ถอดถอนคำสาปที่กรุงชิง

          ..จังหวัดภูเก็ต..

หลังจากที่ผมมาฝึกกรรมฐานฤทธิ์ทางใจและญาณ ๘ กับอาจารย์ไก่ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2546...

“เดือนหน้า ผมมีเรื่องจะบอกให้ทุกคน ได้เตรียมตัวเอาไว้ ผมจะพาพวกคุณไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อทำพิธีถอดถอนคำสาปที่กรุงชิง เพราะเราเคยไปฝังพวกเขาไว้เมื่อหลายชาติก่อน”

          อาจารย์ไก่เปรยถึง พิธีกรรมที่จะต้องทำนอกสถานที่ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2547 ก่อนจะปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกันไปผ่อนคลายอิริยาบถตามอัธยาศัย ระหว่างนั้นหลายคนได้ล้อมวง เข้ามาถามถึงอดีตชาติของตนจากผมด้วยความสนใจ

          เริ่มจากครอบครัวพี่อ้วน ซึ่งประกอบด้วยแอ๊ดลูกสาวและแฟร์หลานชาย

          ภาพที่ปรากฏในจิตของผม คือขบวนแถวของผู้คนหลายหมื่นคน กำลังทยอยเข้าไปในหุบเขาเขียวทึบแห่งหนึ่ง ซึ่งทั้งสองด้านขนาบด้วยทหารผู้คุม คอยคุ้มกันไม่ให้พวกคนเหล่านั้นหลบหนี

          กลุ่มคนที่เดินเข้าแถวเรียงหนึ่ง ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนทั้งมือและข้อเท้า ทำให้ผมเข้าใจว่าพวกเขา คือเชลยนั่นเอง !

          ในชาตินั้น … เด็กชายแฟร์ ” เป็นพลทหารคนหนึ่ง ซึ่งเดินทำหน้าที่ลาดตระเวณไม่ให้พวกเชลยหลบหนี ส่วน “ แอ๊ด ” เป็นหญิงชาวบ้านที่มามุงดู และช่วยเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลแทนทหารอีกแรง

ระหว่างพักกินอาหาร พลทหารแฟร์เกิดหมั่นไส้ ถีบจานข้าวของเชลยคนหนึ่ง จนหกเรี่ยราด พร้อมทั้งตะคอกใส่หน้าว่า

          “จักกินไปทำไมเล่า? เดี๋ยวพวกมึงก็ตายโหงแล้ว รีบเดินเข้าไปในถ้ำเร็ว ๆ ซะ จะชักช้าอยู่ใย”

          ส่วน “ พี่อ้วน ” เป็นเมียนายบ้าน กำลังปรารภกับผู้เป็นสามีว่า

“ไม่รู้จะมาฆ่าเถือแล่หนังกันทำไม ฝ่ายกบฏก็เป็นคน เขายอมแพ้แล้ว ก็น่าจะเลิกลาต่อกันนะพี่น่ะ”

เนื่องจากพี่อ้วนเธอห่วงที่ร้านว่า จะไม่มีคนขายของ ผมจึงให้ข้อเสนอแนะ ในการไปร่วมพิธีกรรมครั้งนี้ แก่ครอบครัวของพี่อ้วนว่า

          “ถ้าพี่อ้วนติดธุระ ไม่ต้องไปก็ได้ เพราะไม่มีศัตรูคู่จองเวรอะไรกับเขา ให้แฟร์กับแอ๊ดไปก็แล้วกัน”

          ตามด้วยครอบครัว “ จี้เง็กและนิด ” ซึ่งเป็นลูกชาย

          “เอ๊ะ ! จี้เง็กเป็นทหารผู้ชายรูปร่างกำยำ ขี่ม้าส่งข่าวมาแต่ไกล พอลงจากหลังม้าก็ประกาศราชโองการ ให้นำเชลยศึกพวกนี้ไปสำเร็จโทษในถ้ำ ส่วนนิดเป็นพลทหารเหมือนเจ้าแฟร์”

          ส่วน “ พี่อ๊อด ” หญิงวัยกลางคนมีครอบครัวแล้ว และ “ พี่อี๊ด ” หญิงม่ายร่างท้วม ใส่แว่นวัยสี่สิบต้นๆ ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ พอได้ยินเรื่องอดีตชาติของคนอื่น ต่างก็ขยับตัวเข้ามาถามว่า ตัวเองเป็นอะไรบ้าง ในชาติกรุงชิงด้วยความตื่นเต้น

          ในชาตินั้นพี่อ๊อดเป็นเมียของขุนศึกคนหนึ่ง เห็นด้วยกับการลงโทษต่อผู้ปราชัยว่า

          “ข้าเห็นว่าเป็นการสมควรแล้วล่ะ ที่พวกมันจะต้องถูกฝังทั้งเป็น คนทั่วไปจะได้กลัวเกรงต่ออาญาแผ่นดิน บ้านเมืองมีขื่อ มีแปมิใช่ใครจะลุกขึ้นมาทรยศได้ง่ายๆ จนแผ่นดินเกิดความเดือดร้อน ไปทุกหย่อมหญ้านานหลายปีเช่นนี้”

        “เอามันไปขัง ! เอามันไปขัง !”

