พระคุณหลวงปู่ชัยยะ วงศาพัฒนา
(พระครูพัฒนากิจจานุรักษ์)
**********************************

ชาติภูมิ
          นามเดิม วงศ์หรือชัยวงศ์ นามสกุล ต๊ะแหนม เกิดที่ ตำบลหันก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เกิดเมื่อ วันอังคาร เดือน ๗ (เหนือ) แรม ๒ ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๕๖ เวลา ๒๔.๑๕ นาฬิกา โยมบิดาชื่อ น้อย จันต๊ะ (ถึงแก่กรรม เมื่ออายุ ๔๔ ปี) โยมมารดาชื่อ บัวแก้ว (ถึงแก่กรรม เมื่ออายุ ๗๘ ปี) จำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๘ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ มีน้องต่างบิดาอีก ๑ คน รวมเป็น ๙ คน ดังนี้
          ๑. เด็กหญิงคำเอื้อย ปัจจุบัน ถึงแก่กรรม
          ๒. เด็กชายก่องคำ ปัจจุบัน ถึงแก่กรรม
          ๓. เด็กชายวงศ์ ปัจจุบัน หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา (ถึงแก่มรณภาพ)
          ๔. เด็กชายคำตั๋ว ปัจจุบัน นายคำตั๋ว
          ๕. เด็กหญิงบัวผัน ปัจจุบัน ถึงแก่กรรม
          ๖. เด็กหญิงบัวใย ปัจจุบัน ถึงแก่กรรม
          ๗. เด็กหญิงเฮือนมูล ปัจจุบัน ถึงแก่กรรม
          ๘. เด็กชายอินปั๋น ปัจจุบัน ถึงแก่กรรม
          ๙. เด็กชายหมอก ปัจจุบัน นายหมอก (เคยอุปสมบทกับหลวงปู่)

ชิวิตในวัยเด็ก
          หลวงพ่อเกิดในตระกูลชาวไร่ชาวนาที่ยากจน พ่อแม่ของท่านมีสมบัติติดตัวมาแค่นา ๓-๔ ไร่ ควาย ๒-๓ ตัว ทำนาได้ข้าวปีละ ๒๐-๓๐ หาบ ไม่พอกินเพราะต้องแบ่งไว้ทำพันธุ์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเอาไว้ใส่บาตรทำบุญบูชาพระ ส่วนที่เหลือจึงจะเก็บไว้กินเอง ต้องอาศัยขุยไผ่ขุยหลวกมาตำเอาเม็ดมาหุงแทนข้าวและอาศัยของในป่า รวมทั้งมันและกลอยเพื่อประทั้งชีวิต บางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อก็มี แม่ต้องไปขอญาติพี่น้องๆ เขาก็ไม่มีจะกินเหมือนกัน แม่ต้องกลับมามือเปล่าพร้อมน้ำตาบนใบหน้ามาถึงเรือน ลูกๆ ก็ร้องไห้เพราะหิวข้าว แม้ว่าครอบครัวของท่านต้องดิ้นรนต่อสู้กับความอดทนอยากแต่ก็ไม่ได้ละทิ้งเรื่องการทำบุญให้ทาน ข้าวที่แบ่งไว้ทำบุญ แม่จะแบ่งให้ลูกทุกคนๆ ละปั้นไปใส่บาตร บูชาพระพุทธทุกวันพระ
          โยมพ่อเคยสอนว่า "ตอนนี้พ่อแม่อด ลูกทุกคนก็อดแต่ลูกๆ ทุกคนอย่าท้อแท้ใจ ค่อยทำบุญ ไปเรื่อยๆ บุญมีภายหน้าก็จะสบาย" และโยมพ่อเคยพูดกับท่านว่า
          "ลูกเอ๋ยเราทุกข์ขนาดนี้เชียวหนอ ข้าวจะกินก็ไม่มี ต้องกินไปอย่างนี้ ค่อยอดค่อยกลั้นไปบุญมีก็ไม่ถึงกับอดตายหรอก ทรมานมานานแล้วถึงวันนี้ก็ยังไม่ตาย มันจะตายก็ตายไม่ตายก็แล้วไป ให้ลูกอดทนไปนะ ภายหน้าถ้าพ่อยังไม่ตายเสียก่อนก็ดีตายไปแล้วก็ดี บางทีลูกจะได้ "นั่งขดถวายหงายองค์ตีน (บวช)" กินข้าวดีๆ อร่อยๆ พ่อนี่จะอยู่ทันเห็นหรือไม่ทันก็ยังไม่รู้"

เป็นผู้มีความขยันและอดทน
          ในสมัยที่ท่านยังเล็กๆ อายุ ๓-๔ ขวบ ท่านมีโรคประจำตัวคือโรคลมสันนิบาต ลมเปี่ยวลม กัง ต้องนั่งทุกข์อยู่เป็นวันเป็นคืน เดินไปไกลก็ไม่ได้ วิ่งก็ไม่ได้เพราะลมเปี่ยว ตะคริวกินขากินน่อง เดินเร็วๆ ก็ไม่ได้ ต้องค่อยไปค่อยยั้ง เวลาอยู่บ้านต้องคอยเลี้ยงน้อง ตักน้ำติดไฟไว้คอยพ่อแม่ที่เข้าไปในป่าหาอาหาร
          ในช่วงที่ท่านมีอายุได้ ๕-๑๐ ขวบ ท่านต้องเป็นหลักในบรรดาพี่น้องทั้งหมดที่ต้องช่วยงานพ่อแม่มากที่สุด เวลาพ่อแม่ไปไร่ไปนาก็ไปด้วย เวลาพ่อแม่ไปหากลอบขุดมัน หาลูกไม้ในป่า ท่านก็ไปช่วยขุดช่วยหาบกลับบ้าน บางครั้งพ่อแม่หลงทางเพราะไปหากลายตามเนินดอยเนินเขากว่าจะหากลอยได้เต็มหาบก็ดึก ขากลับพ่อแม่จำทางไม่ได้ ท่านก็ช่วยพาพ่อแม่กลับบ้านจนได้
          ครั้นถึงหน้าฝน พ่อแม่ออกไปทำนา ท่านก็ติดตามไปช่วยทุกอย่าง พ่อปั้นคันนาท่านก็ช่วยพ่อ พ่อไถนาท่านก็คอยจูงควายให้พ่อ เวลาแม่ปลูกข้าวก็ช่วยแม่ปลูกจนเสร็จ
          เสร็จจากหน้าทำนา ท่านก็จะเผาไม้ในไร่เอาขี้เถ้า ไปขุดดินในถ้ำมาผสมทำดินปืนไปขายได้เงินซื้อข้าวและเกลือ บางครั้งก็ไปอยู่กับลุงน้อยเดชะรับจ้างเลี้ยงควายบางปีก็ได้ค่าแรงเป็นข้าว ๒-๓ หาบ บางปีก็เพียงแต่ขอกินข้าวกับลุงพอตุนท้องตุนไส้ไปวันๆ
          พอถึงเวลาข้าวออกรวง นกเขาจะลงกินข้าวในนา ท่านก็จะขอพ่อแม่ไปเฝ้าข้าวในนาตั้งแต่ เช้ามืดกว่าจะกลับก็ตะวันลับฟ้าไปแล้ว

เป็นผู้มีความกตัญญู
          หลวงพ่อมีความกตัญญูมาตั้งแต่เด็ก ท่านช่วยพ่อแม่ทำงานต่างๆ ทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ตั้งแต่อายุได้ประมาณ ๕ ขวบ ท่านก็ช่วยพ่อแม่เฝ้านาเลี้ยงน้องตลอดจนช่วยงานทุกอย่างของพ่อแม่ เมื่อเวลาที่พ่อแม่หาอาหารไม่ได้ ท่านก็จะไปรับจ้างชาวบ้านแถบบ้านก้อทำความสะอาดหรือช่วยเฝ้าไร่นา เพื่อแลกกับข้าวปลาอาหารมาให้พ่อแม่และน้องๆ กิน
          ในบางครั้ง อาหารที่ได้มาหรือที่พ่อแม่จัดหาให้ไม่เพียงพอกับคนในครอบครัว ด้วยความที่ท่านมีนิสัยเสียสละและไม่ต้องการให้พ่อแม่ต้องเจียดอาหารของท่านทั้งสอง ซึ่งมีน้อยอยู่แล้วออกมาให้ท่านอีก ท่านจึงได้บอกว่า "กินมาแล้ว" เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ แต่พอลับตาผู้อื่นหรือเมื่อผู้อื่นในบ้านหลับกันหมดแล้ว ท่านก็จะหลบไปดื่มน้ำหรือบางครั้งจะหลบไปหาใบไม้ที่พอจะกินได้มาเคี้ยวกินเพื่อประทังความหิวที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้เขียนได้รับฟังมาจากน้องของท่านว่า "หลวงพ่อเติบโตขึ้นมาโดยพ่อแม่เลี้ยงข้าวท่านไม่ถึง ๑๐ ถัง แต่ท่านในสมัยเป็นเด็กกลับหาเลี้ยงพ่อแม่มากกว่าที่พ่อแม่หาเลี้ยงท่าน"

ชอบลองใจ
          ปกติท่านมักจะหาเวลาว่างไปทำบุญช่วยเหลือการงานที่วัดก้อจอกซึ่งอยู่ใกล้บ้านเสมอ ครั้งหนึ่งท่านได้ชวนผู้เฒ่าคนหนึ่งซึ่งโดยปกติไม่ชอบไปวัดทำบุญแต่ชอบยิงนกตกปลาเป็นประจำและมักจะมีข้ออ้างเสมอเมื่อถูกชวนไปวัด คราวนี้แกก็ปฏิเสธเช่นเคย โดยอ้างว่าเท้าเจ็บไปไหนไม่ได้ ท่านอยากจะลองดูซิว่าเท้าแกเจ็บจริงหรือไม่ เมื่อท่านเดินออกไปได้สักระยะหนึ่งก็ทำเสียงอีเก้งร้อง เมื่อร้องครั้งแรก ผู้เฒ่าคนนั้นก็ยกหัวขึ้นมาดู (ขณะนั้นนอนทำเป็นป่วยอยู่) หันซ้ายหันขวามองตามเสียงอีเก้งร้อง
          เมื่อแกได้ยินเสียงร้องครั้งที่สอง ก็ลุกนั่งมีอาการอยากจะออกไปยิงอีเก้ง พอได้ยินเสียงร้องครั้งที่สามผู้เฒ่าทนไม่ไหวลุกขึ้นไปหยิบเอาปืนจะออกไปยิงอีเก้งตัวนี้เสียทันทีทันใด จนท่านเห็นแล้วต้องรีบวิ่งหนีเพราะกลัวจะโดนลูกหลง

มีนิสัยกล้าหาญ
          เมื่อท่านอายุได้ประมาณ ๑๐ ขวบ ท่านต้องออกไปเฝ้านาข้าว เพื่อคอยไล่นกที่จะมากินข้าวในนา ท่านต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตี ๔ ยังไม่สว่างนกยังไม่ตื่นออกหากิน การที่ท่านต้องออกไปไร่นาแต่เพียงลำพังคนเดียวเป็นประจำ ทำให้ลุงตาลซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของท่านอกสงสัยไม่ได้จนต้องเข้ามาถามท่าน
          ลุงตาล : มึงนี้เป็นผีเสือหรือไร แจ้งมากูก็เห็นมึงที่นี่ มึงไม่ได้นอนบ้านหรือ
          ด.ช.วงศ์ : เมื่อนกหนูนอนแล้ว ข้าจึงกลับไปบ้าน เช้ามืดไก่ขันหัวที ยังบ่แจ้ง นกยังบ่ลงบ่ตื่นข้าก็มาคนเดียว
          ลุงตาล : ไม่กลัวเสือ ไม่กลัวผีป่าหรือ?
          ด.ช.วงศ์ : ผีเสือมันก็รู้จักเรา มันไม่ทำอะไรเรา เราเทียวไปเทียวมา มันคงรู้ และเอ็นดูเรา บางวันตอนเช้าเราเห็นคนเดินไปข้างหน้าเราก็เดินตามก็ไม่ทัน จนถึงไร่มันก็หายไปเราก็เข้าใจว่ามันไปส่งเรา เราก็ไม่กลัว บางเช้าก็ได้ยินเสียงเสือร้องไปก่อนหน้า
          ลุงตาล : ไม่กลัวเสือหรือ ?
          ด.ช.วงศ์ : เราไม่กลัว มันเป็นสัตว์เราเป็นคน มันไม่รังแกเรา มันคงสงสารเรา ที่เป็นทุกข์ยาก มันคงจะมาอยู่เป็นเพื่อน เราจะไปจะมาก็ขอเทวดา ที่รักษาป่า ช่วยรักษาเรา เราจึงไม่กลัว
          ลุงตาล : มึงเก่งมาก กูจักทำตามมึง
          ด.ช.วงศ์ : เราไม่ได้ทำอะไรมัน มันก็ไม่ทำอะไรเรา มันไม่รังแกเรา เราคิดว่าคนที่ใจบาปไปเสาะหาเนื้อในป่า กินกวางกินเก้งกินปลา เสือก็ยังไม่กัดใครตายในป่าสักคน เวลาเราจะลงเรือน เราก็ขอให้บุญช่วยเรา
          ลุงตาล : มึงยังเด็ก อายุไม่ถึง ๑๐ ขวบ มืด ๆ ดึก ๆ ก็ไม่กลัวป่า ไม่กลัวเถื่อน ไม่กลัวผีป่า ผีพง ไม่กลัวช้าง กูยอมมึงแล้ว

มีปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์
          ขณะที่ท่านนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ในป่าคนเดียวตามลำพัง ท่านได้เปรียบเทียบชีวิตท่านกับสัตว์ป่า ทั้งหลายว่า "นกทั้งหลายต่างก็หากินไปไม่มีที่หยุดต่างก็เลี้ยงตัวเองไปตามประสามันก็ยังทนทานไปได้ ตัวเราค่อยอดค่อนทนไปก็ดีเหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายก็ทุกข์ยากอย่างเรา เราก็ทุกข์ยากอย่างเรา สัตว์ในโลกก็ทุกข์เหมือนกันทุกอย่าง เราไม่ควรจะเหนื่อยคร้าน ค่อยอดค่อยทนตามพ่อแม่นำพาไป"

เป็นผู้มีพรหมวิหารสี่
          หลวงพ่อมีความเมตตากรุณาและพรหมวิหารสี่มาแต่เยาว์วัยเยาว์วัยอย่างหาที่เปรียบมิได้ เพื่อนของหลวงพ่อตั้งแต่สมัยนั้นเล่าว่า เมื่อสมัยที่ท่านเป็นเด็กระหว่างทางไปหาของหรืออาหารป่า ทุกครั้งที่เห็นสัตว์ถูกกำดักของนายพราน ท่านจะปล่อยสัตว์เหล่านั้นให้มีอิสระภาพเสมอ แล้วจะหาสิ่งของมาทดแทนให้กับนายพราน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับชีวิตของมัน
ครั้งหนึ่งท่านเห็นตัวตุ่นถูกกำดักนายพรานติดอยู่ในโพรงไม้ไผ่ ด้วยความสงสารท่านจึงปล่อยตัวตุ่นนั้นไป แล้วหยิบหัวมันที่หามาได้จากในป่า ซึ่งตั้งใจไว้ว่าจะนำไปให้พ่อแม่และน้อง ๆ กิน ใส่เข้าไปในโพรงไม้นั้นแทน เพื่อเป็นการชดใช้แลกเปลี่ยนกับชีวิตของตัวตุ่นนั้น
          ต่อมามีอยู่วันหนึ่งท่านไปพบปลาดุกติดเบ็กของชาวบ้านที่นำมาปักไว้ที่ห้วยท่านเห็นมันดิ้นทุรนทุรายแล้วเกิดความสงสารเวทนาปลาดุกตัวนั้นมาก จึงปลดมันออกจากเบ็ดแล้วเอาหัวผักกาดที่ท่านทำงานแลกมา ซึ่งตั้งใจไว้ว่าจะนำไปให้พ่อแม่และน้อง ๆ กิน มาเกี่ยวไว้แทนเป็นการแลกเปลี่ยนชีวิตปลาดุกนั้น
หลวงพ่อได้เมตตาบอกถึงเหตุผลที่กระทำเช่นนั้นว่า ในเวลานั้นท่านมีความเวทนาสงสาร สัตว์เหล่านั้นจึงได้ช่วยชีวิตของมันไว้ ท่านมักจะสั่งสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า "ชีวิตของใคร ๆ ก็รักทั้งนั้น เราทุกคนควรจะเมตตาตนเอง และเมตตาผู้อื่นอยู่เสมอโลกนี้จะได้มีความสุข"
          ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ที่ไม่ชอบการผิดศีลมาตั้งแต่สมัยเด็ก เมื่อท่านเห็นว่าคนอื่นจะผิดศีล ข้อปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต) ก็รู้สึกสงสารทั้งผู้ทำปาณาตีบาตและผู้ถูกปาณาติบาต ซึ่งท่านไม่อยากเห็นพวกเขามีเวรมีกรรมกันต่อไป แต่ในขณะเดียวกันท่านก็ไม่ต้องการให้ตัวเองต้องผิดศีลโดยไปลักขโมยของผู้อื่น ซึ่งในเวลานั้นท่านไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ท่านจึงต้องหาสิ่งของมาตอบแทนให้กับเขา แต่ในบางครั้งก็ไม่มีสิ่งของมาแลกกับชีวิตของสัตว์เหล่านั้นเหมือนกัน แต่ท่านก็สามารถจะช่วยมันได้โดยปล่อยมันให้เป็นอิสระ แล้วท่านะนั่งรอนายพรานจนกว่าเขาจะมาและก็ขอเอาตัวเอง ชดใช้แทน ซึ่งท่านได้เล่าว่า บางคนก็ไม่ถือสาเอาความ แต่บางคนก็ให้ไปทำงานหรือทำความสะอาด ทดแทนกับที่ท่านไปปล่อยสัตว์ที่เขาดักไว้ แต่ไม่เคยมีใครทำร้ายทุบตีท่าน อาจจะมีบ้างก็เพียงแต่ว่ากล่าวตักเตือน
          ท่านได้พูดกับผู้เขียนว่า "แม้ว่าบางครั้งจะต้องทำงานหนักเพื่อใช้ชีวิตของสัตว์ที่ท่านได้ปล่อยไป แต่ท่านก็รู้สึกยินดีและปิติใจเป็นอันมากที่ได้ทำในสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ "

กินอาหารมังสวิรัติ
          เมื่อท่านอายุได้ ๑๒ ปี ท่านได้พบเหตุการณ์สำคัญที่ทำไม่อยากจะกินเนื้อสัตว์นั้นเลยนับแต่นั้นมา กล่าวคือ มีครั้งหนึ่งท่านได้เห็นพญากวางใหญ่ถูกนายพรานยิง แทนที่พญากวางตัวนั้นจะร้องเป็นเสียงสัตว์มันกลับร้องโอย โอย ๆ ๆ ๆ เหมือนเสียงคนร้อง แล้วสิ้นใจตายในที่สุด และเมื่อท่านไปอยู่กับครูบาชัยลังก๋าซึ่งไม่ฉันเนื้อสัตว์ หลวงพ่อจึงงดเว้นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ตั้งแต่นั้นมา อีกประการหนึ่ง
          อาจเป็นด้วยบุญบารมีที่ท่านได้สร้างสมมาแต่อดีตชาติ ประกอบกับได้เห็นความทุกข์ยากของสัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกทำร้าย จึงทำให้ท่านเกิดความสลดใจอยู่เสมอ ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานถึงคุณพระศรีรัตนตรัยตั้งแต่นั้นมาว่า "จะไม่ขอเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์และจะไม่ขอกินเนื้อสัตว์อีกต่อไป" ท่านไม่เมตตาสอนว่า "สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมรักและหวงแหนชีวิตของมันเอง เราทุกคนไม่ควรจะเบียดเบียนมัน มันจะได้อยู่อย่างเป็นสุข" และท่านยังพูดเสมอว่า "ท่านต้องการให้ศีลของท่านบริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ "
          สัตว์ทุกตัวมันก็รักชีวิตของมันเหมือนกัน เมื่อเราฆ่ามันตายเพื่อกินเนื้อมัน จิตของมันไปที่สำนักพญายม ก็จะฟ้องร้องว่าคนนั้นฆ่ามันตาย คนนี้กินเนื้อของมัน ถึงแม้จะไม่ได้ฆ่า คนกินก็เป็นจำเลยด้วยก็ย่อมต้องได้รับโทษ แต่จะออกมาในรูปของการเจ็บไข้ได้ป่วยและความไม่สบายต่าง ๆ ซึ่งเจ้าตัวไม่รู้สึก เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

