุใดกำไลนี้จึงมีเสียงดัง

กุมารีนั้นกล่าวว่า ข้าแต่พระสมณะ เสียงเกิดจากกำไลสองอันกระทบกัน เหมือนบุคคลสองคนอยู่ร่วมกันจึงวิวาทกัน ท่านเป็นเพศนักบวช จงเที่ยวไปคนเดียวเถิด อย่าได้พาภริยารูปงามนี้เที่ยวไปเลย ภริยานี้จะทำอันตรายแก่เพศบรรพชิตของท่าน

พระมหาชนกจึงหันมาบอกพระเทวีว่า ต่อไปเราอย่าร่วมทางกันให้เป็นที่ติเตียนอีกเลย เราไม่ได้เป็นสวามีของเธอ และเธอก็ไม่เป็นมเหสีของเราอีก

พระนางสีวลีได้ฟังพระดำรัสของพระมหาชนกแล้ว กราบทูลว่าพระองค์จงถือเอาทางเบื้องขวา ส่วนข้าพระองค์จะถือเอาทางเบื้องซ้าย กราบทูลแล้วเสด็จไปได้หน่อยหนึ่ง ไม่สามารถจะกลั้นโศกาดูรไว้ได้ก็เสด็จร่วมทางมาอีก จนเข้าถูนนครด้วยกัน

เมื่อเสด็จเข้าพระนครแล้ว พระมหาชนกก็ไปบิณฑบาตจนมาถึงเรือนนายช่างศร เห็นช่างศรกำลังหลับตาเล็งและดัดลูกศรให้ตรง

พระมหาชนกจึงตรัสถามช่างศรเป็นอุบายว่า เหตุใดท่านจึงหลับตาดูลูกศรด้วยตาเพียงข้างเดียว

ช่างศรกล่าวว่า เล็งลูกศรด้วยตาสองข้างไม่อาจสำเร็จเพราะความพร่ามัว ต้องเล็งด้วยตาข้างเดียวจึงจะเห็นชัด ท่านผู้ใคร่ต่อสวรรค์ ท่านชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวและบำเพ็ญสมณธรรมให้สมควรเถิด อย่าพาภริยานี้เที่ยวไปเลย ภริยานี้จะทำอันตรายแก่ท่าน

พระมหาชนกจึงหันมาตรัสบอกพระเทวีว่า ต่อไปเราอย่าร่วมทางกันให้เป็นที่ติเตียนอีกเลย เราไม่ได้เป็นสวามีของเธอ และเธอก็ไม่เป็นมเหสีของเราอีก เราจงเดินแยกทางกันเถิด

พระเทวีได้ฟังคำตัดขาดของพระสวามี ไม่อาจกลั้นความโศกาดูรได้ จึงทรงกรรแสงและสิ้นสติล้มลง พระมหาชนกก็เสด็จเข้าสู่ป่าไป

เมื่อฟื้นคืนสติมาแล้ว พระนางเจ้าสีวลีก็เสด็จกลับพระนคร อภิเษกทีฆาวุกุมารขึ้นเป็นพระราชา แล้วโปรดให้สร้างพระเจดีย์หลายองค์ ในตำบลที่พระมหาชนกตรัสกับช่างศร ตรัสกับกุมารี และตรัสกับดาบสทั้งสอง และจัดหาของหอมมาบูชา แล้วพระนางก็ถือบวชอยู่ในอุทยานหลวงอยู่จนสิ้นพระชนม์

[ อุทิจจพราหมณ์ มาเกิดเป็น พระกัสสปะ
นางมณีเมขลา มาเกิดเป็น พระอุบลวรรณาเถรี
นารทดาบส มาเกิดเป็น พระสารีบุตร
มิคาชินดาบส มาเกิดเป็น พระโมคคัลลานะ
นางกุมาริกา มาเกิดเป็น พระเขมาเถรี
ช่างศร มาเกิดเป็น พระอานนท์
สีวลีเทวี มาเกิดเป็น พระนางพิมพา
ทีฆาวุกุมาร มาเกิดเป็น พระราหุล
พระมหาชนก มาเกิดเป็น พระสมณโคตมพุทธเจ้า ]
หน้าก่อนหน้าหน้าถัดไป










ค้นหา

พจนานุกรม

eXTReMe Tracker