ส่วนพี่อี๊ดเป็นเด็กหญิงผิวคล้ำ ร่างท้วมอายุประมาณ 10 ขวบ ชื่อ “ เอี๊ยด ” กำลังวิ่งตามดูพวกเชลยด้วยความสนุกสนานตามประสาเด็กๆ

          ระหว่างทางที่เดินไปปากถ้ำ…เด็กหญิงเอี๊ยดเห็นพวกทหารทำทารุณกรรมต่อพวกเชลยศึก ทั้งถูกตีถูกเตะอย่างไม่ปราณีปราศรัย จึงเกิดความสงสารและรู้สึกสำนึกผิดที่ตัวเองก็มีส่วนร่วมสนับสนุน กับการกระทำของพวกทหารเหล่านั้นด้วย

หลังจากปิดปากถ้ำ ขังฝ่ายตรงข้ามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนดึก เด็กหญิงเอี๊ยดก็กลับมายังปากถ้ำอีกครั้ง และพยายามจะเปิดฝาถ้ำ เพื่อต้องการช่วยคนทั้งหมดที่ถูกขังอยู่ข้างใน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ !

          จี้เง็กต้องการทดสอบเรื่องในอดีตชาติ ที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อครู่นี้ว่า จะตรงกันหรือไม่ เธอจึงไปสอบถามกับยิมที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ซึ่งก็ได้ความตรงกันว่า

          “พี่อี๊ดเป็นเด็กผู้หญิงผิวคล้ำ รูปร่างจุ้มปุ๊ก เอาเล็บข่วนตะกุยหน้าปากถ้ำ จนเล็บหลุด แต่ไม่ออกหรอก เนื่องจากมีใครบางคนฝังอาคมเอาไว้ อีกอย่างดินที่ถมปากทางเข้า ก็มากเกินกว่าเด็กผู้หญิงคนเดียว จะขนออกได้หมด”

          “เอ๊ะ ! วันที่เราไปแก้คำสาป มีพี่อ๊อดใส่ชุดขาวด้วยนี่ ผมเห็นพี่อ๊อดล้มลงก้นจ้ำเบ้า”

ผมเห็นภาพเหตุการณ์ล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้นกับพี่อี๊ดก่อน ขณะที่ผมนั่งหลับตา มองเรื่องราวในอดีตชาติ ของพี่อี๊ดยังไม่ทันจบ

          ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีเด็กหนุ่มอายุประมาณสามสิบต้นๆ ไว้ผมยาวปะบ่า รูปร่างท้วมสูงใหญ่ มากับ “โก้ไข่” (นามสมมุติ) ชายวัยกลางคน รูปร่างผอมเป็นกลุ่มสุดท้าย มาให้ผมดูเรื่องในอดีตชาติ ก่อนผมจะขอตัวเข้าห้องน้ำ

          “คุณป็อดเป็นหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย คุณน่ะเป็นผู้ชายที่เสียสละ ที่เห็นตอนนี้มีบึงน้ำ และมีผู้หญิงตบหน้าคุณด้วย ใครน่ะดูหน้าไม่ชัด? เอ๊ะ ! แป๊บเดียว ทำไม? คุณกลายเป็นศพลอยอืดไปแล้ว ส่วนโก้ไข่ผมไม่ดูให้นะ เพราะไม่อยากไป ผมจะดูให้เฉพาะคนที่กระตือรือร้น จะเข้าไปร่วมพิธีที่นครฯ กับอาจารย์ไก่เท่านั้น เพราะพวกคนเหล่านี้ เคยมีกรรมพัวพันกันมาก่อนที่กรุงชิง”

         ขณะที่อยู่ในห้องน้ำ ผมก็เห็นหน้าของ “ แอ๊ด ” (ผู้หญิงอีกคน) และ “ กิตติ” สองสามีภรรยา ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด ก่อนหน้านั้นคนทั้งสองได้เคยมาฝึกมโนมยิทธิกับอาจารย์ไก่ แต่ครั้งนี้ไม่ได้เข้ามาฝึกนั่งสมาธิด้วย ขากลับออกมาก็พบกับอาจารย์ไก่ กำลังนั่งดื่มน้ำพักเหนื่อยอยู่พอดี จึงถามให้แน่ใจเกี่ยวกับอดีตชาติของคนทั้งหมด

          “คนที่มานั่งสมาธิกันในวันนี้ ทุกคนเคยมีอดีตชาติเกี่ยวพันที่กรุงชิงกันทั้งนั้น ใช่มั้ยครับอาจารย์?”