บรรพชาเป็นสามเณร
          เมื่อท่านอายุย่าง ๑๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๖๘) ด้วยผลบุญที่ท่านได้บำเพ็ญมาตั้งแต่ปางก่อนในอดีตชาติ และได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระสงฆ์ครูบาอาจารย์ในชาตินี้ จึงดลบันดาลให้ท่านมีความ เบื่อหน่ายต่อชีวิตทางโลก อันเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา แห่งนี้ ท่านจึงได้รบเร้าขอให้พ่อแม่ท่านไปบวช เพื่อท่านจะได้บำเพ็ญธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมือบิดามารดาได้ฟังก็เกิดความ ปิติยินดีเป็นยิ่งนัก
          ไม่นานหลังจากนั้น พ่อแม่ก็ได้นำท่านไปฝากกับหลวงอาท่านได้อยู่เป็นเด็กวัดกับหลวงอาได้ไม่นาน หลวงอาจึงนำท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์และบวชเณรกับครูบาชัยลังก๋า (ซึ่งเป็นธุดงค์กรรมฐานรุ่นพี่ของครูบาศรีชัย) ครูบาชัยลังก๋าได้ตั้งชื่อให้ท่านใหม่หลังจากเป็นสามเณรแล้วว่า "สามเณรชัย ลังก๋า" เช่นเดียวกับชื่อของครูบาชัยลังก๋า

มีความเคารพเชื่อฟัง
          ท่านเป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียรและเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ตลอดจนผู้สูงอายุ จึงทำให้ครูบาอาจารย์และผู้เฒ่าผู้แก่รักใคร่เอ็นดูมาก จนเป็นเหตุทำให้เพื่อนเณรบางคนพากันอิจฉาริษยา หาว่าท่านประจบครูบาอาจารย์ เมื่อใดที่ท่านอยู่ห่างจากครูบาอาจารย์เป็นต้องถูกรังแกเสมอ ทำให้การอยู่ปรนนิบัติติดตามครูบาอาจารย์เป็นไปอย่างไม่มีความสุข แต่ด้วยความเคารพกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ และต้องการที่จะปฏิบัติธรรมกรรมฐานเพื่อมรรคผลพระนิพพาน ท่านจึงได้ใช้ขันติและให้อภัยแก่พระเณรเหล่านั้น ที่ไม่รู้สัจจธรรมในเรื่องกฎแห่งกรรม ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ได้กล่าวไว้ว่า "ทำความดีได้ดี ทำความชั่วผลแห่งความชั่วย่อมตอบสนองผู้นั้น"

พบชายชราลึกลับ
          เพื่อนพระสงฆ์ที่เคยอยู่ร่วมกันกับท่านในสมัยเป็นเณรได้เล่าว่า "หลวงพ่อวงศ์เป็นผู้มีขันติและอภัยทานสูงส่งจริงๆ " ครั้งหนึ่งท่านเคยถูกเณรองค์อื่น (ซึ่งไม่ควรจะถือว่าเป็นพระหรือเณร) เอาน้ำรักทาไว้บนที่นอนของท่านในสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้า และเทียนก็หาได้ยาก ท่านจึงมองไม่เห็น เมื่อท่านนอนลงไป น้ำรักก็ได้กัดผิวหนังของท่านจนแสบจนคัน ท่านจึงได้เกาจนเป็นแผลไปทั้งตัว ไม่นานแผลเหล่านั้นก็ได้เน่าเปื่อยขึ้นมาจนทำให้ท่านได้รับทุกขเวทนามาก แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนดีมีธรรมะเมตตา ให้อโหสิกรรมกับผู้อื่น ท่านจึงใช้ขันติข่มความเจ็บปวดเหล่านั้นโดยไม่ปริปากหรือกล่าวโทษผู้ใด
          ทุกครั้งที่ครูบาอาจารย์ถาม ท่านก็ไม่ยอมที่จะกล่าวโทษใครเลย เพียงเรียนไปว่าขออภัยให้กับพวกคนเหล่านั้นเท่านั้นและขอยึดเอาคำของครูบาอาจารย์มาปฏิบัติ เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมกันต่อไปในอนาคต และเพื่อความหลุดพ้นจากวัฎสงสารแห่งนี้เข้าสู่นิพพาน ดังที่ครูบาอาจารย์ได้อบรมสั่งสอนมาด้วยความยากลำบาก ในการที่จะให้ลูกศิษย์ลูกหาเป็นคนดีและเป็นพระสงฆ์เนื้อนาบุญของ พุทธบริษัทต่อไป
          ด้วยผลบุญที่ท่านได้สั่งสมมาแต่อดีตถึงปัจจุบัน จึงดลบันดาลให้มีชายชราชาวขมุนำยามาให้ท่านกินให้ท่านทาเป็นเวลา ๓ คืน เมื่อท่านหายดีแล้ว ชายชราผู้นั้นก็ได้กลับมาหาท่านและได้พูดกับท่านว่า "เป็นผลบุญของเณรน้อยที่ได้สร้างสมมาแต่อดีตถึงปัจจุบันไว้ดีมากและมีความกตัญญูเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ครูบาอาจารย์ดีมากจึงทำให้แผลหายเร็ว ขอให้เณรน้อยจงหมั่นทำความดีปฏิบัติธรรมและเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ต่อไป อย่าได้ท้อถอยไม่ว่าจะมีมารมาขัดขวางอย่างไรก็ดี ขอเณรน้อยใช้ความดีชนะความไม่ดีทั้งหลายต่อไปในภายภาคหน้า สามเณรน้อยจะได้เป็นพระสงฆ์เนื้อนาบุญของพุทธบริษัทต่อไป"
          เมื่อชายชราผู้นั้นกล่าวจบแล้ว จึงได้เดินลงจากกุฏิที่ท่านพักอยู่ สามเณรชัยลังก๋านึกได้ยังไม่ได้ถามชื่อแซ่ของชายชราผู้มีพระคุณ จึงวิ่งตามลงมา แต่เดินหาเท่าไรก็ไม่พบชายชราผู้นั้น ท่านจึงได้สอบถามผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่พบเห็นชายชราเช่นนี้มาก่อนเลย นอกจากเห็นท่านนอนอยู่องค์เดียวในกุฏิ จากคำพูดของคนเหล่านี้ทำให้ท่านประหลาดใจมาก เพราะท่านได้พูดคุยกับชายชราผู้นั้นถึง ๓ คืน ทุกครั้งที่ชายชราผู้นี้มาทายา และทำยาให้ท่านกินเหตุการณ์นี้ ทำให้ท่านคิดว่าชายชราผู้นั้นถ้าไม่เป็นเทพแปลงกายมา ก็อาจจะเป็นผู้ทรงศีลที่บำเพ็ญอยู่ในป่าจนได้อภิญญา
          การกลั่นแกล้งจากพระเณรที่อิจฉาริษยายังไม่สิ้นสุดแค่นั้น บางครั้งเวลานอนก็ถูกเอาทราบกรอกปาก ถึงเวลานั้นก็ฉันไม่ได้มาก เพราะถูกพระเณรที่ไม่เชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษรังแกหรือหยิบอาหารของท่านไปกิน แต่ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีความอดทนและยึดมั่นในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจึงอโหสิกรรมพวกเขาและใช้ขันติในการปฏิบัติธรรมรับใช้ปรนนิบัติครูบาอาจารย์ด้วยดีต่อไป
          ครูบาชัยลังก๋ามักลูบหัวของท่านด้วยความรักเอ็นดูและสั่งสอนให้ด้วยความเมตตาอยู่เสมอว่า "มันเป็นกรรมเก่าของเณรน้อยตุ๊ลุงขอให้เณรน้อยใช้ขันติและความเพียรต่อไป เพื่อโลกุตตรธรรมอันยิ่งใหญ่ในภายหน้า เมื่อถึงเวลานั้นแล้วทุกคนที่เคยล่วงเกินเณรน้อย เขาจะรู้กรรมที่ได้ล่วงเกินเณรน้อยมา"

ไปวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
          ในระยะที่อยู่กับครูบาชัยลังก๋าๆ ได้เมตตาอบรมสั่งสอนวิชาการต่างๆ ให้แก่ท่านเช่น ภาษาลานนา ธรรมะ การปฏิบัติกรรมฐาน รวมทั้งธุดงควัตร ตลอดถึงการดำรงชีวิตในป่าขณะธุดงค์ ครูบา-ชัยลังก๋ามักพาท่านไปแสวงบุญและธุดงค์ไปในที่ต่างๆ เสมอ เพื่อให้ท่านมีประสบการณ์ ทั้งยังเคยพาท่านไปนมัสการรอบพระพุทธบาทห้วยต้มหลายครั้ง (วัดพระพุทธบาทห้วยต้น ในสมัยก่อนนั้นชื่อว่า วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม) สมัยนั้นวัดนี้เป็นวัดร้างยังเป็นเขาอยู่
          ครั้งหนึ่งสามเณรชัยลังก๋าเห็นวิหารทรุดโทรมมาก จึงกราบเรียนถามครูบาชัยลังก๋า "ทำไมตุ๊ลุงถึงไม่มาสร้างวัดนี้มันทรุดโทรมมาก" ครูบาชัยลังก๋าตอบด้วยความเมตตาว่า "มันไม่ใช่หน้าที่ของตุ๊ลุงแต่จะมีพระน้อยเมืองตื๋นมาสร้าง" ขณะที่ครูบาชัยลังก๋ากล่าวอยู่นั้น ท่านก็ได้ชี้มือมาที่สามเณรน้อยชัยลังก๋าพร้อมกับกล่าวว่า "อาจจะเป็นเณรน้อยนี้กะบ่ฮู้ที่จะมาบูรณะวัดนี้" ท่านจึงได้เรียนไปว่า "เฮายังเป็นเณร จะสร้างได้อย่างใด" ครูบาชัยลังก๋าจึงกล่าวตอบไปด้วยความเมตตาว่า "ถึงเวลาจะมาสร้าง ก็จะมาสร้างเอง"
          คำพูดของครูบาชัยลังก๋านี้ไปพ้องกับคำพูดของครูบาศรีวิชัย ที่เคยกล่าวกับหม่องย่นชาวพม่า เมื่อตอนที่หลวงพ่ออายุได้ ๕ ขวบ ในครั้งนั้นครูบาศรีวิชัยได้รับนิมนต์จากหม่องย่นให้มารับถวายศาลาที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม หม่องย่นให้ขอนิมนต์ครูบาศรีวิชัยมาบูรณะวัดพระพุทธบาทห้วยต้มให้เจริญรุ่งเรือง แต่ครูบาศรีวิชัยได้ตอบปฏิเสธไปว่า "ไม่ใช่หน้าที่กู จะมีพระน้อยเมืองตื๋นมาสร้างในภายภาคหน้า"
          ท่านอยู่กับครูบาชัยลังก๋าที่วัดพระธาตุแก่งสร้อยเป็นเวลา ๑ ปี หลังจากนั้นครูบาชัยลังก๋าได้ออกจาริกธุดงค์ไปโปรดชาวบ้านที่จังหวัดเชียงราย ครูบาชัยลังก๋าได้ให้ท่านอยู่เฝ้าวัดกับพระเณรองค์อื่นในช่วงที่ท่านอยู่วัดนี้ ท่านก็ได้พบกันครูบาศรีวิชัยเป็นครั้งแรกซึ่งท่านเคารพนับถือครูบาศรีวิชัยมาก่อนหน้านี้แล้ว
          ในครั้งนั้นครูบาศรีวิชัยได้มาเป็นประธานในการฉลองพระธาตุที่วัดพระธาตุแก่งสร้อยในโอกาสนี้ท่านจึงได้อยู่ใกล้ชิดปรนนิบัติรับใช้ครูบาศรีวิชัยเป็นเวลา ๗ วัน การพบกันครั้งแรกนี้ ครูบาศรีวิชัยก็ได้รับท่านไว้เป็นศิษย์ตั้งแต่นั้นมา หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ผ่านพ้นไปแล้ว ท่านก็ยังประจำอยู่ที่วัดพระธาตุแก่งสร้อยได้ไม่นาน เพราะทนต่อการกลั่นแกล้งจากพระเณรอื่นไม่ไหว จึงได้เดินทางกลับมาอยู่กับหลวงน้าของท่านเพื่อช่วยสร้างพระวิหารที่วัดก้อท่าซึ่งเป็นวัดร้างประจำหมู่บ้านก้อท่า ตำบลก้อทุ่ง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
          ในระหว่างอายุ ๑๕-๒๐ ปีนั้น ท่านได้ติดตามครูบาอาจารย์หลายองค์ และได้จาริกออกธุดงค์ ปฏิบัติธรรมตามที่ต่างๆ ตลอดจนได้ไปอบรมสั่งสอนชาวบ้านชาวเขาในที่ต่างๆ ด้วยเช่นกันในบางครั้งก็ไปกับครูบาอาจารย์ในบางครั้งก็ไปองค์เดียวเพียงลำพัง เมื่อมีโอกาสท่านก็จะกลับมารับการ ฝึกอบรมจากครูบาอาจารย์ทุกองค์ของท่านเสมอๆ

อุปสมบทเป็นพระภิกษุ
          เมื่ออายุ ๒๐ ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้าเป็นอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "ชัยยะวงศา" ในระหว่างนั้น ท่านได้อยู่ปฏิบัติและศึกษาธรรมะกับครูบาพรหมจักร ในบางโอกาสท่านก็จะเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมไปในที่ต่างๆ ทั้งลาวและพม่า ท่านได้อยู่กับครูบาพรหมจักรระยะหนึ่งแล้ว จึงได้กราบลาครูบาพรหมจักรออกจาริกธุดงค์ไปแสวงหาสัจจธรรม ความหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งนี้เพียงลำพังองค์เดียวต่อ เพื่อเผยแพร่สั่งสอนธรรมะขององค์สมเด็จ-พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กับพวกชาวเขาในที่ต่างๆ เช่นเคย

สอนธรรมะแก่ชาวเขา
          ขณะที่ท่านธุดงค์ไปในที่ต่างๆ ท่านได้พบและอบรมสั่งสอนธรรมะของพระพุทธองค์ให้กับชาวบ้านและชาวเขาในที่ต่างๆ ท่านเล่าว่า ตอนที่ท่านพบชาวเขาใหม่ๆ นั้น ในสมัยนั้นชาวเขาส่วนใหญ่ยังไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ในขณะที่ท่านจาริกธุดงค์ไปตามหมู่บ้านของพวกชาวเขา พวกชาวเขาเหล่านี้ก็จะรีบอุ้มลูกจูงหลานหลบเข้าบ้านเงียบหายกันหมดพร้อมกับตะโกนบอกต่อๆ กันว่า "ผีตาวอดมาแล้วๆ ๆ …"
          ในบางแห่ง พวกผู้ชายบางคนที่ใจกล้าหน่อยก็เข้ามาสอบถามและพูดคุยกับท่าน บางคนเห็นหัวของท่านแล้วอดรนทนไม่ไหวที่เห็นหัวของท่านเหน่งใส จึงเอามือลูบหัวของท่านและทักทายท่านว่า "เสี่ยว" (แปลว่าเพื่อน) หลวงพ่อว่าในตอนนั้นท่านไม่รู้สึกเคืองหรือตำหนิเขาเหล่านั้นเลย นอกจากขบขันในความซื่อของพวกเขา เพราะพวกเขายังไม่รู้จักพุทธศาสนาในสมัยนั้นพวกชาวเขายังนับถือลัทธิบูชาผีบูชาเจ้าด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ถือธุดงค์ปฏิบัติกรรมฐานในสถานที่แห่งนั้น เพื่อจะหาโอกาสสอนธรรมะของพระพุทธองค์ให้กับพวกชาวเขา การสอนของท่านนั้น ท่านได้เมตตาบอกว่า ท่านต้องทำและสอนให้พวกเขารู้อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้พวกเขามีความรู้สึกแปลกประหลาดและขัดต่อจิตใจความเป็นอยู่ที่เขามีอยู่
          ท่านได้ใช้ตัวของท่านเองเป็นตัวอย่างให้เขาดู ในการที่จะทำให้พวกเขาหันมาปฏิบัติธรรมะของพระพุทธองค์ เมื่อพวกเขาถามท่านว่า "ทำไมทานจึงโกนผมจนหัวเหน่งและนุ่งห่มสีเหลืองทั้งชุดดูแล้วแปลดี" ท่านก็จะถือเอาเรื่องที่เขาถามมาเป็นเหตุในการเทศน์ เพื่อเผยแพร่ธรรมะให้พวกเขาได้ปฏิบัติและรับรู้กัน
          หลวงพ่อได้เล่าว่า การสอนให้เขารู้ธรรมะนั้น ท่านต้องสอนไปทีละขั้น เพื่อให้เขารู้จัก พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์เสียก่อน จากนั้นท่านจึงสอนพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าให้กับพวกเขา โดยเฉพาะการทำงาน การถือศีลและการนั่งภาวนา ให้พวกเขาได้ปฏิบัติยึดถือกัน โดยเฉพาะเรื่องของศีล ๕ ท่านจะสอนเน้นให้พวกเขาไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่ทำร้ายผู้อื่น เพื่อจะได้ไม่เป็นเวรกรรมกันต่อไปในภายภาคหน้า ซึ่งการสอนของท่านทำให้พวกชาวเขาได้รับความสงบสุขภายในหมู่บ้านของเขาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาจึงยิ่งเคารพนับถือและเชื่อฟังใน คำสั่งสอนของท่านมากยิ่งขึ้น

สอนกินมังสวิรัติ
          หลวงพ่อได้เมตตาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าในสมัยนั้น พวกชาวเขาได้นำอาหารที่มีเนื้อสัตว์มาถวาย แต่ท่านหยิบฉันเฉพาะที่เป็นผักเป็นพืชเท่านั้น ทำให้เขาเกิดความสงสัย ท่านจึงได้ยกเอาเรื่องในพุทธชาดกมาเทศน์ให้พวกเขาฟัง เพื่อเป็นการเน้นให้เห็นถึงกฎแห่งกรรมและผลดีของการรักษาศีล
          ท่านได้อยู่อบรมสั่งสอนให้พวกเขารับรู้ถึงธรรมะและการรักษาศีลอยู่เสมอๆ ทำให้พวกเขาเลื่อมใสและหันกลับมานับถือพระพุทธศาสนาโดยละทิ้งประเพณีเก่าๆ ที่เคยปฏิบัติกันมา
          ต่อมาพวกชาวเขาเหล่านี้ก็ได้เจริญรอยตามท่าน โดยเลิกกินเนื้อสัตว์หันมากินมังสาวิรัติแทน (ดังที่เราจะเห็นได้จากกะเหรี่ยงที่อพยพมาอยู่ที่หมู่บ้านห้วยต้มในปัจจุบันนี้) เมื่อท่านได้สอนพวกเขาให้นับถือศาสนาพุทธแล้ว ท่านก็จะจาริกธุดงค์แสวงหาสัจธรรมต่อไป และถ้ามีโอกาสท่านก็จะกลับไปโปรดพวกเขาเหล่านั้นอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ชาวเขาและชาวบ้านในที่ต่างๆ ที่ท่านเคยไปสั่งสอนมาจึงเคารพนับถือท่านมาก

ช่วยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ
          เมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ท่านจึงเดินทางกลับมาหาครูบาศรีวิชัยพร้อมกับชาวกะเหรี่ยงที่เป็นศิษย์ของท่าน เพื่อช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพในครั้งนี้ ครูบาศรีวิชัยได้เมตตาให้ท่านเป็นกำลังสำคัญทำงานร่วมกับครูบาขาวปีในการควบคุมชาวเขาช่วยสร้างทางอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ยากลำบา เช่น การสร้างถนนในช่วงหักศอกก่อนที่จะถึงดอยสุเทพ (ช่วงที่คนวิพากษ์วิจารณ์ครูบาศรีวิชัยกันมากที่สร้างถนนหักศอกมากเกินไป)
          ในระหว่างกำลังสร้างทางช่วงนี้ ได้มีหินก้อนใหญ่มากติดอยู่ใกล้หน้าผา จะใช้กำลังคนหรือช้างลากเช่นไรก็ไม่ทำให้หินนั้นเคลื่อนไหวได้ ชาวกะเหรี่ยงที่ทำงานอยู่นั้นจึงไปกราบเรียนให้ ครูบาศรีวิชัยทราย ท่านจึงให้คนไปตามหลวงพ่อซึ่งกำลังสร้างทางช่วงอื่นอยู่ เมื่อหลวงพ่อวงศ์มาถึงท่านได้ยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้เดินทางไปผลักหินก้อนนั้นลงสู่หน้าผานั้นไป เหตุการณ์นี้ทำให้ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แปลกใจไปตามๆ กันที่เห็นท่านใช้มือผลักหินนั้นโดยไม่อาศัยเครื่องมือใด ๆ ครูบาศรีวิชัยได้ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ท่านด้วยความพอใจ (เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ฟังจากพระและกะเหรี่ยงที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น)

ประทับรอยเท้าเป็นอนุสรณ์
          ขณะที่ท่านช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพท่านได้ประทับรอยเท้าลึกลงไปในหินประมาณ ๑ ช.ม. ข้างน้ำตกห้วยแก้ว (ช่วงตอนกลางๆ ของทางขึ้นดอยสุเทพ เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ท่านได้มาช่วย ครูบาศรีวิชัยสร้างทาง
          เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ผู้เขียนและคณะได้มีโอกาสติดตามหลวงพ่อขึ้นไปนมัสการพระธาตุ-ดอยสุเทพ ขากลับท่านได้พาไปนมัสการวัดอนาคามี (ซึ่งเป็นวัดที่ครูบาศรีวิชัยได้มอบให้ท่านเป็นผู้ควบคุมการสร้าง ปัจจุบันทรุดโทรมหมดแล้ว) ระหว่างทางท่านได้พาพวกเราไปดูรอยเท้าที่ท่านประทับไว้ รอยเท้านั้นลึกลงไปในหินประมาณครึ่งเซนติเมตรมีรอยถูกน้ำกัดเซาะ พวกเราแปลกใจมากที่เห็นรอยเท้านั้น พอดีกับเท้าของท่านเมื่อท่านเหยียบลงไป (การประทับรอยเท้าเช่นนี้ท่านเคยไปประทับรอยเท้าและรอยมือไว้บนแผ่นหิน ณ ประเทศศรีลังกา เพื่อเป็นอนุสรณ์เช่นกันเป็นที่ประจักษ์สายตาของคณะศิษย์ที่ร่วมเดินทางไปทุกครั้ง)