          “การฝึกสมาธิรอบนี้ ทางหลวงพ่อฤาษีฯจะคัดเฉพาะคน ที่เกี่ยวข้องกับชาติกรุงชิงทั้งสิ้นครับ-คุณอ๋อย สังเกตว่า จะไม่มีคนหน้าใหม่ ๆ มาฝึกเลย”

          ใกล้ ๆ กัน เสียงของป้าต๋อง (นามสมมุติ) หญิงร่างท้วมวัยห้าสิบปี ที่มาพร้อมกับแม่ชีพา (นามสมมุติ) ซึ่งมีอายุอ่อนกว่าอีกฝ่ายประมาณสักรอบ กำลังช่วยสอนสมาธิแทนอาจารย์ไก่ ดังแว่วมาเรื่อยๆ

เป็นเวลาเดียวที่ผมนั่งพักผ่อนอยู่หน้าระเบียงบ้านของคุณน้อย ยังไม่ทันได้นั่งหลับตากำหนดจิต ก็เกิดภาพขึ้นในใจให้เห็นอีกครั้ง

          ในชาตินั้นป้าต๋องเป็นแม่ทัพนามว่า “ณรงค์เวทย์” มีแม่ชีพาเป็นลูกน้องทหารคนสนิท กำลังปรึกษาหารือเรื่องการศึกสงครามอย่างเคร่งเครียด กับเล็กซึ่งเป็นแม่ทัพเช่นกัน ระหว่างนั้นมีเสียงหัวเราะร่วนของผู้หญิงดังขึ้นอย่างสะใจ รู้แต่ว่าเป็นเสียงของคุณน้อยลอยตามลมมา

          “โทษฐานที่มันเป็นกบฏต่อแผ่นดินเยี่ยงนี้ ถ้าจะให้เนรเทศออกจากนคร เห็นจะไม่เป็นการดีแน่ ดุจปล่อยพยัคฆาเข้าพงไพร ปล่อยจระเข้ลงวารี มันย่อมจะกลับมาทำร้ายเราได้ภายหลัง มาตรว่าจะสับมันเป็นร้อยชิ้นเป็นพัน ก็ยังไม่สาสมกับโทษที่มันก่อขึ้น ข้าคนหนึ่งล่ะที่ไม่เห็นด้วย”

          เล็กซึ่งเป็นขุนพลอนันตลักษณ์คัดค้าน เรื่องการยกโทษฝ่ายศัตรูอย่างหัวชนฝา ชาติที่แล้วเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนอย่างไร มาชาติปัจจุบันก็ยังมีนิสัยวู่วามเช่นนั้น

          หลังกลับจากการนั่งสมาธิที่บ้านคุณน้อยคืนนั้น  ผมก็มานั่งสมาธิที่บ้านตัวเองต่อ  เพื่อต้องการหารายละเอียดอดีตชาติของแต่ละคนเพิ่มเติมอีก

ด้วยความเงียบสงบในเวลาก่อนเที่ยงคืน  ขณะที่ทุกคนในครอบครัวหลับหมดแล้ว   ผมจึงกำหนดจิตเป็นสมาธิ  อาศัย       อตีตังสญาณด้วยความคล่องแคล่ว ทูลถามพระพุทธองค์ ถึงเรื่องในอดีตชาติของกรุงชิงว่า เป็นอย่างไรบ้าง

ภาพแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จึงปรากฏในมโนทวารชัดเจน กว่าครั้งที่ฝึกบ้านคุณน้อยเมื่อตอนหัวค่ำ

          ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย มีหัวเมืองปักษ์ใต้อยู่บริเวณตำบลกรุงชิง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเจ้าเมืองปกครองด้วยความสงบร่มเย็น ต่อมาหัวหน้ากบฎชื่อ “มเหศวร” ได้ก่อการยึดครองเมืองเป็นผลสำเร็จ

          ชาตินั้นแอ๊ดและกิตติเป็นคู่รักกัน แอ๊ดเป็น “เจ้าหญิงอรัญญานี” ส่วนกิตติเป็นทหารราชองค์รักษ์  ประจำตัวองค์หญิงนาม “กฤษณะ” ได้ถูกมเหศวรลอบสังหารจนเสียชีวิต มเหศวรหลงรักเจ้าหญิงอรัญญานีมานาน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะเอาชนะใจองค์หญิงให้ได้ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววจะทำได้สำเร็จ !