อุปสรรค
          ท่านเป็นผู้ที่ครูบาศรีวิชัยไว้ใจมากองค์หนึ่งเพราะเมื่อครูบาศรีวิชัยมีปัญหาเรื่องขาดกำลังคน ครูบาศรีวิชัยก็จะมอบหน้าที่ให้ท่านไปนำกะเหรี่ยงอยู่บนดอยต่างๆ มาช่วยสร้างทาง
          หลวงพ่อเล่าว่า การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ และการสร้างบารมีของครูบาศรีวิชัยนั้นทุกข์ยากลำบากมาก เพราะถูกกลั่นแกล้งจากบุคคลอื่นที่ไม่เข้าใจและอิจฉาริษยาอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ครูบาศรีวิชัยให้ท่านไปนำกะเหรี่ยงมาช่วยสร้างทาง ระหว่างการเดินทางต้องคอยหลบเลี่ยงจากการตรวจจับของพวกตำรวจหลวง และคณะสงฆ์ที่ไม่เข้าใจ ครูบาศรีวิชัยท่านได้เล่าว่าในเวลากลางวันต้องหลบซ่อนกันในป่าหรือเดินทางให้ห่างไกลจากเส้นทางสัญจร เพื่อหลบให้ห่างจากผู้ขัดขวาง ส่วนในเวลากลางคืนต้องรีบเดินทางกันอย่างฉุกละหุก เพราะเส้นทางต่างๆ มืดมากต้องอาศัยโคมไฟตามบ้านเป็นการดูทิศทาง เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
          ด้วยบารมีและความตั้งมั่นในการทำความดีของครูบาศรีวิชัยที่มีต่อพระพุทธศาสนาทำให้พุทธบริษัททั้งชาวบ้านและชาวเขาจากในที่ต่างๆ จำนวนมาก มาช่วยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพได้สำเร็จดังความตั้งใจของครูบาศรีวิชัย โดยใช้เวลาสร้างเพียง ๗ เดือนเท่านั้น
          เมื่อครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพสำเร็จแล้ว หลวงพ่อจึงได้ไปกราบลาครูบาศรีวิชัย กลับไปอยู่ที่เมืองตื๋น วัดจอมหมอก ตำบลแม่ตื๋น กิ่งอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

ถูกจับห่มขาว
          เมื่ออายุได้ ๒๓ ปี ขณะที่ท่านอยู่ที่วัดจอมหมอก เจ้าคณะตำบลได้มาจับท่านสึก ในข้อหาที่ท่านเป็นศิษย์และเป็นกำลังสำคัญที่ปฏิบัติเชื่อฟังครูบาศรีวิชัยอย่างเคร่งครัด (ซึ่งในขณะนั้นครูบาศรีวิชัยได้ถูกจับมาสอบสวนอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ ) แต่ตัวท่านเองไม่ปรารถนาที่จะสึกจะหนีไม่ได้ เมื่อทางคณะสงฆ์จะจับท่านสึกและให้นุ่งห่มดำหรือแต่งแบบฆราวาส ท่านไม่ยอมเพราะท่านไม่ได้ผิดข้อปฏิบัติของสงฆ์ แต่เมื่อคณะสงฆ์ที่ไปจับท่านสึกไม่ให้ห่อเหลือง ท่านจึงหาผ้าขาวมาห่มแบบสงฆ์เลียนเยี่ยงอย่างครูบาขาวปี วัดผาหนาม (ซึ่งเคยถูกจับสึกไม่ให้ห่อเหลืองในข้อหาเดียวกัน ในคราวที่ครูบาศรีวิชัยถูกอธิกรณ์ก่อนที่จะมีการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ และยึดถือข้อวัตรปฏิบัติเหมือนที่เป็นสงฆ์อย่างเดิม ผู้เขียนได้ทราบจากหลวงพ่อครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้า , ครูบาบุญทืม และ เจ้าคุณราชฯ เจ้าคณะจังหวัดลำพูนองค์ก่อนวัดจามเทวีพูดให้ผู้เขียนฟังว่า "ในหมู่พระสงฆ์และฆราวาสที่เป็นศิษย์ของครูบาศรีวิชัยก็ยังนับถือหลวงพ่อเป็นพระสงฆ์เช่นเดิม เพราะการสึกในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ครูบาวงศ์ไม่ได้ทำผิดพระวินัยของสงฆ์ และในขณะที่สึกนั้นจิตใจของท่านก็ไม่ยอมรับที่จะสึก ยังยึดมั่นว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์เหมือนเดิม ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านยังปฏิบัติข้อวัตร พระธรรม-วินัยของสงฆ์ทุกประการ"
          หลวงพ่อได้เล่าว่า ในคราวนั้นลูกศิษย์ลูกหาของครูบาศรีวิชัยระส่ำระสายกันมาก บางองค์ก็ถูกจับสึกเป็นฆราวาส บางองค์ก็หนีไปอยู่ที่อื่นบ้าง ในป่าในเขาบ้าง เพื่อไม่ให้ถูกจับสึก

รวมตัวที่บ้านปาง
          หลังจากที่ครูบาศรีวิชัยพ้นจากอธิกรณ์ครูบาศรีวิชัยได้เดินทางกลับไปจังหวัดลำพูนเพื่อไปบูรณะและสร้างวัดบ้างปาง อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน หลวงพ่อและครูบาขาวปี (ซึ่งขณะนั้นนุ่งขาวห่มขาวทั้งคู่) ตลอดจนลูกศิษย์ทั้งที่ถูกจับสึกเป็นฆราวาส และที่หนีไปในที่ต่างๆ ต่างก็ได้เดินทางกลับมาช่วยกันสร้างและบูรณะวัดบ้านปางเพื่อให้เป็นที่อยู่ที่ถาวรของครูบาศรีวิชัย
          พระสงฆ์ที่เคยช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างวัดบ้านปาง ปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่ที่หลวงพ่อพอจำได้ คือ ครูบาศรีนวล วัดเจริญเมือง จังหวัดเชียงราย , ครูบาก้อน ปัจจุบันย้ายจากวัดสวนดอกไปอยู่ที่จังหวัดลำปาง (ครูบาก้อนนี้เป็นผู้นำเถ้าอังคารของครูบาศรีวิชัยมาทำพระเครื่องรูปเหมือนครูบาศรีวิชัย ซึ่งปัจจุบันพระเครื่องชุดนี้ได้รับความนิยมจากคนทั่วไป)
          หลวงพ่อได้ช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างวิหารที่วัดบ้านปางได้ระยะหนึ่ง ท่านจึงลาไปบำเพ็ญภาวนาธุดงค์ แสวงหาสัจธรรมต่อไปในป่าในเขา และเผยแพร่ธรรมะให้กับชาวบ้านและชาวเขาในที่ต่างๆ ต่อไป

ชีวิตเดินธุดงค์
          ในสมัยนั้น ท่านได้ธุดงค์บำเพ็ญเพียรไปในที่ต่างๆ องค์เดียวเสมอ ท่านชอบธุดงค์ไปอยู่ในป่า ในถ้ำที่ห่างไกลผู้คน หลวงพ่อเล่าว่า ในสมัยนั้นการเดินธุดงค์ไม่สะดวกสบายเช่นสมัยนี้เพราะเครื่องอัฏฐบริขารและกลดก็หาได้ยากมาก ตามป่าตามเขาก็มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายอาศัยกันอย่างมากมาย ในขณะถือธุดงค์ในป่าในเขาก็ต้องอาศัยถ้ำหรือใต้ต้นไม้เป็นที่พักที่ภาวนา เมื่อเจอพายุฝนก็ต้องนั่งแช่อยู่ใน น้ำที่ไหลท่วมมาอย่างรวดเร็วเช่นนั้นจนกว่าฝนจะหยุดตก การภาวนาในถ้ำในสมัยก่อนนั้นก็มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย เช่น เสือ, ช้าง, งู, เม่น ฯลฯ เป็นต้น แต่มันไม่เคยมารบกวน หรือสร้างความกังวลใจให้ท่านเลย ต่างคนต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
          ท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านได้ไปบำเพ็ญภาวนาในถ้ำแห่งหนึ่งที่ตำบลบ้านก้อ สมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ ต้นสักแต่ละต้นขนาด ๓ คนโอบไม่รอบ ในถ้ำนั้นมีเม่นและช้างอาศัยอยู่ บางครั้งก็มีเสือเข้ามาหลบฝนบ่อยครั้งที่ท่านกำลังภาวนาทำสมาธิอยู่นั้น พวกมันจะมาจ้องมองท่านด้วยความแปลกใจ ทำให้ท่านรู้สึกถึงความบริสุทธิ์และความไร้เดียงสาของสัตว์ที่มองดูท่านด้วยท่าทางฉงนสนเท่ห์ ทำให้ท่านนึกถึงคำสั่งสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "ความไม่เบียดเบียนกันเป็นความสงบสุขอย่างยิ่ง" หลวงพ่อบอกว่าพระธุดงค์ในสมัยก่อนต้องผจญอุปสรรคและปัญหาต่างๆ มากมาย จึงต้องเคี่ยวจิตใจและกำลังใจให้เข้มแข็งและแกร่งอยู่เสมอ ดังนั้น พระธุดงค์รุ่นเก่าจึงเก่งและได้เปรียบ กว่าพระสงฆ์ในปัจจุบัน ทั้งในด้านจิตใจและการปฏิบัติบำเพ็ญภาวนา แต่เสียเปรียบกว่า พระสงฆ์ในยุคนี้ในด้านการใฝ่หาความรู้ทางด้านปริยัติ เพราะในสมัยนี้ความเจริญทำให้ไปไหนมาไหนได้สะดวกและเร็วขึ้น พระสงฆ์ในรุ่นเก่าที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองจึงต้องบังคับจิตใจ บำเพ็ญเพียร ปฏิบัติภาวนาให้เกิดปัญญาและธรรมะขึ้นในจิตในใจ เพื่อนำมาพิจารณาและปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน

ธุดงค์น้ำแข็ง
          บ่อยครั้งท่านได้ธุดงค์จาริกผ่านไปที่กิ่งอำเภออมก๋อย ในฤดูหนาวบริเวณภูเขาของกิ่งอำเภออมก๋อยจะมีเหมยค้างปกคลุมไปทั่ว (เหมยค้างนี้ภาษาภาคเหนือ หมายถึง น้ำค้างที่กลายเป็น น้ำแข็ง) ในบริเวณนี้มีต้นสนขนาดต่างๆ ขึ้นเต็มไปหมด ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย เวลาย่ำเดินไปบนพื้น น้ำแข็ง ขาจะจมลึกลงไปในน้ำแข็งนั้น ทำให้เกิดความหนาวเย็นเป็นอันมาก เพราะท่านมีแต่ผ้าที่ครองอยู่เพียงชั้นเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมีลมพัดผ่านมา ท่านต้องสั่นสะท้านทุกครั้ง
          ท่านได้เล่าว่า ความแห้งแล้งของอากาศและความหนาวเย็นของน้ำแข็ง ทำให้ผิวหนังของท่านแตกปริเป็นแผลไปทั้งตัว ต้องได้รับทุกขเวทนามาก สมัยนั้นในภาคเหนือจะหากลดมาสักอันหนึ่งก็ยากมาก การธุดงค์ของท่านก็มีแต่อัฏฐบริขารเท่านั้น ที่ติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง ช้อนก็ทำจากกะลามะพร้าว ถ้วยน้ำก็ทำจากกระบอกไม้ไผ่ ผ้าจีวรที่ครองอยู่ก็ต้องปะแล้วปะอีก
          ท่านได้เมตตาเล่าให้ผู้เขียนว่า แต่การปฏิบัติภาวนาบนภูเขาที่มีน้ำแข็งปกคลุมมากเช่นนี้ ทำให้การปฏิบัติสมถะและวิปัสนากรรมฐานนั้นกลับแจ่มชัดและรวดเร็วดียิ่งกว่าในเวลาปกติธรรมดาเพราะทำให้ได้เห็นเรื่องของไตรลักษณ์ได้ชัดเจนดี และการพิจารณาขันธ์ ๕ อันเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ก็สามารถเห็นอย่างแจ่มชัด ทำให้ในขณะภาวนาทำสมาธิอยู่นั้น จิตสงบดีมาก ไม่พะวงกับ สิ่งภายนอกเลย
          ในบางครั้ง ขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั้น ไฟที่ก่อไว้ได้ลุกไหม้จีวรของท่านไปตั้งครึ่งค่อนตัวท่านยังไม่รู้สึกตัวเลย เมื่อจิตออกจากสมาธิแล้ว ท่านต้องรีบดับไฟที่ลุกไหม้อยู่นั้นอย่างรีบด่วน ทำให้ต้องครองผ้าจีวรขาดนั้นไปจนกว่าจะเดินทางไปพบหมู่บ้าน ท่านก็จะนำผ้าที่ชาวบ้านถวายให้มาต่อกับจีวรผืนเก่าที่เหลืออยู่นั้น ในบางครั้งท่านจะนำผ้าบังสุกุลที่พบในระหว่างทางมาเย็บต่อจีวรที่ขาดอยู่นั้นตามแบบอย่างที่ครูบาอาจารย์ในยุคก่อนๆ ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล
          หลวงพ่อ เป็นพระสงฆ์ผู้ถ่อมตนและไม่เคยโออวดเป็นนิสัยเมื่อมีผู้สงสัยว่าท่านคงเข้าสมาธิจนสูงถึงขึ้นจิตไม่จับกับ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วจึงไม่รู้ว่าไฟไหม้ ตัวท่านมักตอบเลี่ยงไปด้วยใบหน้าเมตตาว่า "คงจะอากาศหนาวมากหลวงพ่อจึงไม่รู้ว่าไฟไหม้จีวร"

ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ
          เมื่อท่านได้ ๒๘ ปี ขณะนั้นท่านได้จาริกธุดงค์สั่งสอนชาวป่าชาวเขาดอยต่างๆ ท่านได้ทราบข่าวการมรณภาพของครูบาศรีวิชัย จึงได้เดินทางลงจากเขาเพื่อไปนมัสการพระศพ และช่วยจัดทำพิธีศพของครูบาศรีวิชัย ร่วมกับครูบาขาวปีและคณะศิษย์ของครูบาศรีที่วัดบ้านปาง เมื่อเสร็จจากพิธีบรรจุศพครูบาศรีวิชัยแล้ว กรมทางได้นิมนต์ให้ท่านไปช่วยสร้างเส้นทางบ้านห้วยกาน - บ้านห้วยหละ ซึ่งในตอนนั้นท่านก็ยังห่มผ้าสีขาวอยู่ เมื่อการสร้างทางได้สำเร็จลงแล้ว ชาวบ้านห้วยหละ จึงได้มานิมนต์ท่านไปจำพรรษา และอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทที่สำนักสงฆ์ห้วยหละ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน

ห่มเหลืองอีกครั้งหนึ่ง
          ขณะนั้นหลวงพ่ออายุได้ ๒๘ ปี ครูบายศ (ซึ่งเป็นศิษย์คนหนึ่งของครูบาศรีวิชัย และเป็นเพื่อนสงฆ์กลุ่มเดียวกับหลวงพ่อ, ครูบาขาวปี วัดผาหนาม จังหวัดลำพูน, ครูบาบุญทืม วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน, ครูบาศรีนวล วัดเจริญเมือง จังหวัดเชียงราย, ครูบาก้อน จังหวัดลำปาง ฯลฯ เป็นต้น) และชาวบ้านป่าพลูได้มานิมนต์ให้ท่านไปอยู่ช่วยบูรณะวัดป่าพลูและในปีนี้ท่านได้มีโอกาสห่มเหลืองเช่นพระสงฆ์ทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง โดยมีครูบาบุญมา วัดบ้านโฮ่ง เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาใหม่ว่า "จันทวังโส" (ในคราวนี้หลวงปู่แก้วอุบาลี วัดห้วยแทง จังหวัดลำพูนเป็นพระสงฆ์ที่อยู่ในพิธีด้วยองค์หนึ่ง)
          ในการห่มเหลืองในครั้งนี้ คณะสงฆ์ได้ออกญัตติให้ท่านต้องจำพรรษาที่วัดป่าพลูเป็นเวลา ๕ พรรษา เมื่อออกพรรษาในแต่ละปีท่านจะเดินทางไปธุดงค์และจาริกสั่งสอนธรรมะให้กับชาวป่าชาวเขาในที่ต่างๆ เสมอเหมือนที่ท่านเคยปฏิบัติมาในอดีต และบ่อยครั้งท่านจะไปช่วยครูบาขาวปีบูรณะวัดพระพุทธบาทตะเมาะ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ตรงตามคำทำนาย
          เมื่อท่านอยู่วัดป่าพลูครบ ๕ พรรษาตามบัญญัติของสงฆ์แล้ว ในขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๓๔ ปี นายอำเภอลี้ และคณะสงฆ์ในอำเภอลี้ ได้ให้ศรัทธาญาติโยมวัดนาเลี่ยงมานิมนต์ครูบาขาวปีหรือท่านองค์ใดองค์หนึ่ง เพื่อไปอยู่เมตตาบูรณะวัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม แต่ครูบาขาวปีไม่ยอมไป และบอกว่า "ไม่ใช่หนึ่งที่ของกู" ครูบาศรีวิชัยเคยพูดไว้ว่า "วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้มนั้น มันเป็นหน้าที่ของครูบาวงศ์องค์เดียว" ด้วยเหตุนี้ ครูบาขาวปีจึงขอให้ท่านไปอยู่โปรดเมตตาสร้างวัด พระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม ซึ่งต่อมาในภายหลังจากที่ท่านได้ไปอยู่ที่วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้มแล้ว ท่านได้เปลี่ยนชื่อให้สั้นลง เป็น "วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม"
          ในขณะที่ท่านอยู่ที่เมืองตื๋นนั้น ชาวบ้านและชาวเขาต่างเรียกท่านว่า "น้อย" เมื่อท่านมาอยู่ที่วัดพระบาทห้วย (ข้าว) ต้ม ชาวบ้านทั้งหลายจึงเชื่อกันว่า ท่านคงเป็น "พระน้อยเมืองตื๋น" ตาม คำโบราณที่ได้จารึกไว้ ณ วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้ม และเหตุการณ์นี้ก็ตรงตามคำพูดของครูบาชัยลังก๋า และครูบาศรีวิชัย ดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อท่านย้ายมาประจำที่วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้มและท่านก็ยังออกจาริกไปสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้านและชาวเขาในที่ต่างๆ อยู่เสมอๆ เหมือนที่ท่านเคยปฏิบัติมา

ผู้เฒ่าผู้รู้เหตุการณ์
          ในระยะแรกที่หลวงพ่อมาที่วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้ม ผู้เฒ่าคนหนึ่งในหมู่บ้านนาเลี่ยงได้พูดกับชาวบ้านในละแวกนั้นว่า "ต่อไปบริเวณเด่นยางมูล (คือหมู่บ้านห้วยต้มในปัจจุบัน) จะมี ชาวกะเหรี่ยงอพยพติดตามครูบาวงศ์มาอยู่ที่นี่จนเป็นหมู่บ้านใหญ่ในอนาคต ในครั้งนี้จะใหญ่กว่า หมู่บ้านกะเหรี่ยง ๔ ยุคที่เคยอพยพมาอยู่ที่นี่ในสมัยก่อนหน้านี้" คำพูดอันนี้ในสมัยนั้นชาวบ้านนาเลี่ยงฟังแล้ว ไม่ค่อยเชื่อถือกันนัก แต่ในเวลาต่อมาไม่นานคำพูดอันนี้ก็เป็นความจริงทุกประการ
          หลวงพ่อได้เล่าให้คณะศิษย์ฟังเพิ่มเติมว่าคนเฒ่าผู้นี้เป็นผู้รู้เหตุการณ์ในอนาคตและมักจะพูดได้ถูกต้องเสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากที่ท่านได้สร้างวิหารที่วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้ม เป็น รูปร่างขึ้นแล้ว ผู้เฒ่าคนนี้ในสมัยก่อนเคยเห็นคำทำนายโบราณของวัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้มมาก่อน ได้มาพูดกับท่านว่า "ท่านครูบา จะสร้างให้ใหญ่เท่าไหร่ก็สร้างได้ แต่จะสร้างใหญ่จริงอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ต่อไปจะมีคนๆ หนึ่งมาช่วย ถ้าคนนี้มาแล้วจะสำเร็จได้"

ชาวเขาอพยพตามมา
          เมื่อท่านอยู่ที่วัดห้วย (ข้าว) ต้ม ได้ไม่นาน คำพูดของผู้เฒ่าคนนี้ก็เป็นความจริง เพราะชาวเขาจากที่ต่างๆ ที่ท่านได้อบรมสั่งสอนมาก็ได้อพยพย้ายถิ่นฐานติดตามมาอยู่กับท่านเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันเพื่อมาขอพึ่งใบบุญและปฏิบัติธรรมะกับท่าน
          ในระยะแรกๆ นั้นท่านได้ตั้งกฎให้กับพวกกะเหรี่ยงที่มาอยู่กับท่านว่า พวกเขาจะต้องนำมีดไม้ที่เคยฆ่าสัตว์มาถวายวัด และให้สาบานกับท่านว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและจะกินมังสวิรัติตลอดไป ท่านได้เมตตาให้เหตุผลว่า ท่านต้องการให้เขาเป็นคนดี ลดการเบียดเบียน มีศีลธรรม หมู่บ้านห้วยต้มจะได้มีแต่ความสงบสุขทั้งทางโลกและทางธรรม และจะได้ไม่เป็นปัญหาของประเทศชาติต่อไป ดังที่เราจะเห็นได้จากการที่ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านห้วย (ข้าว) ต้มนี้ มีความเป็นอยู่ที่เป็นระเบียบและมีความสงบสุข ตามที่ท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอนมา ทั้งที่ในหมู่บ้านนี้มีกะเหรี่ยงอยู่หลายพันคน
          แต่ในสมัยนี้กฎและระเบียบที่ชาวกะเหรี่ยงที่จะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านห้วยต้มที่จะต้องนำมีดไม้ ที่เคยฆ่าสัตว์มาสาบานกับหลวงพ่อนั้นได้ยกเลิกไปโดยปริยาย เพราะหลวงพ่อเห็นว่าทางราชการ ได้ส่งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาจัดการดูแลช่วยเหลือและให้การศึกษาแก่พวกเขา คงจะช่วยพวกเขาให้มีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสงบสุขเป็นระเบียบเหมือนที่ท่านเคยอบรมสั่งสอนมา

          สมณศักดิ์
          ๔ เมษายน ๒๕๑๔ เป็นพระครูใบฎีกาชัยยะวงศาพัฒนา
          ๕ เมษายน ๒๕๓๐ เป็นพระครูพัฒนากิจจานุรักษ์
          ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๓ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
          ๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ เป็นพระครูพัฒนกิจจานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท

          เกียรติคุณ
          ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๐ ได้รับแต่งตั้งเป็น กรรมการพัฒนาท้องถิ่นในเขตอำเภอลี้ โดยเจ้าคณะจังหวัดลำพูน
          ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ได้รับรางวัล "ครูบาศรีวิชัย" ในฐานะที่ท่านเป็นบุคคลที่มีผลงานการส่งเสริม พัฒนาพระพุทธศาสนา กิจการสาธารณะ มีความวิริยะ เสียสละเพื่อสังคม และเป็นแบบอย่างที่ดี มีปฏิปทาเดินตามรอยเยี่ยง ครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญนักพัฒนาแห่งล้านนาไทย
          ๓ เมษายน ๒๕๓๙ ได้รับโล่เชิดชูเกียรติคุณในฐานะ "คนดีศรีทุ่งหัวช้าง" จาก อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน
          ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ได้รับโล่เชิดชูเกียรติในฐานะเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านศิลปินดีเด่น จังหวัดลำพูน สาขาศิลปะ สถาปัตยกรรมจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
          ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ได้รับรางวัลเสมาธรรมจักร ในฐานะ "บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา สาขาส่งเสริมการพัฒนาชุมชน"

 

ประวัติการจำพรรษา
ของ
หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา

          ลำดับการจำพรรษาของหลวงปู่เมื่อเป็นสามเณร
          พรรษาที่ ๑-๒ พ.ศ. ๒๔๖๘-๖๙ (อายุ ๑๓-๑๔ ปี) วัดบรมธาตุแก่งสร้อย ต.บ้านนา อ.สามเงา จ.ตาก
          พรรษาที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๗๐ (อายุ ๑๕ ปี) วัดก้อท่า ต.บ้านก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน
          พรรษาที่ ๔ พ.ศ. ๒๔๗๑ (อายุ ๑๖ ปี) วัดจอมหมอก ต.ม่อนจอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
          พรรษาที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๗๒ (อายุ ๑๗ ปี) วัดแม่อู่ฮู ต.แม่ต้าน อ.แม่ต้าน จ.ตาก
          พรรษาที่ ๖-๗ พ.ศ.๒๔๗๓-๗๔ (อายุ ๑๘-๑๙ ปี) วัดจอมปลวก ต.ม่อนจอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

          ลำดับการจำพรรษาของหลวงปู่เมื่อเป็นพระภิกษุ
          พรรษาที่ ๑ พ.ศ.๒๔๗๕ (อายุ ๒๐ ปี) วัดห้วยแม่บางแบ่ง เขตพม่า (อุปสมบทที่วัดป่าน้ำ เมื่อเดือน ๕ เหนือ โดยมีครูบาเจ้าพรหมจักร เป็นพระอุปัชฌาย์)
          พรรษาที่ ๒-๔ พ.ศ.๒๔๗๖-๗๘ (อายุ ๒๑-๒๓ ปี) วัดจอมหมอก ต.ม่อนจอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
          พรรษาที่ ๕ พ.ศ.๒๔๗๙ (อายุ ๒๔ ปี) วัดห้วยเปียง อ.แม่ระมาด จ.ตาก
          พรรษาที่ ๖ พ.ศ.๒๔๘๐ (อายุ ๒๕ ปี) วัดไม้ตะเคียน อ.แม่ระมาด จ.ตาก
          พรรษาที่ ๗-๘ พ.ศ.๒๔๘๑-๘๒ (อายุ ๒๖-๒๗) วัดห้อยเปียง (นุ่งขาวห่มขาว)
          พรรษาที่ ๙ พ.ศ.๒๔๘๓ (อายุ ๒๘ ปี) วัดห้วยหละ ต.ป่าพลู อ.บ้านโอ่ง จ.ลำพูน
          พรรษาที่ ๑๐-๑๔ พ.ศ. ๒๔๘๔-๘๘ (อายุ ๒๙-๓๓ ปี) วัดป่าพลู ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน
          พรรษาที่ ๑๕-๑๘ พ.ศ.๒๔๘๙-๙๒ (อายุ ๓๔-๓๗ ปี) วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน
          พรรษาที่ ๑๙-๒๔ พ.ศ.๒๔๙๓-๙๘ (อายุ ๓๘-๔๓ ปี) วัดแม่ต๋ำ ต.เสริมซ้าย อ.เสริมงาม จ.ลำปาง
          พรรษาที่ ๒๕-๒๗ พ.ศ.๒๔๙๙-๒๕๐๑ (อายุ ๔๔-๔๖ ปี) วัดน้ำอุ่น ต.แม่ตืน อ.ลี้ จ.ลำพูน
          พรรษาที่ ๒๘ พ.ศ.๑๕๐๒ (อายุ ๔๗ ปี) วัดพระธาตุห้าดวง ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน
          พรรษาที่ ๒๙-๖๔ พ.ศ.๒๕๐๓-ปัจจุบัน ( อายุ ๔๘-๘๔ ปี) วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน

          กิจวัตรประจำวันในช่วงปัจฉิมวัยของหลวงปู่
          ๐๖.๐๐ น. สวดมนต์ไหว้พระ อธิษฐานบาตร
          ๐๖.๓๐ น. ลงบิณฑบาต
          ๐๗.๐๐ น. ฉันภัตตาหารเช้า
          ๐๘.๐๐ น. สวดมนต์หลังฉันเช้า
          ๐๘.๓๐ น. พักผ่อนอิริยาบถ
          ๐๙.๐๐ น. รับแขกญาติโยม ออกตรวจงานก่อสร้างทั้งในและนอกวัด
          ๑๑.๓๐ น. ฉันเพล
          ๑๓.๐๐ น. จำวัดพักผ่อน
          ๑๖.๐๐ น. ออกตรวจงานก่อสร้างภายในวัดหรือนอกวัด
          ๑๙.๐๐ น. สรงน้ำ
          ๒๐.๐๐ น. ทำวัตรสวดมนต์ และเจริญกัมมัฎฐาน ที่ห้องรับแขก
          ๒๒.๐๐ น. สวดมนต์ไหว้พระในห้องจำวัด ทำธุระส่วนตัว เช่น เขียนอักขระล้านนา, ออกแบบงานก่อสร้าง, เขียนบันทึกประวัติ หรือตรวจทานบทสวดมนต์
          ๐๐.๐๐-๐๑.๐๐ น. จำวัดพักผ่อน

          หมายเหตุ หลังฉันภัตตาหารส่วนใหญ่ท่านจะชอบฉันหมากต่อเสมอ เวลาตรวจงานนั้นไม่แน่นอน บางวันบางครั้งท่านจะไปตั้งแต่เสร็จจากสวดมนต์หลังฉันเช้าเสร็จ ในกรณีที่สถานที่ก่อสร้างอยู่นอกวัดและอยู่ไกลวัด


สรุปอาการป่วยและการมรณภาพ
ของหลวงปู่พระครูบาชัยยะวงศาพัฒนา
วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน

วันที่ ๑๑ พ.ค. ๒๕๔๓
          หลวงปู่พระครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ได้เดินทางไปรักษาองค์ท่านที่ โรงพยาบาลลานนา จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่หลวงปู่ได้เข้าทำการรักษาองค์ท่านเป็นประจำ เนื่องจากมีอาการ อ่อนเพลียและมีอาการหลงๆ ลืมๆ ขณะแพทย์ได้ทำการเติมโปรตีนและเปลี่ยนยาให้ท่าน เพราะมียาบางตัวมีผลทางด้านระบบประสาท
          องค์หลวงปู่มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ และกำหนดจะกลับวัดในวันจันทร์ที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๓ ในคืนวันอาทิตย์ที่ ๑๔ พ.ค. ๒๕๔๓ เวลาประมาณ ๕ ทุ่มเศษ หลวงปู่ได้มีอาการท้องผูกและ ถ่ายไม่ออก ได้มีการสวนทวารเพื่อให้ท่านถ่ายเพราะหลวงปู่ปวดท้องมาก ช่วงนี้ จนถึงเวลา ๐๖.๐๐ น. เศษ ของวันจันทร์ที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๓ หลวงปู่ได้ถ่ายประมาณ ๔ ครั้ง และมีอาการอ่อนเพลีย หายใจไม่ออก หลวงปู่ปรารภว่า เจ็บที่ลิ้นปี่ เจ็บอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน วันนี้หลวงปู่ฉันไม่ได้เวลา ๐๗.๐๐ น. เศษ แพทย์ได้ตรวจดูอาการ หลวงปู่และได้ทราบว่าหลวงปู่มีอาการโรคหัวใจกำเริบ แพทย์จึงกราบนิมนต์หลวงปู่เข้ารักษาที่ห้อง ICU
          หลวงปู่ได้อยู่รักษาที่ห้อง ICU โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์ อาการ ของหลวงปู่เริ่มดีขึ้น เล็กน้อย ช่วงบ่ายความดันเริ่มต่ำลง ไตเริ่มไม่ทำงานทำให้ปัสสาวะไม่ออก แพทย์ได้เชิญแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหัวใจและไตมาช่วยรักษาอาการหลวงปู่ ช่วงเย็นคณะแพทย์ได้พิจารณาสวนปัสสาวะให้หลวงปู่แต่ปัสสาวะก็ไม่ออก คณะแพทย์จึงตัดสินใจเจาะช่องท้องเพื่อเอาปัสสาวะหลวงปู่ออก เมื่อปัสสาวะหลวงปู่ออกแล้ว ความดันหลวงปู่เริ่มดีขึ้นคุยได้ พูดได้ คณะแพทย์ต้องการให้ ท่านพักผ่อน จึงห้ามเยี่ยมหลวงปู่ช่วงกลางคืนจนถึงเช้าของวันอังคารที่ ๑๖ พ.ค. ๒๕๔๓ หลวงปู่ ให้พระที่ดูแลท่านแปรงฟันให้ท่าน ท่านยังคุยพูดได้บ้าง แต่ยังมีอาการเหนื่อย เช้าวันนี้หลวงปู่ฉันน้ำข้าวได้ ๔-๕ ช้อน เมื่อฉันเสร็จท่านก็พัก ดูอาการหลวงปู่ดีขึ้น ช่วงเช้ามีหลวงพ่อพระครูบาพรรณ วัดนาเลี่ยงและท่านพระคำจันทร์ วัดพระบาทห้วยต้ม ไปกราบเยี่ยมอาการหลวงปู่ หลวงปู่ท่านก็คุยได้ยังให้ศีลให้พรหลวงพ่อพระครูบาพรรณได้อย่างชัดเจน
          หลังจากนั้นเวลาบ่ายโมง หลวงปู่เริ่มมีอาการกระวนกระวาย และหายใจไม่ออก ความดันต่ำลงเรื่อยๆ คณะแพทย์ได้ปรึกษากันและลงความเห็นว่า ให้ย้ายหลวงปู่เข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราช (สวนดอก) เพราะที่โรงพยาบาลลานนา ไม่มีเครื่องมือที่จะรักษาอาการของหลวงปู่ได้ เมื่อไปถึง โรงพยาบาลมหาราช ทางคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและไต ได้ทำการรักษาหลวงปู่ และได้พบว่าหลวงปู่มีเลือดไปอุดตันที่เส้นเลือดหัวใจข้างขวา ยาวประมาณ ๔-๕ นิ้ว ไตไม่ทำงาน ปอดอักเสบและมีไข้ คณะแพทย์จึงได้ทำการรักษาหลวงปู่ด้วยวิธีสุดท้าย คือ ใช้บอลลูนไปช่วยทำให้เลือดที่อุดตันเส้นเลือดใหญ่กระจาย
          เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เศษ หลวงปู่ออกมาจากห้องทำบอลลูน ดูท่านดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยกแขนและคุยได้ดี คณะแพทย์ได้พาหลวงปู่มาอยู่ที่ห้อง CCU ตึกศรีพัฒน์ ชั้น ๘ โรงพยาบาลมหาราช เวลาประมาณทุ่มเศษ หลวงปู่เริ่มมีอาการหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก คณะแพทย์ได้จึงได้ช่วยกัน รักษาหลวงปู่อย่างสุดความสามารถ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ไตไม่ทำงาน ความดันต่ำลงเรื่อยๆ เพราะ เลือดที่อุดตันกระจายทำให้หลวงปู่ดีขึ้น แต่ไม่สามารถผ่านเส้นเลือดเล็กๆ ที่ไปเลี้ยงร่างกายได้เพราะเลือดแข็งตัวเป็นลิ่ม จึงอุดตันที่เส้นเลือดเล็ก ทำให้หลวงปู่ทรุดลงอีก หายใจไม่ออกแน่นหน้าอก จนท่านหมดสติ คณะแพทย์ได้พยายามให้ยาละลายเลือดที่อุดตัน แต่ก็ไม่ได้ผลความดันเริ่มต่ำลงอีก
          คณะแพทย์ช่วยหลวงปู่จนถึงเวลา ประมาณตีหนึ่ง ของวันที่ ๑๗ พ.ค. ๔๓ คณะแพทย์ได้แจ้งว่าไตของหลวงปู่ไม่ทำงานแล้ว สมองไม่สั่งงาน เวลา ๐๑.๑๐ น. คณะแพทย์แจ้งว่าหัวใจของหลวงปู่ได้หยุดเต้นไม่มีระบบการตอบรับของร่างกายหลวงปู่แล้ว แต่ยังใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจอยู่ ถึงอย่างไรหลวงปู่ก็ไม่สามารถกลับมาหายใจได้อีก เพราะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ไตวาย สมองไม่ทำงาน ปอดอักเสบ ช่วงนั้นหลวงพ่อพระครูบาพรรณอยู่ในห้อง CCU พอดี ท่านจึงยังไม่ให้แพทย์เอา เครื่องกระตุ้นหัวใจออก
          จนถึงเวลา ๐๗.๓๐ น. คณะศิษย์ นำโดยหลวงพ่อพระครูบาพรรณ วัดนาเลี่ยง อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้ทำพิธีขอขมาพระศพหลวงปู่ และให้คณะแพทย์ถอดเครื่องกระตุ้นหัวใจหลวงปู่ออก หลวงปู่ จึงนอนพักอย่างสงบตั้งแต่นั้นมา
                                                                                                                                                                                                        พระอนันต์ วัดพระธาตุห้าดวง ผู้บันทึก


บันทึกท้ายประวัติพระครูพัฒนกิจจานุรักษ์
(หลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา)

          ด้วยความที่หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา มีวัตรปฏิปทาดำเนินรอยตามพระอริยเจ้าในฝ่ายอรัญญาวาสี ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร มีการปฏิบัติน้อมไปในทางวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้นในการบันทึกชีวประวัติของพระคุณท่านจึงพยายามเว้นเรื่องการได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ แม้มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เช่น การได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูใบฎีกาจากเจ้าคณะจังหวัดลำพูน หรือในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช บรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม เป็นต้น ผู้เขียนจึงขอบันทึกเรื่องราว เหตุการณ์สำคัญเรียงตามลำดับปี พ.ศ. ไว้ดังนี้คือ

ที่
วัน เดือน ปี
เหตุการณ์สำคัญ


๔ เมษายน ๒๕๑๔

พระราชสุตาจารย์ บริหารจามเทวี ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สังฆปาโมกข์ เจ้าคณะจังหวัด นครลำพูน แต่งตั้ง สมณศักดิ์หลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา เป็นพระครูฐานานุกรมของพระเดชพระคุณท่าน ในตำแหน่งที่ "พระครู ใบฎีกา"




๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชมหาราชเสด็จ พระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม- ราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ณ บ้านพระพุทธห้วยต้ม และ ทรงนมัสการหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ทรงฝากราษฎร กับหลวงปู่ครูบาฯ ให้ช่วยเอาใจใส่ปกครองดูแลด้วย




๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิอดุยราชมหาราช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์เสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ณ บ้านพระพุทธบาทห้วยต้ม และทรงทอดพระเนตรโครงการหลวงบ้านผาลาด อ่างเก็บน้ำแม่ลอง และทรงนมัสการหลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา เป็นครั้งที่ ๒




๕ ธันวาคม ๒๕๓๐



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชมหาราช ทรงมี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งสมณศักดิ์ถวายหลวงปู่ ครูบาชัยวงศาพัฒนา เป็นพระครูสัญญาบัตรรองเจ้าอาวาส วัดราษฎร์ ในราชทินนามที่ "พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์" เข้าเฝ้า เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) รับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตร ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๐
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๓๓ พระโสภณธีรคุณ เจ้าคณะจังหวัดลำพูน แต่งตั้งให้หลวงปู่ ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม


๕ ธันวาคม ๒๕๔๐

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ถวายหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโทในราชทินเดิม





๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๒


สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ทรงประทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร ประกาศเกียรติคุณหลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนาในฐานะบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อ พระพุทธศาสนา สาขาส่งเสริมการพัฒนาชุมชน
พ.ศ. ๒๕๔๓ สมเด็จพระสังฆราช ประเทศศรีลังกา ประทานประกาศเกียรติคุณ

 