          สำหรับป็อดในชาตินั้น เป็นหนุ่มน้อยรูปร่างผอมบางกว่าชาตินี้มากชื่อ “ปัญจะ” หลงรัก “ราตรี” นางสนมของเจ้าเมือง ซึ่งก็คือ เพ็ญในชาตินี้

ภาพที่เห็นในจิตขณะนั้น นางสนมราตรีกำลังทำอะไรบางอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ แถวบึงน้ำแห่งหนึ่ง ใกล้ ๆ กับหุบเขาที่ดูสูงทึบ แต่เขียวชะอุ่มไปด้วยแมกไม้

หลังจากที่นางสนมราตรีได้บอกที่ซ่อนตัวของพวกมเหศวร ให้แก่ฝ่ายตรงข้ามทราบแล้ว เธอเองก็กลัวความผิดจะมาถึงตัว เพราะก่อนหน้านั้นหญิงสาวได้เอาใจออกห่าง แล้วทำตัวเข้าไปฝักใฝ่กับฝ่ายกบฎแทน วิธีที่จะเอาตัวรอดจากราชภัย ก็คือ โรยยาพิษลงไปในบึงแห่งนี้โดยไม่ให้ฝ่ายกษัตริย์ภูสิยะรู้

          “ทำไม นางชั่วช้านัก นางทำได้อย่างไร นางไม่เคยคิดเลยรึว่า จะทำให้ผู้บริสุทธิ์ตายหมดทั้งเมือง ทั้งเด็กเล็กและผู้หญิงเสียแรงที่ข้ารักนาง”

          เพี้ยะ !

หน้าปัญจะถูกแรงกระทบ จากฝ่ามือของหญิงที่ตนหลงรัก จนเห็นเป็นรอยปื้นแดง

          “มันมิใช่กิจอันใดของเจ้า อย่ามายุ่งกับข้าเลยดีกว่า ในเมื่อเจ้าช่วยข้าไม่ได้ ก็จงได้สงบปากคำเอาไว้ ข้าเห็นทีจะต้องหนีไปก่อนล่ะ ภัยมาทุกย่างแล้ว ข้าไม่อาจทนนิ่งอยู่รอรับโทษได้ดอก”

          หญิงที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวผละจากไป โดยไม่คำนึงถึงชีวิตที่ต้องมีอันดับสูญ หากเผลอไปดื่มน้ำในบึงนั้นเข้า

          น้ำในบึงก่อนหน้านี้นิ่งสงบอย่างไร ตอนนี้ก็มีสภาพไม่แตกต่างมากนัก นอกจากชายหนุ่มแล้ว ก็ไม่มีใครล่วงรู้ว่า ในน้ำนั้นมียาพิษเจือปนอยู่ ปัญจะจึงตัดสินใจกระโดด ลงไปดื่มกินน้ำในบึงจนตัวตาย เพื่อต้องการให้ศพของตนลอยขึ้นมา เพื่อแสดงให้คนที่มาพบภายหลังทราบว่า ในน้ำนี้มียาพิษ ห้ามดื่มกินเด็ดขาด

          สำหรับเสียงหัวเราะที่แว่วมา แรกรู้สึกนั้นเข้าใจว่า ต้องเป็นเสียงคุณน้อยแน่ จึงทูลถามพระพุทธองค์ว่า เธอเป็นใครในชาติกรุงชิง

คุณน้อยเป็นพระนางทิพยวดี  มีศักดิ์เป็นพระน้านางของพระเจ้าภูสิยะ ในชาตินั้นเธอผอมแกร็น ผมขาวโพลนทั้งศรีษะ เธอเคยระแคะระคายการก่อกบฏของฝ่ายมเหศวรมาก่อน จึงได้เตือนเรื่องนี้ให้ผู้เป็นเจ้าเมืองทราบไว้ก่อนล่วงหน้า

          “น้าเคยบอกภูสิยะแล้วใช่มั้ยว่า? ไอ้มเหศวรมันคิดการณ์ใหญ่ ถ้าเราตัดไม้ตั้งแต่ต้นลมครั้งนั้น กษัตริย์เมืองพี่เมืองน้องคงไม่ต้องลำบาก ยกไพร่พลมารบชิงเมือง และชาวประชาคงจะไม่ล้มตาย จนเลือดนองแผ่นดินอย่างนี้ แต่พระองค์ก็ไม่ยอมเชื่อ นี่ถ้าหากจับตัวมันได้ จะให้ชำระความมันเยี่ยงไรกันดี?”