          ฉะนั้น เราจึงร่วมกันสร้างบุญกุศลอย่างที่แล้วมา คือถวายทานเจดีย์ทรายร้อยกอง พันกอง จัดไว้เป็นส่วนๆ คือส่วนพระพุทธ ส่วนพระธรรม ส่วนพระสงฆ์ ส่วนพ่อแม่ ส่วนครูบาอาจารย์ ส่วนสัตว์นานาต่างๆ แต่ละอย่างละกอง ถวายเป็นทานและสักการะบูชา พระรัตนตรัย ให้บาปกรรมอันนั้นสูญหายไป
          อีกอย่างหนึ่งให้ทำตุงเงิน ตุงคำ ตุงนาก ตุงโลหะ ตุงเหล็ก ตุงทอง ตุงตะกั่ว ตุงเข็ม ตุงไม้ ตุงดิน ตุงทราย ตุงข้าวเปลือก ตุงข้าวสาร ตุงน้ำ ตุงไม้กลวง และตุงไม้ตันถวาย เป็นทานบูชา พระรัตนตรัยให้บาปกรรมนั้นสูญหายไป
          อีกอย่างหนึ่ง ของอันเป็นกิเลส อยากได้คืน คือ เป็นตัวเงิน ตัวทองคำ ตัวเหล็ก ตัวไม้ต่างๆ ดังกล่าวมานั้น เพื่อเอามาทำตุง เมื่อไม่ได้ทำเป็นรูปตุงก็เป็นของหวง ของอยากได้ ของกิเลส
          ฉะนั้นเอามาถวายทาน มันก็เป็นของกิเลสของห่วง ของหวงอยากได้อยู่ ฉะนั้นจึงเอา ของเหล่านั้นมาทำเป็นรูปตุง เป็นทานบูชาพระรัตนตรัย ให้มันหมดห่วง หมดความอยากได้เพราะ เป็นของพระรัตนตรัยไป เพื่อให้หมดห่วง
          อีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นหนี้ตัวเองก็มี เป็นหนี้คนอื่นก็มี คือว่าช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างหูก ช่างทอผ้า ช่างตัดเสื้อ ยังไม่ทันเสร็จ บางทีก็หนีไป บางทีก็ตายละไปก่อน จิตยังเป็นห่วงของที่ทำไว้นั้นอยู่ก็ เรียกว่าเป็นของเปรตที่ผู้แต่งสร้างไม่สำเร็จ จิตก็มาติดพันของที่ไม่สำเร็จ บางทีก็กลายเป็นเปรต
          ฉะนั้น จึงเอาของที่กล่าวมานี้เป็นต้นว่า เงิน คำ แก้ว แหวน ไม้กลวง ไม้ตัน เสื้อผ้ามาทำตุง เป็นทานใช้หนี้ที่เขาเป็นเปรต เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากกรรมอันนั้น ที่ทำให้เขาเป็นเปรตให้เขาหลุดพ้นจากกรรมอันนั้นไปเพื่อให้เขาไปสู่สุคติที่ดี
          อีกอย่างหนึ่ง ได้ทำต้นทานห้อยย้อยไปด้วยเสื้อผ้าและของต่างๆ ที่ได้เห็นไว้แล้วนั้น ถวายเป็นทานเพื่อปลูกจิตปลูกใจให้คนที่ได้สร้างต้นทาน ได้เกิดศรัทธาและปิติยินดี ได้ทำบุญอย่างนี้ ภายหน้าของทานทั้งหลายนี้ก็จักเกิดเป็นต้นกัลปพฤกษ์ อนาคตภายหน้าพวกญาติโยมศรัทธาทั้งหลายจะได้ไปเสวยสุข และได้ไปรู้ไปเห็นของทานของเรา อนาคตภายหน้า สร้างไว้อย่างไรก็จะได้เห็น อย่างนั้น
          อีกอย่างหนึ่ง ที่ทำรูปช้างเจ็ดหาง นั้นก็เทียบกับพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ อีกอย่างหนึ่ง ช้าง ๓ หัวเทียบกับพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑
          อีกอย่างหนึ่งช้างหัวเดียว เทียบกับ ท้าวพระยา พระมหากษัตริย์ รูปม้านั้นเทียบกับ พวกเสนาอำมาตย์ รูปวัว รูปควายเทียบกับ ไพร่ราษฎร์ รูปหมู รูปหมา เทียบกับข้าทาสบริวาร
          เมื่อได้ทำบุญรูปสิ่งของทั้งหลายเหล่านี้เทียบกับได้บูชาคุณเขาอย่างหนึ่ง เมื่อเจ้าศรัทธา หญิงชายทั้งหลาย เมื่อบารมีเราแก่กล้า จะได้เป็นเจ้าท้าวพระยา พระมหากษัตริย์ เสนาอำมาตย์ และบุคคลผู้ดีผู้ประเสริฐ ผู้มีสมบัติชาติอนาคตภายหน้าและมีพญาปัญญามาก (มีปัญญามาก) และเป็นผู้ฉลาดภายหน้า
          ที่สุดมาก็แล้วแต่คำมักคำปรารถนา อยากได้อะไรก็จะได้อย่างนั้น ที่การกระทำ ทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว และทำชั่วเราก็ไม่ต้องการความชั่ว ต่อไปภายหน้าที่คณะศรัทธาเราทั้งหลาย ที่ได้ทำบุญทำทานให้ปรารถนาพ้นทุกข์พ้นยาก พ้นกรรม พ้นเวร ให้ได้ไปเสวยสุขในเวียงแก้วและนิพพาน เป็นที่สุด
          อันนี้กล่าวโดยย่อให้ถูกรู้เหตุผล ว่าจะกล่าวยืดยาวก็ยิ่งยาวไป เรื่องวิบากกรรมนั้นมีเยอะ นับไม่ได้ จำไม่ได้ พอบอกให้เป็นแนวทางเท่นี้ก่อน สุดท้าย สุดแล้วแต่ปัญญาจะทำให้ถูกให้แม่น ต่อไปเถอะ…"

                                                                                              ลงนาม
                                                                                              (พระครูบาชัยยะวงศาพัฒนา)
                                                                                              ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙

คติธรรมเรื่อง กรรม ของหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา
          ๑. การทำความดีได้ก็แปลว่าหนีนรกได้ แต่หนีกรรมเก่าหนีไม่ได้ ต้องไปเจอ ถ้าใช้หนี้ ไม่หมดไปนิพพานไม่ได้
          ๒. การใช้กรรมนั้นต้องใช้ให้หมด ไม่ให้มีสักฝุ่นธุลีหนึ่ง ถ้าหมดก็ไปนิพพานได้
          ๓. การหนีกรรม ก็ต้องทำบุญไปเรื่อยๆ แล้วงดเว้นไม่ทำกรรมชั่วทุกอย่าง
          ๔. ถ้าปฏิบัติถึงขั้นพระอริยะหนี (กรรม) ได้ แต่กรรมยังตามอยู่ แต่เบาไป เช่น โทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิตโทษทุบตีเป็นเหลือแต่ด่า โทษด่าก็กลายเป็นสั่งสอน

คติธรรมเรื่อง การตัดกรรม ของหลวงปู่ครูบาพรหมจักรสังวร วัดพระพุทธบาทตากผ้า
          ๑. จงจำใส่ใจ ขึ้นชื่อว่ากรรม ขึ้นชื่อว่าเวร ใครตัดให้ใครไม่ได้ เราต้องตัดเอง
          ๒. ขอบอกว่า กรรมทุกสิ่งทุกอย่างตัดไม่ได้ ตัดได้แต่อโหสิกรรม หรือ อโหสิกรรมนี่ก็ตาม ทีเถอะต้องตัดเอง จะให้คนอื่นไปตัดให้ไม่ได้ เวลาไปทำผิดกับใครก็ต้องขอเอง จะให้คนอื่นไป ขอไม่ได้ ไม่พ้นจากกรรม เราต้องขอเอง
          ๓. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร" เรื่องเป็นอย่างนี้เป็นคู่ไปกับกรรม นี่เป็นของเก่ามีมาแต่ไหนแต่ไร มีมากับโลกอย่างนี้อย่างพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัต นี่ก็เป็นกรรมเป็นเวรกันมา จะตอบแทนกันมาจนถึงที่สุด
          ๔. ถ้าเรายังจองเวรกันอยู่ มันไม่สุดไม่สิ้นที่ไหนเลย เวรนี่มันจะติดตามกันไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะหมดกรรมหมดเวรกันเมื่อไหร่
          ๕. พระพุทธเจ้าและอัครสาวก ดั่งพระโมคคัลลาน์ ก็ตัดกรรมตัดเวรไม่ได้ คนธรรมดาสามัญอย่างเราจะไปตัดกรรมอย่างไรได้
          ๖. เราต้องเข้าใจว่า การที่จะตัดกรรม คือตัดกรรมใหม่ ตัดต้นเหตุมันเสียก่อน ตัดกรรม ที่จะทำต่อไปไม่ให้ทำ ครูวงศ์เข้าใจกันอย่างนี้ อย่าเข้าใจผิดว่า ครูบาอาจารย์ จะมาตัดกรรม ตัดเวรกรรมเก่าเวรเก่า ใครตัดไม่ได้

เรื่องของกรรม กับ ตานใช้-ตานแทน
หลวงพ่อพุทธ ฐานิโย กล่าวว่า
          เรื่องกรรมนี้ พระศาสดาทรงแสดงว่าเป็นอจินไตย บุคคลไม่ควรคิดให้มาก เพราะว่าวิบาก ของกรรมที่สัตว์กระทำได้เสวยร้อยแปดพันประการ เพราะจิตใจของมนุษย์นี้ยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ครอบงำอยู่ มันคิดไปร้อยแปดพันอย่าง วันหนึ่งๆ ไม่ทราบคิดอะไรต่ออะไร มีทั้งบุญ มีทั้งบาป มีทั้งไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาปคลุกเคล้ากันอยู่
การให้ผลของกรรมที่สับปลับ
          ท่านพุทธทาส กล่าวถึงการให้ผลของกรรม ไว้ดังนี้
          " แม้การให้ผลของกรรมก็สับปลับ เพราะว่ามันทำกรรมมาก คนๆ หนึ่งทำกรรมมากใน วันหนึ่งๆ ย่อมมีหลายกรรม เป็นเดือนเป็นปีอย่างนี่มันก็มากมาย มันเลยสับปลับในการชิงกันให้ผล "
การให้ผลของกรรมนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าพิศวง ดังคำกล่าวที่ว่า
          " ธรรมชาติของกรรมที่กระทำ เป็นสิ่งที่น่าพิศวง เพราะไม่มีตัวตนที่เราจะถูกต้องได้ จะวัดหรือจะตวงก็ไม่ได้ แต่ก็มีอำนาจแสดงกำลังความสามารถได้ "
          อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำความเข้าใจ การให้ผลของกรรมที่เราทั้งหลายต้องประสบกัน อยู่ จาก กรรม ๑๒ ซึ่งเป็นกฎแห่งกรรมในระดับหนึ่ง เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่อง ตานใช้-ตานแทน ที่จะได้กล่าวเป็นลำดับต่อไป

กรรม ๑๒
          กรรมที่ให้ผลตามกาลเวลา
          ๑. กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน หรือ กรรมที่ให้ผลทันตาเห็น กรรมนี้ให้ผลเฉพาะในชาตินี้เท่านั้น ถ้าไม่มีโอกาสให้ผลในชาตินี้ ก็กลายเป็นอโหสิกรรม คือ เลิกให้ผล เปรียบเสมือนนายพรานล่าเนื้อ เห็นเนื้อแล้วหยิบลูกศรยิงไปทันที ถ้าถูกเนื้อก็ล้มลงที่นั่น แต่ถ้าพลาด เนื้อก็รอดไป เรียกกรรมชนิดนี้ว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
          ๒. กรรมที่ให้ผลเมื่อผู้ทำตายจากชาตินี้ไปแล้ว คือ ให้ผลในการเกิดคราวต่อไป ถ้ายังไม่ตาย ก็ไม่ให้ผล และถ้าไม่มีโอกาสให้ผลในชาติหน้าเป็นอโหสิกรรม เรียกกรรมชนิดนี้ว่า อุปปัชเวทนียกรรม
          ๓. กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป กรรมนี้ให้ผลได้เรื่อยไปในอนาคต เมื่อเลยจากภพหน้า ชาติหน้าไปแล้ว คือ ได้โอกาสเมื่อใดก็ให้ผลเมื่อนั้น ไม่เป็นอโหสิกรรมตราบเท่าที่ยังอยู่ในสังสารวัฎ เปรียบเสมือนสุนัขไล่เนื้อ ตามทันเมื่อใดก็กัดเมื่อนั้น
          ๔. กรรมเลิกให้ผล หรือกรรมที่ให้ผลแล้วหรือหมดโอกาสที่จะให้ผล ไม่มีทางที่จะให้ผล เรียกกรรมชนิดนี้ว่า อโหสิกรรม หลวงปู่ครูบาพรหมจักรสังวร วัดพระพุทธบาทตากผ้า กล่าวว่า
" เราทำบุญใช้หนี้ ใช้กรรม ใช้เวร ชำระหนี้สงฆ์ เราพอจะตัดกันได้ จงจำใส่ใจไว้ เราจะถวายทานก็เป็นกรรม ที่ว่าเราจะตัดกรรมตัดเวร เป็นกรรมที่เบา ถ้าเป็นกรรมหนักแล้วตัดไม่ได้ ไม่มีใคร จะมาตัดกรรม ตัดเวรได้ ความจริงเป็นเช่นนี้
          ประดุจดังพระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ตัดกรรมตัดเวรไม่ได้ พระอัครสาวกชื่อ พระโมคคัลลาน์ ซึ่งเป็นผู้มีฤทธิ์มีเดชเหาะเหินเดินอากาศได้ ดำดินบินบนได้ ก็มีโจรมาทุบ กระดูกแหลกเหลวหมด ในที่สุดก็ได้นิพพานเพราะมีโจรมาทุบ เมื่อพระพุทธเจ้าและพระอัครสาวก ดั่งพระโมคคัลลาน์ตัดกรรมไม่ได้อย่างนี้ คนธรรมดาสามัญอย่างเราจะไปตัดกรรมอย่างใดได้ ขอฝากไว้ให้พิจารณา แต่อโหสิกรรมนี้ตัดกันได้ แต่ใครทำตัดต้องตัดเอง จะให้คนอื่นมาตัด ตัดไม่ได้
          ตัวอย่างเช่น เราไปด่าเขาเป็นวจีกรรม เราไปทุบตีเขา ก็เป็นกายกรรม เราคิดผิดไปเป็นมโนกรรมแก่ใครคนใดคนหนึ่ง เรารู้สึกตัดทันทีทันใด เราผิดไป เราขออโหสิกรรมให้แก่เราด้วยน้ำใสใจจริงอย่างนี้ กรรมนี้เรียกชื่อว่า อโหสิกรรม เป็นกรรมที่ให้ผลสำเร็จแล้วไม่มีกรรมอะไรอีกต่อไป บทนี้สำคัญ เราทำบุญทำทานชำระหนี้สงฆ์ใช้หนี้กรรมหนี้เวรก็เกี่ยวกับบทนี้ อโหสิกรรมนี้แหละ

พระมหากรุณาที่ทรงมุ่งแสดงให้เห็นอำนาจกรรม
          สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ประทานโอวาทไว้ว่า
          พระพุทธองค์ก่อนจะทรงดับขันธปรินิพพานได้ประชวรด้วยโรคลงพระโลหิต เหตุด้วย ทรงรับประเคนอาหารสุกรมัททวะจากนายจุนทะผู้มีศรัทธายิ่งนัก ในพระพุทธองค์เสวยอาหารนั้นแล้ว ก็ทรงลงพระโลหิตข้อที่พึ่งสังเกตก็คือ เมื่อทรงรับประเคนอาหารจากนั้นทรงทราบดีแล้วว่าเป็นอาการมีพิษ จึงรีบสั่งให้นำไปฝังเสีย มิให้ประเคนแก่พระอื่นๆ ที่ตามเสด็จไปด้วย พระองค์เสวยและก็ทรงได้รับพิษจากอาหารนั้น เป็นความทรมานพระองค์มิใช่น้อย ด้วยเหตุทรงมีพระชนมายุมากแล้วถึง ๘๐ พรรษา
          ผู้เป็นพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย น่าจะได้แลเห็นพระมหากรุณาที่ทรงมุ่งแสดงให้เห็นอำนาจแห่งกรรม ที่ไม่อาจมีผู้หนีพ้นได้ นึกถึงพระมหากรุณาคุณข้อนี้ให้อย่างยิ่ง ให้ซาบซึ้งถึงใจ ทรงมุ่งแสดงให้ประจักษ์แจ้งชัดเจนจนถึงทรงเป็นตัวอย่างด้วยพระองค์เอง ทรงเสียสละด้วย พระมหากรุณาใหญ่ยิ่งถึงเพียงนี้ ควรหรือที่จะไม่พากันนอบน้อมยอมรับพระมหากรุณานั้นไว้ เหนือเศียรเกล้าแล้วมุ่งปฏิบัติตามที่ทรงแสดงสอนด้วยพระวิริยะอุตสาหะลำบากยากแค้นแสนสาหัส จนวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพก็ยังทรงลำบากหนักหนาเพื่อทรงสอนเรื่องกรรม

กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่
          ๕. กรรมแต่งให้เกิด หรือกรรมที่ส่งให้ไปเกิดในภพต่างๆ กรรมนี้สามารถแต่งให้เราเกิดมาเป็นคนเป็นสัตว์ จนรวย พิการ หรือไม่พิการก็ได้ ขึ้นอยู่กับกรรมที่เราทำไว้ในอดีตเปรียบเสมือนมารดา ที่ให้กำเนิดทารกเรียกกรรมชนิดนี้ว่า ชนกกรรม
          ๖. กรรมสนับสนุน เป็นกรรมที่ช่วยอุปถัมภ์ค้ำชูหรือช้ำเติมต่อจาก ชนกกรรมทำให้สัตว์ ทั้งหลายที่ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ให้ได้รับความสุขหรือทุกข์ตามสมควรแห่งกรรมของตน คือ ถ้าเกิดมาดีแล้วก็จะสนับสนุนให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป แต่ถ้าเกิดมาไม่ดีแล้ว แล้วกรรมนี้ก็จะสนับสนุนให้เสื่อมยิ่งขึ้น เราเรียกกรรมที่สนับสนุนให้มันยิ่งๆ ขึ้นไปตามนั้นว่า อุปถัมภกรรม
          ๗. กรรมที่บีบคั้นหรือเบียดเบียน เป็นกรรมที่บีบคั้นกรรมดีและกรรมชั่วที่ชนกกรรมแต่งให้กำเนิดขึ้นให้มีกำลังอ่อนลง เราเรียกกรรมชนิดนี้ว่า อุปปีฬกรรม
          ๘. กรรมตัดรอน เป็นกรรมที่ตัดรอนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หรือเป็นกรรมที่ทำลายกรรม แต่ให้เกิดและกรรมสนับสนุน คือ ถ้าเราดีอยู่ก็จะเสื่อมไปเลย หรือถ้าเราเสื่อมอยู่ก็จะกลับกลายเป็นดี เราเรียกกรรมชนิดนี้ว่า อุปฆาตกรรม

กรรมที่ให้ผลตามกำลัง
          ๙. กรรมหนัก เป็นกรรมที่มีน้ำหนักมาก สามารถที่จะให้ผลแก่บุคคลที่เป็นเจ้าของกรรม ในชาติที่สองคือ ชาติหน้า กรรมอื่นๆ ไม่มีอำนาจที่จะขวางกั้นการให้ผลของครุกรรมนี้ได้ กรรมนี้ย่อมจะให้ผลก่อนและสามารถครอบงำกรรมอื่นๆ เสีย กรรมหนักข้างฝ่ายดี ได้แก่ บุคคลที่เจริญสมาธิจนบรรลุฌาน วิปัสสนาและมรรคผลนิพพาน กรรมหนักข้างฝ่ายชั่ว ได้แก่ อนันตริยกรรม           ๕ คือฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงห้อพระโลหิต และทำสงฆ์ให้แตกกัน เราเรียกกรรมนี้ว่า ครุกรรม
          ๑๐. กรรมที่กระทำจนเคยชินติดเป็นนิสัย กรรมนี้มีผลยั่งยืนมาก ในส่วนของกรรมดี ได้แก่ การไหว้พระสวดมนต์ การทำบุญตักบาตรเป็นประจำ เป็นต้น ในส่วนของกรรมชั่ว เช่น พูดปดจนเป็นนิสัย หรือลักเล็กขโมยน้อย กรรมเล็กๆ น้อยๆ นี้เอง ถ้าทำมากๆ ทำเสมอๆ ก็เป็นกรรมที่มีน้ำหนัก เมื่อถึงแก่ชีวิตแล้ว ถ้าผู้กระทำกรรมไม่มีครุกรรมเลย กรรมชนิดนี้ที่เรียกว่า อาจิณณกรรมหรือพหุลกรรม ก็จะให้ผลก่อน
          ๑๑. กรรมที่ระลึกได้เมื่อใกล้ตาย หรือกรรมจวนเจียนหรือกรรมใกล้ตาย คือกรรมที่บุคคลกระทำเมื่อจวนสิ้นชีวิต มีอำนาจทำให้เจ้ากรรมไปสู่สุคติหรือทุคติดก็ได้ หากในขณะที่จวนจะสิ้นชีวิต เขาระลึกได้ถึงกรรมดีที่กระทำ เวลาตายไปกรรมย่อมส่งผลให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีในทางตรงกันข้าม หากเขาระลึกถึงกรรมชั่วที่ได้เคยกระทำไว้เมื่อตายไป กรรมย่อมส่งผลให้ไปสู่ภพที่ชั่ว เราเรียกกรรมชนิดนี้ว่า อาสันนกรรม
          ๑๒. กรรมที่สักแต่ว่าทำ ได้แก่ กรรมที่ทำด้วยเจตนาอันอ่อนหรือมิได้มีเจตนาอย่างนั้น โดยตรง ในทางที่ดี เช่น เมื่อรับศีล เห็นเขารับศีลก็รับไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจรับจริงๆ กราบพระ ก็กราบอย่างนั้นเอง ไม่ได้นอบน้อมด้วยใจจริง เป็นต้น ในทางชั่ว เช่น คนบ้าฆ่าคนตายก็ดี หรือหมอให้ยาคนไข้ผิด คนไข้ถึงแก่ความตาย ทั้งที่ไม่มีเจตนาจะให้เขาตาย แต่เป็นกรรมบังเอิญ สิ่งใดที่เราทำไปแต่ไม่ได้เจตนาให้เป็นอย่างนั้น แต่มันบังเอิญเป็นไปเราเรียกกรรมนี้ว่า กตัตตากรรม หรือกตัตตาวาปนกรรม เป็นกรรมเบาที่สุด ไม่ใช่ผลกรรมโดยตรงเป็นผลของการสะเพร่า กรรมนี้ จะให้ผลก็ต่อเมื่อไม่มีกรรมสามอย่างคือ กรรมหนัก กรรมเคยชินและกรรมใกล้ตายที่จะให้ผลแล้ว กรรมที่สักแต่ว่าทำนี้จึงจะให้ผลได้