          อุปนิสัยของพระนางทิพยวดีเป็นคนเฉียบขาด ไม่มีพระทัยโลเล เหมือนพระเจ้าภูสิยะ เมื่อเห็นแล้วว่าฝ่ายตนได้เปรียบในการศึกครั้งนี้ เธอจึงขอความเห็นจากที่ประชุม

                   “ข้าพระองค์เห็นว่า  ฆ่ามันดีที่สุดพะยะค่ะ”

        “โทษตายเหมาะกับมันมากที่สุด”

        “ประหารพะยะค่ะ”

        “ประหาร” 

“ประหาร”

เสียงส่วนใหญ่เห็นตรงกัน ที่จะสำเร็จโทษฝ่ายตรงข้าม คือการฆ่าเสียให้ตาย

               “เกล้ากระหม่อมเห็นว่า ควรตายสถานเดียวพะยะค่ะ”

          เกรียง -หนึ่งผู้มาฝึกปฏิบัติธรรมในคืนนั้น  เขาคือ ‘ขุนพลยศราช’ ซึ่งปกติเป็นคนชอบสงบปากสงบคำ ไม่ค่อยพูดมาก สรุปเป็นคนสุดท้าย

          “ข้าพระองค์เห็นควรเว้นโทษตายให้มัน จับมันตัดมือตัดเท้าให้พิการ แล้วเนรเทศไปยังชายแดน เพราะถึงอย่างไรท่านอำมาตย์มหินทร ก็เข้าข้างฝ่ายเราตลอด ไม่ได้เห็นดีตามลูกชายไปด้วย ข้าพระองค์ย่อมรู้ว่า …หัวอกของพ่อ ที่ต้องสูญเสียลูกนั้นทุกข์ใหญ่เพียงใด”

แม่ทัพณรงค์เวทย์ (ป้าต๋อง) เป็นคนคัดค้าน เนื่องจากต้องสูญเสียลูกชายตัวเอง ไปในการศึกเหมือนกัน จึงเข้าใจถึงความรู้สึกหัวอกของคนเป็นพ่อ แต่คนส่วนมากในที่นั้นไม่รับฟังเขา จนปัญญาที่จะช่วยชีวิตฝ่ายศัตรูให้รอดตายได้

          “ท่านลืมแล้วอย่างไรว่า ลูกชายของท่านตายเพราะใคร? ถ้าไม่ใช่พวกของมเหศวร แล้วทุกคนที่ตายด้วยน้ำมือมัน เขาเหล่านั้นก็มีญาติด้วยไม่ใช่หรือ เสียใจไม่เป็นหรืออย่างไร ข้าไม่ยอม มันสมควรตายสถานเดียว ถ้ามันไม่ตาย ข้าคงไม่สบายใจ ที่ไม่สามารถแก้แค้น สนองกรรมชั่วเอาคืนให้แก่ผู้ที่ตายแล้วได้”

          ใครคนหนึ่งแอบฟังการสนทนาในท้องพระโรง เขาคนนั้น คือ ‘อำมาตย์มหินทร’ พ่อของมเหศวรหัวหน้ากบฏ กังวลใจที่ลูกชายตัวเองกำลังจะถูกจับตัวในไม่ช้า เนื่องจากเหตุการณ์ขณะนั้นกองทัพจากหลายหัวเมือง ได้ยกมาช่วยประชิดเมืองของพระเจ้าภูสิยะเรียบร้อยแล้ว ด้วยกำลังไพร่พลที่มากกว่า สามารถตีกองทัพของมเหศวรให้ถอยไปติดเขาลูกหนึ่ง ทราบข่าวจากม้าเร็วมาว่า มเหศวรกำลังจะพ่ายแพ้เร็วๆ นี้ จึงทำให้มหาอำมาตย์ใหญ่ตรงรี่เข้าไปขอชีวิตของลูกชาย จากเหล่ากษัตริย์ยี่สิบสี่หัวเมือง อย่างไม่เกรงภัยต่อกบฏแผ่นดิน

          “โปรดยกโทษลูกชายหม่อมฉันด้วยเถิดพะยะค่ะ ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็มีลูกชายคนเดียวไว้สืบสกุล เอาชีวิตหม่อมฉันไปแทนเถิดพะยะค่ะ หม่อมฉันผิดเอง ที่สั่งสอนเขาไม่ดี จนเขาคิดล้มราชบัลลังก์ของพระองค์ได้เพียงนี้”

          อำมาตย์ผู้สูงวัยก้มลงกราบประหลักๆ หวังขอความเมตตาจากทุกคน เขาหลั่งน้ำตากลั้นเสียงสะอื้น ด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนร้าวราน

                  “น้ำตาของคนผู้เดียว เปรียบไม่ได้น้ำตาของคนทั้งหล้า ที่จักต้องมาหลั่ง ให้กับความตายของมันคนผู้เดียว”

          ขุนศึกอนันตลักษณ์ (เล็ก) ยังยืนยันความคิดเดิม ที่จะไม่ยกโทษแก่มเหศวร ตามมติส่วนใหญ่ของคนในที่ประชุม

          “ข้าเข้าใจหัวอกของผู้เป็นพ่อ ในเมื่อเรื่องเลยเถิดมาถึงขั้นนี้ ขอให้ท่านทำใจเสียเถิด เพราะโทษกบฏยากจะทูลขอผ่อนผันให้เบาบางได้”

          แม่ทัพณรงค์เวทย์พร้อมลูกน้อง ยื่นมือเข้ามาตบไหล่อำมาตย์ชราเบา ๆ ในทำนองปลอบโยน ทั้งๆ ที่เขาเองก็ยังคุกเข่า ร่ำไห้ถึงความสูญเสียลูกชายที่จะตามมาในอนาคต เช่นเดียวกับม่านน้ำตาที่บดบัง ภาพตรงหน้าที่เขามองเห็นจนหมดสิ้น

          ผมตั้งข้อสงสัยตั้งแต่ต้นแล้วว่า ทำไมทุกคนที่ฝึกสมาธิที่บ้านคุณน้อยในคืนนี้ ต่างมุ่งหวังที่จะทำลายล้างชีวิตของฝ่ายมเหศวรเป็นส่วนใหญ่ มีผมเป็นเพียงคนเดียวที่สงสารเขาจับจิตจับใจ เพราะผมคือ“ อำมาตย์มหินทร ” พ่อบังเกิดเกล้าของเขานั่นเอง!

          เป็นที่น่าสังเกตว่า ภาพต่างๆ ที่เห็นชัดวันนี้ ไม่เหมือนกับกระบวนการคิด ที่ต้องรอให้สมองสั่งการจึงจะเข้าใจได้ เพียงแต่ผมทูลถามพระพุทธองค์ในเรื่องอดีตชาติ ครู่เดียวก็บังเกิดภาพปรากฏในใจทันทีอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งผิดกับการสร้างเรื่องราวในงานเขียนของผม ที่ต้องใช้ความคิดและจินตนาการประกอบกันเป็นเวลานานหลายครั้งหลายครา กว่าจะสำเร็จเห็นเป็นภาพร่างสมบูรณ์แบบในใจ

**************************************

ครึ่งเช้าของอีกวัน… อาจารย์ไก่ยังคงทำธุระที่ภูเก็ต ผมเองก็นั่งสมาธิ เพื่อดูเรื่องราวในชาติกรุงชิงต่อว่า อาจารย์ไก่เกี่ยวข้อง อย่างไรบ้าง

          ภาพที่เกิดจากเงามืด ค่อยๆ ก่อตัวปะติดปะต่อเป็นเรื่องราว

          อาจารย์ไก่อยู่ในร่างของพราหมณ์แก่ ๆ ถือไม้เท้าหลังงองุ้ม กำลังร่ายมนตรา ข้าง ๆ มีผู้หญิงแก่ ๆ หน้าตาน่าเกลียด   น่ากลัวในชุดสีดำคลุมตลอดร่าง กำลังช่วยอาจารย์ไก่อีกแรง แสดงตนว่า มีความสามารถทางด้านไสยเวทย์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

          พราหมณ์คนนั้นคือ อาจารย์ไก่

“ผมนี่แหละที่เป็นคนปิดถ้ำ” อาจารย์ไก่บอกแก่ผมภายหลัง ตามด้วยน้ำเสียงหัวเราะ อย่างคนอารมณ์ดีเป็นนิจ

          หลังจากนั้นผมก็ถือโอกาสทูลถามพระพุทธองค์ ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไปทำพิธีปลดปล่อยคำสาปที่นั่น