ตานใช้ - ตานแทน
          ตานใช้-ตานแทน เป็นชื่อเรียกกันตามภาษีเมืองเหนือ ภาษากลางเรียกว่า การถวายทาน ใช้หนี้เก่าเป็นพิธีกรรมสำคัญซึ่งถือว่าเป็นขนบธรรมเนียมของคนภาคเหนือที่นิยมกระทำกันมา ช้านานแล้ว โดยมี ครูบาอาจารย์ซึ่งหมายถึงพระสงฆ์ เป็นผู้นำศรัทธาญาติโยมทั้งหลายร่วมกัน จัดทำขึ้น เพื่อการชำระสะสางหนี้เก่าที่เราได้กระทำผิดต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งต่อ บุคคลอื่นและสัตว์อื่น โดยทั้งที่ตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี รู้เท่าทันก็ดี ไม่รู้เท่าทันก็ดี ทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยทั่วไปนิยมเรียกว่า พิธีตานใช้-ตานแทน หรือ พิธีชำระหนี้กรรม

อลังการและมโหฬารที่สุดในล้านนา
          อาจกล่าวได้ว่า นับแต่อดีตที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน จากหลักฐานที่ปรากฏมิใช่โดย การคาดคะเนใดๆ ทั้งสิ้น เท่าที่สืบทราบมา ผู้เขียนยังไม่เคยพบเห็นการจัดพิธีตานใช้ตานแทนในที่อื่นจะจัดได้ใหญ่โตมโหฬารและอลังการที่สุด เหมือนอย่างที่ หลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา แห่งวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ได้จัดทำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตจากจำนวนผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมในพิธีจากทั่วสารทิศก็ดีจากนานาวัตถุทานที่นำมาร่วมในพิธีทั้งใหญ่โตมโหฬาร ไม่ว่าจะวัดจะประมาณ โดยขนาดหรือปริมาณก็มิอาจจะประมาณนับได้ หรือจากหลักฐานการจดบันทึกไว้เป็นเรื่องเป็นราว ก็ดี ผู้เขียนขอยอมรับว่า ถ้าหากไม่มีครูบาอาจารย์ที่มีบารมีเต็มอย่างหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาท่านนี้แล้ว ทั่วทั้งล้านนาของเราก็คงจะหาใครที่จะจัดพิธีได้ใหญ่โต เช่นนี้ได้อีกแล้ว

ครูบาอาจารย์ให้การยกย่อง
          ครูบาพรหมจักรสังวร วัดพระพุทธบาทตากผ้า กล่าวว่า
          " ความจริง การให้ทานใช้หนี้ ท่านได้ทำมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และที่อื่นก็มีการทำเหมือนกัน แต่ไม่ทำเป็นพิธีรีตองใหญ่โตอย่างที่ท่านครูบาวงศ์ได้ทำในคราวครั้งนี้ ท่านครูบาวงศ์มีความเฉลียวฉลาด มีความสามารถ มีใจกว้างขวาง ได้ชักชวนให้ญาติโยมทั้งหลายได้ทำในคราวครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนา"

ตานใช้ตานแทนกับกฎแห่งกรรมบางประการ
กุศลกรรมที่หนักกว่าสามารถตัดผลของอกุศลกรรมให้ขาดได้ในพริบตา
          สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ประทานพระโอวาท ไว้ว่า
          "การทำกรรมดีหรือกุศลกรรมให้มากย่อมอาจให้ผลตัดรอนอกุศลกรรมได้อกุศลกรรมที่ หนักที่แรงจำเป็นต้องกุศลกรรมที่หนักกว่า แรงกว่ามากๆ จึงจะสามารถตัดกันได้ทันท่วงที นั่นก็คือ แม้มีอกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วมาส่งผล ทำให้ตกอยู่ในที่ร้อนที่คับขัน กุศลกรรมที่ทำอยู่แม้แรงกว่า หนักกว่า ย่อมจะสามารถตัดผลของอกุศลกรรมให้ขาดได้ในพริบตา มีตัวอย่างปรากฏให้รู้ให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ จึงไม่ควรลังเลที่จะทำความดี คือ กุศลกรรให้มากให้สม่ำเสมอ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"
          หลวงปู่ครูบาพรหมจักรสังวร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้เคยเทศน์สอนไว้ว่า
          "ต่อไป เราจะไม่มีกรรม ไม่มีเวร ก็จงแก้ไขเสียให้หมด แล้วรีบขวนขวายทำแต่คุณงามความดี คือให้ทานรักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรมยิ่งกว่านี้ให้เจริญกรรมฐานภาวนา ไม่ได้อะไรก็นึก พุทโธ นี้เถอะ หายใจเป็น พุทโธ พุทโธ ตายไม่ได้ไปตกนรกหรอก พุทโธ คำเดียวนี่ ขอให้ถือจริงๆ เถอะ ถ้าถือไม่จริง มันก็ไม่จริง"

ตานใช้-ตานแทนกับปาฏิหาริย์กฎแห่งกรรม
ตัวอย่างอานิสงส์ ตานใช้-ตานแทน ในสมัยพุทธกาล
นางกษัตริย์ชื่อ "โรหิณี" หายจากโรคเรื้อนเพราะสร้างหอฉัน
          เรื่องมีอยู่ว่า : พระนางโรหิณีเป็นพระกนิฏฐภคินีของพระอนุรุทธะ วันหนึ่ง พระเถระพร้อมด้วยพระอีก ๕๐๐ รูป ได้เดินทางไปยังเมืองกบิลพัสดุ์เพื่อเยี่ยมพระญาติ เหล่าพระญาติเมื่อได้ทราบว่าพระเถระเดินทางมาถึงต่างก็ดีใจพากันออกไปหาพระเถระยังที่ท่านอยู่ ยกเว้นพระนางโรหิณีน้องน้อยของท่านพระองค์เดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ไป
          พระเถระได้ถามถึงพระกนิฏฐภคินี ได้รับคำตอบว่า พระนางไม่อาจจะมาได้เพราะเป็น โรคผิวหนัง พระเถระใช้ให้คนไปตามพระนางมา พระนางโรหิณีเมื่อได้ทราบว่าพระพี่ชาย ต้องการ พบ ก็ไม่สามารถขัดขืนได้ ทั้งที่อายแต่ก็จำในต้องมา ครั้นถึงแล้ว พระเถระก็ได้ถามถึงสาเหตุ ของการเป็นโรค เมื่อได้ฟังรายละเอียดต่างๆ จากพระนางเองแล้ว
          พระเถระได้บอกว่า
          "ควรจะทำบุญ"
          "ทำอะไร?" พระนางทูลถามพระพี่ชาย
          พระเถระแนะนำให้สร้างโรงฉัน เนื่องจากว่าในขณะนั้น โรงฉันที่นิโครธารามยังไม่มี พระนางยินดีทำตามคำแนะนำของพระพี่ชายจึงได้ขายเครื่องประดับเอาเงินมาซื้อเครื่องมือ ในการก่อสร้างพระอนุรุทธะได้บอกญาติอื่นๆ ให้ช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วย
          เหล่าพระญาติที่ได้รับมอบหมายได้ช่วยกันแสวงหาทัพสัมภาระที่จะนำมาในการก่อสร้าง ฝ่ายพระเถระคอยควบคุมดูแลการก่อสร้าง พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่พระนางโรหิณีด้วยว่า
          "หอฉันนี้จะให้สร้างเป็น ๒ ชั้น เวลาที่ชั้นบนปูแผ่นกระดานเรียบร้อยแล้ว น้องหญิง จงคอยปัดกวาดเช็ดถูให้เป็นประจำอยู่ที่ชั้นล่างนอกจากนั้นแล้ว จงคอยปูลาดอาสนะถวายพระ พร้อมทั้งตั้งหม้อน้ำดื่มไว้ด้วยอย่าให้บกพร่อง"
          พระนางโรหิณีได้ปฏิบัติตามพระเถระแนะนำทุกอย่างดังนั้นหลังจากที่ชั้นบนได้ปู แผ่นกระดานไว้เรียบร้อยแล้ว พระนางจึงได้มาทำกิจวัตรต่างๆ เช่น ปัดกวาดเช็ดถูอยู่ประจำ พร้อมทั้ง ปูลาดอาสนะไว้สำหรับพระจะได้มานั่งพักหรือไม่ก็มานั่งฉันอาหารบ้าง บางครั้งบางคราว
          คัมภีร์บันทึกไว้ว่า ขณะที่พระนางทำกิจวัตรเช่นปัดกวาดหอฉันอยู่เป็นประจำนั้น โรคผิวหนังก็แห้ง แต่ว่ายังไม่ทันหายขาดริ้วรอยยังคงมีอยู่ให้เห็น
          ต่อมาเมื่อโรงฉันเสร็จแล้ว พระนางโรหิณีได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์มาฉัน ที่โรงฉัน เนื่องจากว่าขณะนั้นพระพุทธเจ้ายังคงประทับอยู่ที่วัดนิโครธาราม ในเมืองกบิลพัสดุ์นั้นเอง และครั้นเสวยเสร็จแล้วพระพุทธเจ้าได้ตรัสถามหาตัวบุคคลที่เป็นเจ้าภาพ พระนางโรหิณีไม่ได้ มาในงานทำบุญเลี้ยงพระครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะทรงละอายริ้วรอยของโรคผิวหนัง ที่ยังหลงเหลืออยู่นั้น เมื่อได้ทราบว่า บุคคลที่เป็นเจ้าภาพไม่ได้มาพระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้ตามตัวมาเข้าเฝ้า
          พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามถึงสาเหตุของการเป็นโรคที่แท้จริงว่าเกิดมาจากอะไร พระนางโรหิณีไม่สามารถกราบทูลให้ทรงทราบได้ พระองค์จึงตรัสสรุปว่า โรคผิวหนังที่เกิดขึ้นนั้นสืบเนื่องมาจากความโกรธของพระนางเอง จากนั้นได้ตรัสเล่าถึงอดีตชาติของพระนางว่า
          บุพกรรมของพระนางโรหิณี : มเหสีขี้หึง
          ในอดีตชาติ ชาติหนึ่ง พระนางโรหิณีได้เกิดเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสีได้ผูกใจเจ็บในหญิงนักฟ้อนนางหนึ่ง เนื่องจากเป็นที่โปรดปรานของพระราชา พระอัครมเหสีทรงคิดอยู่เสมอ ถึงอุบายที่จะทำลายความงามของหญิงนักฟ้อน วันหนึ่ง พระนางคิดหาอุบายได้ จึงสั่งให้คนไปหา ผงหมามุ่ย แล้วให้เอาผงหมามุ่ยใส่ลงไปตามที่นอน เครื่องนุ่งห่ม และผ้าปูนอนของนาง ยิ่งไปกว่านั้น ยังเรียกให้นางมาหาแล้วโรยลงไปตามตัวนางโดยวิธีที่นางไม่รู้ตัว ร่างกายของนางสนมเกิดอาการ ผิดปกติขึ้นมาอย่างฉับพลัน คือเกิดพุพองเป็นตุ่ม นางรู้สึกคันจนกระทั่งทนไม่ไหวต้องเกา
          คัมภีร์บันทึกไว้ว่า หญิงนักฟ้อนได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส จากการกลั่นแกล้งของ พระมเหสี และด้วยอำนาจบาปกรรมอันนี้ที่ยังเหลือเป็นเศษวิบาก เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ใหม่จึงทำให้ต้องเกิดโรคผิวหนังขึ้น
          ครั้นตรัสเล่าบุพกรรมนี้แล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้พระนางโรหิณีและความโกรธ ละมานะ ทำลายสังโยชน์เสียทั้งหมด มิได้ติดอยู่ในนามรูป และเมื่อไม่มีกิเลสเครื่องทำให้กังวลอะไรแล้ว ก็จะพ้นไปจากทุกข์ ปรากฏว่าในเวลาจบพระธรรมเทศนา พระนางโรหิณีได้บรรลุโสดาปัตติผล และพร้อมกับที่ได้บรรลุโสดาปัตติผลนั้นเอง ร่างกายของพระนางก็หายจากโรคผิวหนังโดยสิ้นเชิง เปล่งปลั่งดุจทองคำ

พิธีตานใช้ตานแทน (ชำระหนี้กรรม)
          โดย "นันทรัตน์"
          ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมต้องเคยประสบกับความทุกข์มาแล้วทั้งนั้น นอกจากทุกข์ จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็นกฎธรรมดาของโลกแล้ว แต่ละคนยังจะต้องประสบกับความทุกข์ยากในการดำรงชีวิตมากบ้างน้อยบ้างตามผลแห่งกรรมของตนในอดีต บ้างก็เกิดมาร่ำรวย บ้างก็ยากจน บ้างก็มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน บ้างก็ถูกกลั่นแกล้งปัดแข้งปัดขา ทำอะไรก็ติดขัด มีอุปสรรคไปทั้งนั้น ถูกคดโกงบ้าง ถูกโจรภัยบ้าง อุทกภัยบ้าง อัคคีภัยบ้าง แต่ถึงแม้จะทบทวน ถึงสาเหตุแล้วก็อาจจะหาไม่พบ เพราะเป็นผลที่ติดตามมาแต่อดีตชาติที่เรายังค้นไปไม่ถึง ก็เลยอาฆาตพยาบาท โทษคนนั้น คนนี้ ยุ่งไปหมด เป็นการสร้างศัตรูและสานหนี้กรรมที่มีต่อกันให้ยืดเยื้อ ไม่มีที่สิ้นสุด
          หลวงพ่อ (พระครูบาชัยยะวงศาฯ) ได้อธิบายให้ฟังถึงสาเหตุต่างๆ ของการเป็นหนี้ซึ่งกัน และกัน ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจกระทำ ผู้ที่เป็นหนี้กรรมต่อกันก็ต้องเกิดมาพบกันอีก มาทวงหนี้กันและกันอีก ซึ่งจะออกมาในรูปอุปสรรคต่างๆ อะไรที่ควรจะทำสำเร็จลุล่วงไปได้ก็ไม่สำเร็จ ต้องมีผู้มาขัดขวาง ถ้าเราอภัยให้แก่คนผู้นั้นก็จะเป็นการบรรเทาหนี้ที่คิดค้างกันได้ ท่านได้ยกตัวอย่างให้ฟังหลายเรื่องดังต่อไปนี้

๑. หนี้ระหว่างบุคคล
          หนี้ที่ผู้กระทำตั้งใจหรือมีเจตนาจะทำเช่น การผิดศีล ๕ ได้แก่ การฆ่าสิ่งมีชีวิต ลักทรัพย์ เป็นชู้กับสามีภรรยาผู้อื่น โกหก ส่อเสียด ยุยงผู้อื่นและการดื่มสุราเมรัย ผู้กระทำก็ย่อมต้องได้รับโทษทั้งในชาตินี้และเมื่อตายไปแล้วก็จะต้องลงนรกไปรับโทษตามประเภทความผิดของตน เป็นกฎตายตัวอยู่แล้ว เมื่อกลับมาเป็นคนใหม่ก็ต้องใช้เศษกรรมต่อกันอีก แต่ยังมีหนี้ประเภทเบากว่านั้น ซึ่งผู้กระทำไม่คิดว่าจะผิด เช่น ไปขอพริกเพื่อนบ้าน บอกว่าขอสัก ๑๐ เม็ดนะ แต่เอาไปจริงๆ กำมือหนึ่ง ส่วนที่เกินกว่า ๑๐ เม็ด ก็เป็นโทษเป็นหนี้ ถึงแม้เจ้าของจะไม่ได้ว่าอะไรก็ตาม
          อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น พ่อ แม่ ลูก ร่วมวงรับประทานอาหารกันพ่อเอื้อมมือจะไปหยิบอาหารชิ้นหนึ่งแต่ลูกกลับหยิบเอาไปเสียก่อน เช่นนี้ก็เกิดเป็นหนี้กันขึ้น หรือลูกคิดจะหยิบแต่พ่อหยิบเอาไปก่อน พ่อก็เป็นหนี้เช่นเดียวกัน แต่ความเป็นพ่อลูกรักกันอภัยให้กัน หนี้นั้นก็เบาไป แต่ก็ยังคงเป็นหนี้ต้องเกิดมาพบกันอีก และผลก็คือเมื่อฝ่ายหนึ่งทำงานอะไรจวนจะสำเร็จแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็มาหยิบฉวยไปเป็นผลงานของตน

๒. หนี้สงฆ์
          ของที่อยู่ภายในบริเวณวัดทั้งหมดถือว่าเป็นของสงฆ์ ซึ่งรวมทั้งต้นไม้ใบหญ้าดินทราย ที่เราเหยียบย่ำไปของสงฆ์ถือว่าเป็นของพระศาสนาเป็นของที่มีค่าสูง ถ้าผู้ใดล่วงละเมิดหยิบฉวย หรือ นำพาออกไปจากวัดก็ถือเป็นโทษหนัก หนักกว่าหยิบของของชาวบ้านมาก
          ของที่เราเห็นว่ามีค่า มีคุณประโยชน์แล้วหยิบเอาไปโทษก็เห็นชัดอยู่แล้วแต่บางอย่าง ที่เราเห็นว่าเป็นของไม่มีค่าแล้วเอาไปโดยไม่คิดว่าจะผิดก็มีมาก เช่น
          - เด็ดดอกไม้ ผลไม้ ใบหญ้าในวัด
          - ดินทรายที่ติดเท้าของเราเดินออกจากวัดไป ก็ถือว่าเอาของสงฆ์ไปด้วย
          - ของเขาเราถ้าวางลืมไว้ในวัด แล้วออกจากวัดไป ของนั้นก็กลายเป็นของสงฆ์ จะกลับมาเอาโดยพลการไม่ได้ ต้องขออนุญาตเจ้าอาวาสเสียก่อน จึงจะเอาคืนไปได้
          - การใช้น้ำใช้ห้องส้วมในวัดถือเป็นหนี้สงฆ์
          - ของกินของใช้ในวัด ถ้าเอาไปใช้ก็จะต้องเป็นเปรต ถ้าได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสแล้วไม่เป็นไร
          - การเอาต้นไม้ไปปลูกในวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสก่อน ตายไปแล้ว ก็จะต้องเป็นเปรตหรือพระในวัดจะเอาต้นไม้ในวัดไปปลูกที่บ้านญาติโยมก็ต้องขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อน มิฉะนั้นก็เป็นโทษ
          - ในการทำบุญ ถ้าเจ้าภาพจัดของเอาไว้ถวายพระเรียงตามลำดับอาวุโส คือ ของถาดนี้ จะถวายพระองค์นี้ของถาดนั้นจะถวายพระองค์ที่อาวุโสน้อยกว่า ถ้าคนประเคนประเคนสับกันก็มีโทษโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ พระที่รับของผิดก็เป็นหนี้ซึ่งกันและกันด้วย
          - คนที่ปรารถนาดีคิดจะทำความสะอาดบริเวณวัด แล้วกวาดขี้ผงในวัดไปทิ้งนอกวัดก็ถือเป็นโทษ ถือว่าเอาของวัดไป ฉะนั้นก่อนจะทำความสะอาดวัดต้องขออนุญาตต่อเจ้าอาวาสเสียก่อน จึงจะโกยขี้ผงไปทิ้งนอกวัดได้
          - ถ้าฆราวาสมาขอพักอยู่ในวัด ๒-๓ วัน เจ้าอาวาสอนุญาตให้ทำความสะอาดวัดได้ ก็ทำได้ภายในระยะเวลาที่พักอยู่ที่วัดนั้น เมื่อออกจากวัดไปแล้ว คราวหลังจะกลับเข้ามาพักอีก

๓. หนี้งานค้าง
          เป็นประเภทที่ทำงานค้างไว้ยังไม่สำเร็จแล้วตายไป จิตยังผูกพันอยู่กับงานนั้น เช่น
          - นายช่างสร้างวิหารไม่สำเร็จตายไป ใจยังผูกพันอยู่ ก็กลายเป็นวิญญาณเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้น
          - มีพระทุศีลองค์หนึ่ง บวชแล้วไม่ได้ร่ำเรียนพระธรรมวินัยทำงานอาชีพแบบคฤหัสถ์เป็น ช่างตีเหล็กวันหนึ่งเดินเข้าไปในป่าเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จึงคิดจะโค่นต้นไม้นั้นเอาไปทำเป็น เครื่องสูบลมเหล็ก เมื่อกลับมาถึงวัดก็เป็นไข้แล้วก็ตายไป แต่จิตยังติดอยู่กับต้นไม้นั้น จึงมาเกิดเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ในโพรงไม้นั้นกรรมที่ทำให้เกิดเป็นสัตว์ตัวลายพร้อย เพราะเป็นพระที่ไม่รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ตัวจึงด่างๆ ดำๆ ร้องตุ๊ปู่ (แปลว่าหลวงตา) ด้วยความเคยชินตั้งแต่ยังเป็นพระ แต่ตอนหลังคิดว่าควรจะร้องยืนยันว่าตัวเป็นพระ (ตุ๊) จริงๆ จึงร้อง ตุ๊แท้ๆ (ปัจจุบันแปลว่าพระหนุ่ม) นานเข้าเลยเพี้ยนเป็น ตุ๊กแกๆ นี่คือประวัติความเป็นมาของตุ๊กแก

๔. หนี้ใช้แรงงานหรือใช้เป็นอาหาร
          รวมทั้งแรงงานคนและสัตว์ และสัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร

๕. หนี้ตัวเอง
          ได้แก่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ตัวเองรักชอบ พอใจ เสียดาย

๖. หนี้จากการตำหนิสงฆ์ ครูบาอาจารย์
          ผู้ที่ชำระหนี้ ก็ต้องหาข้าวของทั้งหลายที่ตนเป็นหนี้คนอื่นมาถวายแก่พระสงฆ์ แต่เนื่องจากหนี้ทั้งหลายนั้นอาจจะเป็นหนี้แต่อดีตชาติ สะสมกันมา ไม่อาจจะจดจำได้หมด จึงต้องหาของใช้ ทุกอย่าง ทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคประดามี มาถวายแก่พระสงฆ์ เป็นการชำระหนี้ระหว่างบุคคล และชำระหนี้สงฆ์
          หนี้ค้างก็ต้องชำระโดยการนำเอาเครื่องมือต่างๆ และวัสดุ เช่น เหล็ก ตะกั่ว ไม้ ที่ใช้ทำงาน ทั้งด้านการก่อสร้าง กสิกรรม งานเย็บปักถักร้อย งานครัว ของทุกอย่างเท่าที่เป็นเครื่องมือในการทำงาน อาวุธต่างๆ ของใช้ต่างๆ เท่าที่จะนึกได้ มาถวายแก่พระสงฆ์ ซึ่งอาจจะเป็นของใหม่หรือ ของที่ใช้แล้วก็ได้ ส่วนที่ใช้ได้ก็จะได้เอาไว้เป็นสมบัติของสงฆ์ต่อไป ส่วนที่ใช้ไม่ได้ก็จะเอาใส่ หลุมกลบฝังไปเป็นการสิ้นสุดตัดภาระผูกพันกับงานที่ค้างอยู่
          หนี้ใช้แรงงานหรือใช้เป็นอาหาร ก็ชำระโดยการรูปสมมุติของคนหรือสัตว์คือตุ๊กตารูปคนและสัตว์มาถวาย ชำระหนี้ตัวเอง ก็ต้องเอาของที่รักที่พอใจมาถวายพระ เป็นการตัดความเสียดาย ความผูกพันกับของนั้นๆ
          หนี้จากการตำหนิสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ก็ต้องมาขอสมาด้วยเจดีย์ทรายและข้าวตอกเต็มเกวียน เทียนเล่มหมื่น เล่มพัน เล่มร้อย
          เนื่องจากหนี้สินที่แต่ละคนจะต้องชำระนั้น มีมากมายหลายอย่างลำพังเพียงตัวคนเดียวไม่อาจจะหามาให้ครบถ้วนได้ อาจจะเนื่องมาจากกำลังแรงงานมีจำกัด ทุนทรัพย์มีจำกัด ดังนั้น ผู้ที่ประสงค์จะใช้หนี้กรรมของตนให้สมบูรณ์แบบที่สุด คือใช้ให้ครบทุกอย่าง จำเป็นจะต้องร่วมมือกับผู้อื่นที่มีความประสงค์อย่างเดียวกัน โดยการรวบรวมปัจจัยข้าวของต่างๆ ตามแต่จะมีหาได้มารวมไว้เป็น กองกลาง ซึ่งในการนี้จำเป็นจะต้องอาศัยคนเป็นจำนวนมากมาประกอบพิธีร่วมกัน เพื่อที่จะให้ได้ปัจจัยมากพอที่จะซื้อหาข้าวของต่างๆ ในการชำระหนี้ได้ครบถ้วนทุกอย่างโดยวิธีนี้ก็จะถือว่าทุกคนเป็นเจ้าของของทุกอย่างที่ถวายพระสงฆ์ซึ่งจะทำให้การชำระหนี้ของแต่ละคนครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ถ้าแต่ละคนจะทำเองก็ไม่อาจจะทำได้

วิธีการชำระหนี้
          การถวายสังฆทานแก่พระอริยสงฆ์ มีอานิสงส์สูงมาก เมื่อถวายสังฆทานแล้วผู้ถวาย ก็อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เมื่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายอนุโมทนาแล้ว ก็เป็นอันสิ้นสุดกัน
          ตามประเพณีชาวเหนือมีพิธีถวายสังฆทานรวมครั้งใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของคนเป็นจำนวนมากที่จะจัดหาข้าวของเครื่องใช้ให้ครบทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นของทาน เพื่อชำระหนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร พิธีนี้เรียกว่า "ตานใช้-ตานแทน" (ตานคือทาน) คณะสงฆ์ที่เข้าร่วมในพิธี ต้องเป็นพระสงฆ์ที่ออกจากปริวาสกรรมแล้ว คือได้ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดแล้ว หรือเป็น พระอริยสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ คณะสงฆ์นี้ถือเป็นกรรมการตัดสินหนี้กรรมต่างๆ ด้วย ถ้าเป็นโทษอย่างกลาง ๑๒-๑๓ รูป โทษหนัก ๒๑ รูป หนักมากก็ต้องถึง ๑๒๐ รูป โทษหนักมากได้แก่โทษกระทำล่วงเกิน ด่าว่าพระอริยสงฆ์และครูบาอาจารย์
          คณะสงฆ์ที่เข้าร่วมในพิธีจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินยกเลิกหนี้พระสงฆ์ และหนี้ระหว่างบุคคลโดยอุทิศอานิสงส์ของทานให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ถือว่าหนี้ที่มีต่อกันน่าจะได้รับการอโหสิกรรมหรืออาจหมดสิ้นไปก็ได้

เจดีย์ทรายในพิธี
          การก่อเจดีย์ทรายถือว่าเป็นการนำทรายเข้าวัด เป็นการชำระหนี้ที่เราได้เหยียบย่างเข้าไปในวัดแล้วนำดินทรายติดเท้าออกไปด้วยประการหนึ่ง ประการที่ ๒ เป็นการชำระหนี้หนักทั้งหลาย ประการที่ ๓ การก่อเจดีย์ถือเป็นการบูชาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จำนวนเจดีย์ที่ก่อเท่ากับจำนวนพระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอาจารย์ และปูชนียสถานต่างๆ ดังนี้
          ๑. พระพุทธ รวม ๖๑ กอง ทรายกองใหญ่ ๕ กอง บูชาพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ทรายกองเล็ก ๕๖ กอง เท่าพระคุณของพระพุทธเจ้า
          ๒. พระธรรม รวม ๓๙ กอง ทรายกองใหญ่ ๑ กอง บูชาพระธรรม ทรายกองเล็ก ๓๘ กอง เท่าพระคุณของพระธรรม
          ๓. พระสงฆ์ รวม ๒๖๔ กอง หรือ ๓๖๓ กอง ทรายกองใหญ่ ๑ กอง บูชาพระอรหันต์ ที่ปรินิพพานแล้ว ทรายกองเล็ก ๒๖๓ กอง แยกออกเป็น บูชาพระสงฆ์ ๑ กอง บูชาพระสงฆ์ ๑๔ กอง บูชาศีล ๒๒๗ กอง พระสงฆ์ที่เข้าในพิธีอีกองค์ละกอง จำนวน ๒๑ องค์ หรือ ๑๒๐ องค์
          ๔. พระธาตุ ทรายกองใหญ่ ๑ กอง
          ๕. พระบาท ทรายกองใหญ่ ๑ กอง
          ๖. พระบาทกบ ทรายกองใหญ่ ๑ กอง
          ๗. ไม้โพธิ์ ทรายกองใหญ่ ๑ กอง
          ๘. บิดา รวม ๒๒ กอง ทรายกองใหญ่ ๑ กอง ทรายกองเล็ก ๒๑ กอง บูชาคุณบิดา
          ๙. มารดา รวม ๑๓ กอง ทรายกองใหญ่ ๑ กอง ทรายกองเล็ก ๑๒ กอง บูชาคุณมารดา
          ๑๐. ครูบาอาจารย์ รวม ๒๔ กอง ทรายกองใหญ่ ๑ กอง ทรายกองเล็ก ๑๐ กอง บูชาคุณครูบาอาจารย์ ทรายกองเล็ก ๕ กอง บูชาศีล ๕ ทรายกองเล็ก ๘ กอง บูชาศีล
          ๑๑. สัตว์ รวม ๖ กอง สัตว์น้ำ ทรายกองใหญ่ ๒ กอง สำหรับตัวผู้และตัวเมีย สัตว์บก ทรายกองใหญ่ ๒ กอง สำหรับตัวผู้และตัวเมีย สัตว์อากาศ ทรายกองใหญ่ ๒ กอง สำหรับตัวผู้ และตัวเมีย
          ๑๒. ดิน รวม ๒๒ กอง ทรายกองใหญ่ ๑ กอง ทรายกองเล็ก ๒๑ กอง เท่าจำนวนคุณดิน
          ๑๓. น้ำ รวม ๑๓ กอง ทรายกองใหญ่ ๑ กอง ทรายกองเล็ก ๑๒ กอง เท่าจำนวนคุณน้ำ
          ๑๔. ลม รวม ๘ กอง ทรายกองใหญ่ ๑ กอง ทรายกองเล็ก ๗ กอง เท่าจำนวนคุณลม
          ๑๕. ไฟ รวม ๗ กอง ทรายกองใหญ่ ๑ กอง ทรายกองเล็ก ๖ กอง เท่าจำนวนคุณไฟ รวมทรายกองใหญ่ทั้งสิ้น ๒๔ กอง ทรายกองเล็กทั้งสิ้น ๔๕๙ กอง หรือ ๕๕๘ กอง

การเข้าร่วมก่อเจดีย์ทราย
          ผู้เข้าร่วมในพิธี ต้องเอาทรายไปโรยให้ทั่วทุกกอง ทั้งกองใหญ่และเล็กดังกล่าวข้างต้น
          ขณะที่ตักทรายไป ภาวนาว่า อิมังวารุ
          ขณะที่โรยทราย ภาวนาว่า อิมังวารุ รัตนกายัง เวรานุเวรัง สัพพะ ปาปัง วินาสสันตุโน

หลุมใส่ของทิ้งในพิธี
          เป็นหลุมใหญ่ที่ขุดขึ้นเพื่อใส่ของที่ใช้ชำระหนี้ ส่วนใหญ่เป็นของที่ชำรุด ของที่ดีเอาไว้เป็นของใช้สงฆ์ใส่ของทิ้งที่เป็นกรรมชั่ว เช่น พวกอาวุธ หน้าไม้ ปืน หอก ดาบ สวิง แห อวน หรืออาจเป็นของใช้ เช่นหม้อไหถ้วยชาม ดิน ห่อเอามาจากบ้านเอามาทิ้งด้วยในกรณีที่อาจจะเคยปลูกบ้านล่วงล้ำ ที่ดินของคนอื่น
          ขณะที่พระสงฆ์ประธานในพิธีทำพิธีตัดเชือก หย่อนของต่างๆ ลงหลุม
          พระสงฆ์ในพิธีจะสวดว่า
                    พุทโธ สติมันโต อุบาสกะ อุบาสิกา เตนะ สัพเพปาปะกัมมัง วินาสสันตุเต
                    ธัมโม สติมันโต อุบาสกะ อุบาสิกา เตนะ สัพเพปาปะกัมมัง วินาสสันตุเต
                    สังโฆ สติมันโต อุบาสกะ อุบาสิกา เตนะ สัพเพปาปะกัมมัง วินาสสันตุเต

          ผู้เข้าร่วมในพิธีให้กล่าวว่า
                    พุทโธ สติมันโต อะหัง สัพเพปาปะกัมมัง วินาสสันตุเต
                    ธัมโม สติมันโต อะหัง สัพเพปาปะกัมมัง วินาสสันตุเต
                    สังโฆ สติมันโต อะหัง สัพเพปาปะกัมมัง วินาสสันตุเต

          เมื่อประธานในพิธีตัดเชือกหย่อนของลงหลุมแล้ว แต่ละคนต้องเอาทรายไปโยนใส่หลุม ขณะเอาทรายใส่หลุมก็ให้ภาวนาคำกล่าวข้างต้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธี
(รายการนี้พระคุณหลวงปู่ฯ ให้เปลี่ยนเป็นการน้อมถวายผ้าขาวยาว ๔ ถึง ๕ เมตรแทน)

ของใช้ในพิธีชำระหนี้กรรม
          ๑. ของถวายพระสงฆ์และปูชนียสถาน จำนวน พระสงฆ์ในพิธี อย่างน้อย ๒๑ รูป อย่างมาก ๑๒๐ รูปขึ้นไปพระผู้ใหญ่ในพิธีอย่างน้อย ๒ รูป
พระบาท ๒ แห่ง พระธาตุ พระศรี (ต้นโพธิ์) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (ในอดีต) รวม ๗ แห่ง รวมของถวายทั้งหมด ๓๐ ชุด หรือ ๑๒๙ ชุด สิ่งของ อย่างน้อย ๓๐ ชุด หรือ ๑๒๙ ชุด
                    ๑.๑ พานหรือถาด ขนาด ๑๒"
                    ๑.๒ ขันน้ำส้มป่อย
                    ๑.๓ กระทงใส่ข้าวตอก ดอกไม้
                    ๑.๔ ธูป
                    ๑.๕ เทียน ๑ บาท ถาดละ ๒๐ เล่ม รวม ๖๐๐ เล่ม (เทียนขี้ผึ้งแท้)
                    ๑.๖ ผ้าไตร
                    ๑.๗ อาสนะ และ หรือ เสื่อ หมอน
                    ๑.๘ เครื่องสังฆทาน
                    ๑.๙ ปัจจัยเท่าจำนวนพระสงฆ์
                    ๑.๑๐ พระพุทธรูป
          ๒. ของกลางถวายคณะสงฆ์ (ถวาย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์) รวม ๔ ชุด ทุกอย่าง
                    ๒.๑ ข้าวตอก ๔ เล่มเกวียน
                    ๒.๒ เทียนเล่มหมื่น (หนัก ๑๔ ก.ก.ขึ้นไป)
                    ๒.๓ เทียนเล่มพัน (หนัก ๑.๔ ก.ก.ขึ้นไป)
                    ๒.๔ เทียนเล่มร้อย (หนัก ๐.๑๔ ก.ก.ขึ้นไป)
                    ๒.๕ เทียนเล่มบาท ๒,๐๐๐ เล่ม
                    ๒.๖ เครื่องอัฏฐบริขาร ตาลปัตร เสื่อ หมอน มุ้ง
                    ๒.๗ เตียง พร้อมที่นอน
                    ๒.๘ ไม้เท้า ร่ม
                    ๒.๙ ชุดกาน้ำชานวม
                    ๒.๑๐ กระโถน
                    ๒.๑๑ ตุงผ้าสีขาวหรือเหลือง (ห้ามใช้สีแดง ดำ สีแดงผสมเหลืองใช้ได้ ไม่ใช้สีแดงเลือด) ยาว ๑ วา กว้าง ๘ นิ้ว จำนวน ๗ ผืน
                    ๒.๑๒ ตุงใหญ่อย่างน้อย ๓ ตัว หัวทำด้วยไม้แขวนเชือกยาว และขวาง ตามขวางห้อยด้วย ตุงชนิดต่างๆ อย่างละ ๕ อัน คือ ตุงทอง เงิน ตะกั่ว อลูมิเนียม เหล็ก ไม้ ผ้า ตุงข้าวสาร ข้าวเปลือก ข้าวสุก ดิน ทราย (เอากระดาษตัดเป็นรูปตุงทากาวแล้วติดข้าว)
                    ๒.๑๓ ถ้วยชาม พร้อมถาดอาหาร ๔ ชุด
                    ๒.๑๔ กะติกน้ำแข็ง น้ำร้อน ๔ ชุด
                    ๒.๑๕ ไห ๓ ใบ ใส่ทอง เงิน แก้ว (เพ็ชรนิลจินดา) (ไหสีเหลือง ขาว เขียว)
                    ๒.๑๖ ข้าวสาร ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวเหนียวเปลือก เอาติดมือไปคนละถุง
                    ๒.๑๗ กล้าไม้ ทั้งไม้ดอกและไม้ผล หลายๆ ชนิด
                    ๒.๑๘ ตุ๊กตาคนและสัตว์ทุกชนิด อย่างละคู่
                    ๒.๑๙ ของใช้ต่างๆ เช่น เครื่องครัว เครื่องเขียน เครื่องเรือน เครื่องมือกล เครื่องมือก่อสร้าง เครื่องกสิกรรม เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อาวุธต่างๆ เครื่องดนตรี ภาชนะใส่ของ
          ๓. สิ่งของต่างๆ ในพิธี
                    ๓.๑ จ้อ คือธงสีต่างๆ (ยกเว้นสีดำและสีแดง) สำหรับปักเจดีย์ทราย รวมกับตุงกระดาษ
                    ๓.๒ เจดีย์ทราย ได้จัดทำไว้หลายร้อยกอง ตามรายละเอียดที่ท่านจะพบต่อไป

การก่อเจดีย์ทรายนั้นมีจุดประสงค์พอสรุปได้เป็น ๓ ประการ
          ๑. เพื่อการชำระหนี้ที่เราได้นำดินทรายจากวัดออกไป เมื่อเหยียบย่างเข้าออกวัด
          ๒. เป็นการบูชาคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์
          ๓. เป็นการชำระหนี้หนักทั้งหลาย
                    ๓.๓ ต้นทานในพิธีนี้ต้นทานเปรียบเสมือนต้นกัลปพฤกษ์ อานิสงส์ของการถวายต้นทาน ในปัจจุบันเชื่อว่าจะทำให้เรามีต้นกัลปพฤกษ์บนวิมานของเรา จะนึกปรารถนาสิ่งใดย่อมจะสมปรารถนาทุกประการ ต้นทานนี้ทำโครงด้วยไม้ไผ่เป็นรูปกรวยทรงสูง มีโครงไม้ไผ่โดยรอบกรวย เป็นชั้นสำหรับแขวนของทาน รอบแกนใช้ไม้ไผ่ไขว้สลับกันเป็นเกลียว แล้วใช้ผ้าสีพันทับสลับสีกันไป ความสูงของต้นทานประมาณตั้งแต่ ๒๖ เมตร ลงมา แล้วแต่ลำไม้ไผ่ที่จะหามาทำได้ ของที่ติดต้นทานมีตั้งแต่ ผ้าพันต้นทานต้นละ ๒-๓ พับ ของใช้จำเป็นทุกอย่าง ตั้งแต่ร่มจนถึงรองเท้า ส่วนใหญ่ มักเป็นของจำเป็นในการอุปโภคบริโภค เสื้อผ้าอาหาร ตามปัจจัยสี่ ต้นทาน ที่สร้างขึ้น จะทำพิธีแห่ จะถวายให้แก่พระสำคัญในพิธีนำเอากลับไปยังวัดเพื่อนำของทานแจกจ่ายต่อไป
                    ๓.๔ ตุง เป็นภาษาเหนือ แปลว่า การชำระหนี้ ลักษณะของตุงมีลักษณะเฉพาะคือ ยาวเรียวจากหัวไปท้ายอาจทำด้วยโลหะ หรือวัสดุอื่นใด เช่น อาจทำด้วยทอง เงิน นาก ทองเหลือง ทองแดง อลูมิเนียม เหล็ก หิน ดิน ทราย ผ้า ข้าวสาร กระดาษ ฯลฯ ถือว่าการถวายตุงเป็นทานที่มีอานิสสงส์สูง และเป็นการใช้กรรมหนี้กรรมเก่าที่เคยทำมาเกี่ยวกับโลหะและวัสดุเหล่านี้ในอานิสงส์สรรพทาน ได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดถวายตุงเป็นทานแก่พระพุทธเจ้า บุคคลนั้นแม้นจะปรารถนาเอาวัตถุข้าวของ อย่างใดก็จะสัมฤทธิ์ทุกอย่าง
                    ๓.๕ ทานนาวา เป็นเครื่องทานอย่างหนึ่ง สำหรับใส่ของทานที่เป็นเครื่องบริโภคต่างๆ ผลไม้ เสบียง อาหารแห้ง เป็นต้น นอกจากทานนาวาแล้ว ก็จะมีเกวียนซึ่งใส่ข้าวตอกเกวียนเทียนเล่มหมื่น
                    ๓.๖ หลุมพิธี เป็นหลุมใหญ่และลึก สำหรับใส่ของทิ้งในพิธีเป็นการละทิ้งการกระทำที่ไม่ดี หรือสิ่งของที่ไม่ดีในอดีตไปเสีย ของที่จะทิ้งส่วนใหญ่เป็นของที่ชำรุด ของที่เป็นเครื่องมือของกรรมชั่ว เช่น อาวุธ หน้าไม้ ปืน หอก ดาบ สวิง แห อวน หรือของใช้ เช่น หม้อไหดินที่ห่อมาจากบ้าน ในกรณีที่อาจเคยปลูกบ้านล่วงล้ำที่ดินของผู้อื่นหลุมพิธีมีความสำคัญเพราะเป็นจุดสุดท้ายที่จะทำให้พิธีนี้มีความสมบูรณ์ เมื่อเสร็จพิธีตัดสิ่งของลงหลุมแล้ว จึงควรนำทรายมาช่วยกันกลบหลุมให้ เรียบร้อยเพื่อยืนยันเจตนาที่จะละทิ้งสิ่งของเหล่านั้น
                    ๓.๗ หอพระอุปคุต เป็นหอที่ตั้งบูชาพระมหาอุปคุต ซึ่งถือกันว่าเป็นผู้ที่ดูแลการทำบุญ ทุกอย่าง การตั้งหอพระมหาอุปคุตขึ้น ก็เพื่ออัญเชิญท่านพระมหาอุปคุตให้มาช่วยดูแล และช่วยให้ งานพิธีสำเร็จด้วยดี