          ผมเห็นภาพอาจารย์ไก่กำลังกระอักเลือดสด ๆ ออกจากปาก จนหน้าอกเสื้อเปื้อนไปด้วยคราบสีแดงฉาน และบริเวณรอบด้านมีประกายเพลิงและแสงพลุ ที่เกิดจากการต่อสู้ทั้งของฝ่ายเราและฝ่ายตรงข้ามเต็มไปหมด

          แต่ผมไม่กล้าเล่าเรื่องอันตราย ที่กำลังจะเกิดขึ้นให้แก่ผู้มาปฏิบัติธรรมชุดเมื่อวานฟัง เกรงว่าทุกคนจะเกิดความหวาดกลัว ถึงกับไม่ยอมไปแก้กรรมของตัวเอง ที่เคยก่อไว้กับฝ่ายกบฏในชาติกรุงชิง

          ก่อนกลับยิมได้พาครอบครัว นำโดยคุณวันชายวัยสี่สิบปีท่าทางภูมิฐาน ซึ่งเป็นพ่อของเขา พร้อมแม่ พี่สาวอายุประมาณ 21 –23 ปี และน้องชายวัยรุ่นจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ฝึกสมาธิร่วมกับพวกเราตั้งแต่เมื่อคืน เข้ามาสอบถามถึงรายละเอียดของพิธีกรรมจากอาจารย์ไก่ ที่คุณวันจะต้องเตรียมเอาไว้ในเดือน กรกฎาคม (2546)

          “พี่อ๋อยช่วยดูอดีตชาติ ให้พี่สาวและน้องชายให้ผมหน่อยซิครับ” ยิมขอร้องผม

          ด้วยความอยากรู้ ดูให้ครบทุกคนในครอบครัวของยิมว่า เคยเกี่ยวข้องพัวพันอย่างไรกันบ้าง ผมจึงทูลถามพระพุทธองค์

          “พ่อของยิมเป็นเจ้าเมืองชื่อ “ภูสิยะ” แม่ของยิมเป็นมเหสีชื่อ “ศรีชัยวรรณา” ส่วนน้องชายเธอเกิดตอนหลังศึกสงบแล้ว พี่สาวของเธอ เคยเป็นนางข้าหลวงคนใกล้ชิดของมเหสี ด้วยกรรมที่เคยผูกรักสมัครใคร่ จึงได้ตามมาเกิดในชาตินี้อีก ยิมเธอเป็นเจ้าชายรุ่นกระทงชื่อ “ทศพล” มารู้อีกที เมืองก็โดนมเหศวรยึดไปแล้ว เพราะตอนนั้นเธอไปศึกษาศิลปวิทยาที่อีกเมืองหนึ่ง ด้วยความแค้นใจที่เมืองของพระบิดาถูกยึด จึงเข้าร่วมรบกับพวกลุงพวกอา ที่มาจากต่างหัวเมืองต่าง ๆ เคียงบ่าเคียงไหล่อย่างห้าวหาญ”

          เมื่อทุกคนพอรับทราบคร่าวๆ ว่า อดีตตัวเองเป็นอย่างไรในชาติของกรุงชิง ต่างก็ยุติเรื่องเอาไว้เพียงแค่นี้ ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามวิถีทางการดำเนินชีวิตของตนเอง ซึ่งรวมทั้งผมด้วย

          และต้องรอวันเวลาไปนครศรีธรรมราช ที่กำหนดแน่นอนโดยอาจารย์ไก่อีกครั้ง

****************************************

เย็นวันหนึ่ง …ผมเดินไปทางร้านตัดผม ริมถนนใหญ่หน้าปากซอยเสาเข็ม ซึ่งเป็นเจ้าประจำของผม ใกล้ ๆ กันนั้น มีร้านตัดผ้าเพิ่งจะย้ายมาใหม่ เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงร่างท้วม อายุประมาณห้าสิบต้นๆ ท่าทางใจดี เลี้ยงสุนัขพุดเดิ้ลตัวเมียสีน้ำตาลไว้ตัวหนึ่ง พอผมผ่านมา มันก็วิ่งตรงดิ่งเข้าหา เหมือนคนรู้จักคุ้นเคย

          “จูดี้กลับมาบ้านเร็ว อย่าไปยุ่งกับเขา”

เจ้าของสุนัขส่งเสียงเตือน มันก็ไม่ฟัง กลับวิ่งเข้ามาเคล้าแข้งเคลียขาผมด้วยความดีใจ ด้วยความที่ผมชอบสุนัขพันธุ์นี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงยกตัวมันขึ้นอุ้มแนบอก น้ำตาพาลไหลพรากขึ้นมาเฉยๆ เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงภาพ ให้เห็นในจิตตัวเองทันที จึงรับทราบกรรมสัมพันธ์ระหว่างมันกับผม ซึ่งเคยเกี่ยวโยงกันในอดีตชาติที่กรุงชิง

          ชาตินั้นจูดี้เป็นทหารคนสนิทของอำมาตย์มหินทร คอยรับใช้เขาอย่างใกล้ชิด บางครั้งก็ต้องฆ่าคนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดปากไม่ให้เรื่องราวที่เป็นความลับ ถูกซัดทอดมายังผู้เป็นนาย

“เจ้าทำนอกเหนือคำสั่งข้า ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า? สั่งสอนให้มันหลาบจำก็พอ ไม่ใช่เอากันถึงเลือดตกยางออก บาปกรรมโดยแท้”

          “มันผู้นั้นล่วงรู้ความลับของนายน้อย (มเหศว) มากเกินไปขอรับนายท่าน หากปล่อยไว้คงทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าภูสิยะเข้าสักวันหนึ่ง เสี้ยนหนามหากไม่บ่งออก นานไปมันก็จะบวมเป่งอักเสบ จนกลายเป็นแผลใหญ่ได้นะขอรับนายท่าน”

          “แต่ก็นั่นแหละ การที่มันถูกฆ่าตายอย่างนี้ ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ลูกข้าคิดล้มล้างราชบัลลังก์ของพระองค์ เจ้าจะคิดอ่านประการใด ก็เร่งทำเถิด ก่อนที่ข้าจะติดร่างแหร่วมไปกับเจ้าด้วย”

          อำมาตย์มหินทรแสดงอาการอึดอัดใจ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หนึ่งก็กษัตริย์ที่ตัวเองให้ความจงรักภักดี อีกหนึ่งก็มเหศวรบุตรชายเลือดในอกที่รักยิ่ง ตอนแรกกะว่าจะลงโทษลูกน้อง แต่เมื่อฟังคำชี้แจงของอีกฝ่าย จำต้องเห็นดีเห็นงามไปกับเหตุผลของเขาโดยไม่มีทางโต้แย้ง

          ผมนึกถึงกรรมของตัวเองที่สั่งให้อีกฝ่ายทำ มองดูจูดี้ที่จะพยายามเลียหน้าผมด้วยความสิเสน่หา เหมือนคนที่เคยรู้จักกัน แต่หายหน้าไปนาน พอได้พบหน้าย่อมจะตื่นเต้นดีใจเป็นธรรมดา

          “มันแปลกน่ะ ! คุณ ปกติจูดี้มันจะไม่เข้าไปทักใครเลย หยุดได้แล้วลูก-จูดี้ ดูซิเสื้อคุณติดขนมันหมดแล้ว”

          พี่นิ่มผู้เป็นเจ้าของมัน ซึ่งผมมารู้จักภายหลัง เอ่ยด้วยความแปลกใจ ระหว่างนั้นผมก็ปล่อยให้มันลง จูดี้ยังคงกระดิกหางและวิ่งตามหลังผมมา เหมือนอาลัยอาวรณ์ต่อผมที่กำลังเดินจากไป

          “เพราะข้าเป็นนายไม่ดีเอง จึงทำให้เจ้าเป็นอย่างนี้ กลับไปอยู่กับนายใหม่ของเจ้าเถอะ แล้วข้าจะหมั่นกลับมาเยี่ยมเจ้าบ่อยๆ นะ”

          จูดี้เท้ารับคำมองผมตาแป๋ว เหมือนฟังคำสั่งของผมออก แล้ววิ่งกลับไปหาเจ้าของตามเดิม

ขณะที่เดินกลับบ้าน น้ำตาผมคลอเบ้า นึกโทษตัวเอง ที่เป็นเหตุให้ลูกน้องของตนในอดีตชาติ ต้องกลับมาเกิดเป็นเดรัจฉาน ด้วยเศษกรรมของการฆ่าผู้อื่น

          “ไม่มีใครสามารถบันดาลกรรมดีหรือกรรมชั่วให้ใครได้ นอกจากตัวผู้นั้นเอง เธออย่าเสียใจไปเลย มีหลายเรื่องที่เขาไปทำผิดศีลเอง แต่เธอก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็น หากเขาจะชั่วก็ชั่วด้วยตัวของเขาเอง หากเขาจะดีก็ดีด้วยตัวของเขาเอง กรรมนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล”

          พระสุรเสียงอันอ่อนโยนของพระพุทธเจ้า ทรงปลอบให้ผมหายจากความโศกเศร้ū