 

เถรธรรมกถา

ทาน ศีล ภาวนา
          ธรรมะสวนีย์ของพระครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ถ่ายดอกมาจากครูบาพรพรหมจักร (ผู้เป็นอุปัชฌาย์) แสดง ณ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๒

ทานกถา
          มีอายุยืนยาวแล้ว และจะพบแก้วทั้งสามก็เป็นอันยากนัก
          ได้พบแก้วทั้งสามแล้ว และจะได้พบกับด้วยกัลยาณมิตร ผู้ดีมีปัญญา รู้แจ้งแจ่มแจ้ง ก็เป็นอันยากนัก
          ได้พบกัลยาณมิตร ผู้ดีมีปัญญาแล้วจะฮื่อ (ให้) บังเกิดใส่ใจศรัทธา แล้วปฏิบัติไปตามคำสอนของท่านก็เป็นอันยากนัก
          ในกาลบัดนี้ เราทั้งหลายได้เกิดมาเป็นคนหูดี ตาดี มีโอกาสล้วนถ้วนจุอันมีอายุก็ยืนนานพอประมาณนี้แล้ว และก็ได้พบแก้วทั้งสามอันคงที่ บานงาม กับทั้งกัลยาณมิตรผู้มีปัญญาดังนี้แล้ว ก็หากเป็นโชคลาภนาบุญของเราอย่างยิ่ง แล้วประเสริฐ เราได้เกิดมาพบพุทธศาสนาอันวิเศษเป็นเหตุให้เราได้พอมยับ (เรียบร้อย) บำเพ็ญบารมีอันผ่องแผ้วเป็นที่บัวละมวล (สำเร็จ) สมปรารถนาของเรา
          เหตุนั้นเราทั้งหลาย ทั้งหญิงชาย ไม่ควรจะอยู่อย่างประมาท อย่าหลงด้วยอำนาจแห่งตัณหา ควรเราทั้งหลายบังเกิดใส่ใจศรัทธาแล้วรีบขวนขวายกระทำบุญ เพื่อปลูกฝังยังความดีงามไว้กับศาสนาพระเจ้า อย่าให้ชีวิตของเราล่วงไปเสียเปล่า เรามีหู ตา ตีน มือ ไว้เพื่อกระทำบุญคนละเล็กละน้อยตามสติกำลัง เพื่อเป็นปัจจัยค้ำชูเพื่อให้ถึงบันไดรอดเวียงแก้วยอดเนรปาน (พระนิพพาน) ในอนาคตอันจะมาภายหน้านั้นเถอะ
          ทานกถาจักแสดงว่าด้วยการให้ทาน และการที่เราเป็นผู้ให้ท่าน จักควรรู้ควรเข้าใจในเบื้องต้นอย่างย่อ ๆ เพื่อให้เป็นนิสัยแก่โสยตุจะนะ (คนทั่วไป) หญิงชายทั้งหลายผู้สอนง่ายอันมักจะให้แจ้งใสในกองนั้นแล
          ๑. เมื่อเราจะให้ทานควรจะชำระจิตใจ เจตนาให้บริสุทธิ์อย่าไปโกรธ อย่าไปเกลียด อย่าไปมัวเมา อย่าให้มีใจขุ่นมัวด้วยโลภ โลภะมัตเถระธรรม (การทำผิดด้วยศีล) ความตระหนี่ขี้ติและความเกลียด อันหนึ่งก็คือชำระของทานให้บริสุทธิ์หมดใส ถึงกาละเมื่อให้ทาน ตนจึงเจาะใส่หัวด้วยจิตใจอ่อนน้อมและปิติยินดี เป็นดังจะได้ถึงสุขในวันนี้วันพรุ่งนั้น ให้ตั้งจิตตั้งใจปรารถนาไปว่า "ทุตินัง วะตัมเม ทานัง นิพพานะปัจจโย โหตุ เมนิจจัง" ดังนี้ ๓ ครั้ง
          อนึ่งเล่า เมื่อได้ให้ทานแล้วนานเท่าใดก็ดี ก็ให้มีปิติยินดีอยู่ทุกเมื่อ อย่าให้เบื่อหน่ายและกินแหนงใจต่อกัน ควรรำพึงว่า "ทานังเมปริสุทธัง" และ "มุตะจาโค" ไปในใจเถอะ
          ๒. เมื่อเราจะไหว้พระนบธรรมนั้น ควรไหว้ให้มันถูก คือว่าหัวเข่าทั้งสอง แขนศอกทั้งสองกับหน้าผากหนึ่ง ให้ติดกับอาสนะดีแท้ อย่าไหว้ให้หน้าไปซ้ายไปขวา คือไหว้เข้าทางพระแท้ จึงชอบแล
          ๓. เมื่อเราประเคนยังของท่านนั้น ให้เข้าไปใกล้ ๆ ให้ห่างจากพระบาทศอกคืบ ให้ยกของนั้นสูงกว่าคืบขึ้นบนให้น้อมตนลงด้วยครบอย่างแล้วค่อยประเคน เมื่อประเคนแล้วก็ให้ละมือออกจากของที่เราประเคนนั้นเสียก่อนผู้รับนั้น จึงชอบแล
          ๔. การไปวัดไปว่าและกระทำบุญทำทาน อย่าได้เข้าใจว่าเป็นการเล็กน้อยเพราะว่าจะได้อานิสงส์ทุกบาทย่าง และทุกลมหายใจเข้าออกของผู้ไปทำบุญ ใครคนใดจะอ่านนับได้อานิสงส์ ก็พึงรู้ว่ามีมากนัก ดังนั้นเราควรกระทำแล
          ๕. ข้าวของสมบัติและแก้วลูกตีวิเศษ เป็นต้นว่าแก้วมณีโชติอันมีโลกนี้ทั้งมวลจักเสมอ ดังแก้ว ทั้งสามคือ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้านี้เป็นอันหาบ่ได้อันแล
          ๖. แก้วทั้งสามเป็นของประเสริฐและหาได้ยาก เราเกิดมาร้อยชาติพันชาติบ่ห่อนได้พบ สักชาติก็มี เหตุนั้นในกาละบัดนี้เราได้พบแล้วยังแก้วทั้งสามอันนี้ก็หาเป็นโชคลาภนาบุญของเราแท้แลควรเราทั้งหลายควรนบน้อมไหว้และสักการะบูชาไปทุกวันค่ำเช้า ควรถือเอาคุณแก้วทั้งสามเป็นที่ตั้งที่พึ่งให้มั่นให้แน่นแท้อย่าได้หวั่นไหวอย่าได้เชื่อคำผีเพราะว่าสุภาพชนคนดีและมิจฉาทิฎฐิผีต่าง ๆ นั้น เมื่อตายแล้วมันบ่ได้ไปด้วยกัน ผู้ที่ยืดถือคุณพระเจ้า พระธรรม พระสังฆะ และบุญของเราย่อมมีมากจักไปเกิดที่ดี
          ๗. เมื่อเราเอาแก้วทั้งสามเป็นที่พึ่งแล้วนั้น อย่าให้ประมาท อย่าได้อยู่เปล่า ควรได้ศึกษาเล่าเรียนท่องถามและสดับตรับฟังไป ให้ได้รู้ได้เข้าใจแจ้งใสในคุณทั้งสามและในกองศีล กองธรรมนี้แล ให้ตั้งใจรีบขวนขวายกระทำบุญไปอย่าช้า อย่าได้อ้างว่าปีหน้าปีไหนค่อยกระทำจะไม่เป็นการสมควร ด้วยที่แท้ใครจะรู้จักวันตายว่าจะมีในวันพรุ่งนี้วันฮีน (มะรืน) นั้นจะเป็นอันหาบ่ได้สักคนแล
          ฉะนั้น ควรเราเร่งกระทำเสียเมื่อยังหนุ่มบ่เฒ่าบ่เป็นพยาธิ ถ้าเราบ่กระทำเสียเมื่อยังหนุ่มอย่างนั้นถึงกาละเมื่อเราเฒ่าแก่เป็นพยาธิโรคาจักทำบ่ได้ ไปบ่ถึงเสียแล้วนั้นเราจักมีความเสียใจในภายหลัง
          ๘. พระเจ้า พระธรรม พระสังฆะ เป็นรัตนอันอุดม ดี วิเศษ ที่เรารู้อยู่ทั่วกันแล้วว่าเป็นของบริสุทธิ์เลิศหมดใส และมีคุณแก่เราทั้งหลายหาที่สุดได้ด้วยแท้ ถ้าเรารู้แล้วไม่ปฏิบัติตามอย่างนั้น พระเจ้า พระธรรม พระสังฆะ ก็บ่เป็นที่พึ่งแก่เราได้เลย อุปมาดังวังน้ำใส ถ้าเราเห็นแล้วบ่ลงอาบ ลงฉ้วย (ล้าง) มันก็บ่หมดบ่ใส
          เมื่อเราได้ปฏิบัติธรรมด้วยดีแท้จึงจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ อุปมาเป็นดังวังน้ำใสถ้าเราเห็นแล้วลงอาบน้ำลงฉ้วยและขัดสีไปได้จึงจะหมดจะใส เราทั้งหลายผู้รู้แล้วจงหมั่นอาบหมั่นฉ้วยและขัดสี จะได้ดีในชาติหน้า
          ๙. การกระทำบุญให้เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ตนในชาตินี้ชาติหน้านั้น ผู้มีปัญญาไม่ควรจะอายผู้อื่นในการทำบุญ ปัญญาเรามีควรเข้าใจทำคนเดียวพอ รู้ใครรู้มันควรรีบขวนขวายใส่ใจทำเอา ในใจ เพราะว่าของนี้ผายเผื่อ (ทำแทน) บ่ได้ ถ้าเราบ่คิดกระทำเอา ดังนั้นใครก็บ่กระทำเพื่อปันให้เราได้ อุปมาดังผู้เป็นพยาธิมันต้องอดอยากกินยาด้วยตนเองแท้ ๆ พยาธิจึงจะหาย ถ้าให้คนอื่นกินยาต่างนั้นมันบ่สบาย คือว่าบ่ห่อนหายแล
          ๑๐. วิชาในโลกนี้บ่เขียม (หาไม่ยาก) ถ้าเราต้องการและเสาะหา ก็คงได้บ่ยากนัก ถ้าเราบ่ต้องการและบ่เสาะหามันก็บ่ได้ อุปมาเป็นดังกบเฝ้าก้านดอกบัว อันคนผู้ดีถ้ารู้สึกตัวว่าเป็นผู้ที่ควรกระทำความดีขึ้นไปกว่านี้ยิ่ง ๆขึ้นไป ก็ควรขวนขวายหาวิชาความรู้และคุณความดีวิเศษใส่ตัวไว้ เพื่อเป็นอุบายแสวงหาความสุขเกษมในปัจจุบันและอนาคตกาล จงดูอย่างแม่ผึ้งและแมลงภู่ที่ยังรู้จักบินไปแสวงหาข้าวตอกดอกไม้อันมีกลิ่นหอมนั้น
          ๑๑. เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรมต้องอาศัยหลักฐาน คือ ตำราที่ถูกแม่นยำกับทั้งนักปราชญ์ ผู้ดี ผู้รู้ แนะนำทางและหมั่นสดับตรับฟังให้แจ้งใสแลจึงจะดี เป็นดังผู้จะไปสู่ประเทศที่ไกลมันต้องอาศัยผู้รู้จักทางเข้าช่วยบอกกล่าวให้รู้จักเข้าทางที่มีน้ำและที่ควรยั้งพักหลับนอน เพื่อเป็นสุขสบายบ่ลำบาก เมื่อเดินทางไปแล
          ๑๒. เมื่อเราเห็นผู้อื่นทำบุญให้อนุโมทนา แม้บ่สีสตางค์ก็มีสิบนิ้วยกขึ้นไหว้ "ยอศาต่างมาลา ดอกไม้" รับของได้บุญ แม้นว่าเห็นท่านกระทำความดีถ้าช่วยได้ก็ให้ช่วยอย่าดูดาย อย่าปล่อยว่า วันพรุ่งพรุ่งถ้ามีสตางค์ค่อยช่วย
          ๑๓. คนเราจะอยู่ตามลำพังผู้เดียวบ่ได้ มันต้องอาศัยซึ่งกันและกัน อย่าได้เข้าใจว่าใครบ่เลี้ยงใครได้ กระทำอันใดอย่าได้ทำตามอำเภอน้ำใจบ่ควรแล คนเราเต็มใจคบหากันจนหนุ่มจนเฒ่าให้ปากอ่อน ปากหวาน คือมีใจชื่นบานอย่าก่อเวรหมายมั่น ถ้าเราเป็นผู้หนุ่มน้อยควรที่เจียมตัวเมื่อคบผู้เฒ่าแก่ผู้แก่ อย่ามีมานะจองหองถ้าเราเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ต้องมีใจโอบอ้อมอารี ให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร ๔ อย่าได้ถือสาราวีเบียดเบียนผู้หนุ่มผู้น้อย ให้ดูเยี่ยงอย่างช้างสารตัวใหญ่อันอยู่ป่าไม้หิมพานต์ รู้จักคบยังซึ่งนกกระทาตัวน้อย อันอายุแก่กว่าตนนั้นเถอะ
          ๑๔. คนผู้ใดอันบ่ใช่พี่น้องของเรา ถ้าเขาเป็นคนดีมีปัญญาและมีคุณแก่เรามากนัก อันคน ๆ นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นญาติพี่น้อง ผู้ประเสริฐแห่งเราแท้แลอุปมาเป็นดังยาอันมีในป่าก็มาใช้เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ตนเมื่อเราเจ็บไข้ได้พยาธินั้นแล คนผู้ใดอันเป็นญาติพี่น้องของเราแท้ ถ้าเขาเป็นคนบ่ดี คือเป็นคนใบ้หนาเป็นคนบาปหนา อธรรม เป็นคนเหลือกรรมว่ายากสอนยาก เป็นข้าศึกศัตรูกับการทำงาน คน ๆ นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้อื่นบ่ใช่ญาติพี่น้องของเราแล
          อุปมาเป็นดังพยาธิโรคาอันเกิดมีในตน ก็บ่ถือเป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ตน ถ้าได้มาก็ได้กระทำซึ่งความลำบาก ผู้มีปัญญาควรหลีกเลี่ยงซึ่งพยาธิอันร้าย คือ คนใบ้ คนเง่า (คนโง่เซ่อ) ให้ห่างไกลกัน ให้แสวงหายาอันวิเศษ คือ ผู้มีปัญญาและหัวใจดังสายน้ำนั้นเถอะ
          ๑๕. ทางเดินของเราต้องเป็นป่ามาก่อน แล้วจึงจะเป็นที่ราบ คือ ว่าคนเราต้องเป็นคนใบ้คนเง่ามาก่อน แล้วจึงจะค่อยรู้แจ้งในภายหลังเหมือนกันทุกคนแล ต้องเป็นคนใบ้คนลวงในสังสาร (สังสารวัฏ) มานานเหมือนกันทุกคน เป็นดังคนหลงป่าบ่รู้ที่ทาง มีผู้ใดผู้หนึ่งมาบอกหนทางให้เราได้รู้แล้วดังนั้นก็ควรรีบเดินตามเข้าไปเร็ว ๆ บ่ต้องยั้งรอให้มันได้หลวงไปหลายเตื้อหลายที
          ๑๖. คนจักไปนรกนี้ง่ายเป็นทางอันราบเรียบ คนไปเมืองพระนิพพานนั้นยากดูเป็นขวากเป็นหนาม ฝูงคนอยากเลวก็บ่อาจจะไปถึง เพราะว่าไปยากเพียงจะได้เดินหน้าเข้าสู่อเวจีนรก
          ส่วนทางอันยาก คือว่าลำบากในชาตินี้แต่ก็เป็นดีในชาติหน้านั้นใครบ่เข้าใจตามกังคำโบราณว่า "หนทางไปวัดนั้นหมองทางไปหนองนี้เตียน" ถ้าเราได้รู้ควรพิจารณาจะไปทางใดดี หนทางมี ๒ เส้นใครบ่อาจจักเว้นได้สักคนแล
          ๑๗. น้ำคำสอนผูกหมายกับสิ่งใดก็ถูกบ่แม่น คือถ้าจะว่าด้วยใจความต้องบอกให้ละเว้นเสียยังกรรมอันบ่ดี แล้วสอนให้กระทำ ยังกรรมอันดี ที่จักให้เป็นบุญเป็นคุณสุขใจในชาตินี้ชาติหน้าเหมือนกันทั้งมวล คนเราทั้งหลายต่างคนก็ต่างได้ยินได้ฟังรู้เห็นอยู่ทุกปีทุกเดือนบ่ขาด แต่บ่มีผู้ปฏิบัติตามถูกดังสุภาษิตว่า ดอกไม้บานบนบ่มีไม้ส้าวแม่น (ดอกไม้บานอยู่สูงไม่มีไม้สอยถึง)
          ถ้าเรารู้แล้ว ควรพิจารณาแล้วกระทำตามศรัทธาและพุทธปัญญาเพื่อเป็นมากเป็นหลาย การฟังธรรม บ่ควรจะฟังเอาเสียงอันม่วน (สนุก) ควรเราตั้งใจฟังเอาคำที่เป็นแก่นเป็นสารที่จักได้เป็น กรรมฐานสอนจิตสอนใจไปภายหน้า เพื่อจักได้หาหนทางเข้าสู่พระนิพพานที่แจ้งนั่นแล
          ๑๘. เราเป็นผู้บ่รู้บ่ควรอายเขา เพราะว่าใครก็บ่ใช่บ่ว่าจะรู้ออกมาจากท้องแม่สักคน หนุ่มก็ช่างมัน แก่ก็ช่างมัน เราเรียนไป ถามไป มันจะค่อยรู้ไปวันละเล็กวันละน้อย "อุปมาดังแม่น้ำวังนองท่วมเกาะท่วมฝั่งก็เพราะอาศัยซึ่งฝนเล็กน้อยหลายพันเม็ดมารวมกันหนักเข้าจึงจักใหญ่ใก้หนอง" เรารู้เห็นแล้วด้วยตาจงพิจารณาเอาไว้เป็นนิสัยนี้แล
          ๑๙. การทำบุญทำทานเป็นการที่เราบ่ควรจักอายแล ถ้าจักอายให้และกลัวต่อบาป อย่าให้เกียจคร้านต่อการงานอันดี มีกายสุจริตเป็นต้นดังนี้เป็นการดี เป็นดังพญาพาราณสีเป็นผู้บ่อายและได้ฟัง คำสอนของหมาตัวที่มีปัญญาในกาละเมื่อก่อนอันว่า ผู้ที่เกิดมาพบพระพุทธเจ้าก็ควรศึกษา อย่าเกียจคร้านอย่าอายในการทำดี
          ๒๐. เราใคร่รู้ต้องหมั่นศึกษาและสดับตรับฟังกันให้แจ้งให้ใส หมั่นคิด หมั่นท่อง หมั่นถาม หมั่นหัด หมั่นเขียน แลก็เพียรตั้งใจปฏิบัติไปไกลจึงจักดี เป็นดังมังคละหัตถี (ช้าง) ที่เป็นสกรีสาร (สัตว์) คือ ว่าช้างมงคลของวิเศษ อันรู้ยังศาตราหัตถาจารย์ก็เพราะนายสารถีสนให้รู้เยี่ยงอย่างความดี คนผู้มีปัญญา เอาตัวไปเทียบกับช้างธรรมดาว่าช้างมันเกิดมา แล้วจักเป็นช้างมงคลทีเดียวก็หาบ่ได้ ธรรมอันนี้ก็ควรฝึกเอาไว้เป็นนิสัยทุก ๆ คนดีแล
          ๒๑. จงคิดดูว่าคนทั้งหลายทั้งเพื่อนเราเกิดมาทำการงานแล้วกินข้าว แล้วแสวงหาของ สูญเปล่าอยู่ทุกวันจนเฒ่าจนตายเหมือนกันทุกคน จึงควรชวนกันกระทำบุญอันจะให้เป็น คุณประโยชน์แก่ตนคนใดก็อ้างว่าขี้เกียรจบ่มีว่าง ก็เมื่อใดล่ะมันจะมีว่าเลี้ยงลูกได้ใหญ่แล้วก็ว่ายังหลานแถม
          อันที่จริงเราเป็นผู้ใคร่จะถึงสุขควรจะสละเวลาบ้าง อย่าพลัดวันประกันพรุ่งในการทำบุญ เวลาใดก็ควรหาเวลานั้นอย่าได้ห่วงใยและใจอ่อน ควรรำพึงดูในกาละเมื่อก่อนส่วนว่าพระยาอินตา ตบกินสองสวรรค์ชั้นฟ้า (ปกครองสองสวรรค์) ท่านยังละเสียสมบัติอันเป็นสิ่งทิพย์ทั้งมวลแล้วก็ลงมารักษาศีลอยู่ในเมืองมนุษย์ ในส่วนอุทยานของพระเจ้าพาราณสีอันมีมาแล้วแต่โบราณแล