กลเม็ดในการครองเรือน


คำนำ
" กลเม็ดในการครองเรือน"

          สภาวะครอบครัวและสังคม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต่างแก่งแย่งกันเพื่อครอบครอง " โลกธรรม 8 "มาเป็นของตน สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น สภาวะแห่งโลกธรรม 8 นั้น อยู่ในกฏความเป็นธรรมดาของ ไตรลักษณ์ มีความเกิดในเบื้องต้น เปลี่ยแปรงในท่ามกลาง และในที่สุดก็สลายตัวไป ต่างต้องทุกข์โทมนัส ด้วยอำนาจแห่งความยึดมั่นถือมั่น ความสุขในการครองโลกธรรม 8 เป็นความสุขที่เจือด้วยอามิส เป็นธรรมดา " ธรรมแห่งการครองเรือน " หรือ คิหิปฏิบัติ เป็นธรรมที่มีความปราณีต อีกประการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ตราบใดที่กำลังใจยังก้าวไม่ถึง โลกุตรธรรม ธรรมแห่งการครองเรือน ยังมีความจำเป็นอยู่มาก
          คนเมืองบัว ใคร่ที่รวบรวมนำเสนอ ซึ่งได้จากประสภการณ์ จริงจากตนเอง และ จะบุคคลอื่นที่ เข้ามาขอคำแนะนำ ในรูปแบบในหัวข้อธรรมว่า " กลเม็ดในการครองเรือน " ขอความเจริญในธรรมครองเรือน จงบังเกิดแด่ท่านผู้สนใจ เถิดครับ

คนเมืองบัว...


          ข้อแนะนำง่ายๆ สำหรับชาวพุทธ เพื่อป้องกันตัวจากโรคระบาด ( และภัยต่างๆ )
          1. หาพระเครื่องหรือวัตถุมงคลของพระครูบาอาจารย์ที่คุณเคารพนับถือ นำมาพกติดตัวไว้ และอาราธนาคุณพระรัตนตรัยของพระเครื่องหรือวัตถุมงคลนั้น เช้าและเย็น ทุกวัน
          2. รักษาศีล 5 ให้ดี ทุกวัน (ควรสวดอาราธนาศีล 5 ด้วยตนเอง ทุกเช้า)
          3. ปล่อยปลา หรือสัตว์ต่างๆ ให้บ่อยๆขึ้น ( แนะนำว่า ควรทำ 1 – 2 ครั้ง ต่อ เดือน )
          
หมายเหตุ :
           - อำนาจพุทธานุภาพ "พุทโธ อัปปมาโณ" คุณของพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้
          
                                     "ธัมโม อัปปมาโณ" คุณของพระธรรมหาประมาณมิได้
                                                "สังโฆ อัปปมาโณ" คุณพระสงฆ์หาประมาณมิได้
           - ผลกรรมของการทำร้ายหรือฆ่าสัตว์ คือ ป่วยเป็นโรคต่างๆ อายุสั้น
           - ผลกรรมของการเมตตาช่วยชีวิตสัตว์ คือ ไม่มีโรค สุขภาพดี อายุยืน
           ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะทำเพิ่มเติมอีก 3 อย่างต่อไปนี้ คือ
          1. หากระปุกออมสินมา 1 ใบ หยอดวันละ 1 บาท อธิษฐานถวายเงินนี้แด่พระรัตนตรัย ทุกวัน พอกระปุกเต็มแล้ว จึงรวบรวมไปถวายวัดทีเดียวเลย
          2. นั่งสมาธิวันละ 15 นาที ทุกวัน
          3. แผ่เมตตาอุทิศบุญให้สรรพสัตว์ และเจ้ากรรมนายเวร(ขอให้อโหสิกรรมให้ตัวเรา) ทุกวัน
          หมายเหตุ :
           - บุญที่เกิดจาก ทาน ศีล สมาธิ แผ่เมตตา เป็นเกราะป้องกันโรคและภัยทั้งปวงที่วิเศษที่สุด


          พระพุทธคาถาแก้รักษาโรคมะเร็ง
          วันพระ 15 ค่ำ ทรงศีล 8 บวงสรวงโดยใช้คำบวงสรวงของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน แต่งชุดขาว อธิษฐานภาวนาด้วยพระคาถารักษาโรค
          
พุทธังทลาย ธัมมังหาย สังฆังสูญ พุทโธรักษา ธัมโมรักษา สังโฆหาย
          แล้วสูดลมกลั้นหายใจ 1 อึด และภาวนาตามลมหายใจเข้าออก นึกในใจว่า
          
สัมพุทโธมะอะอิ ระโชหะระนัง ระชังหะระติ


          Water & Coke น้ำ กับ โค้ก
          ถ้าท่านรู้เรื่องนี้ ท่านจะดื่มน้ำมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย 75%
          มีงานวิจัยพบว่าในคน 100 คน ที่ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยให้คน 80 คนลดอาการปวดหลังปวดข้อลงได้
          ดื่มน้ำวันละ 5 แก้วลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ได้ถึง 45 %
          มะเร็งเต้านมได้ 79% และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50%
          ทีนี้มาลองรู้จักน้ำ “โค้ก” กันหน่อย แน่นอนโค้กรสชาดยอดเยี่ยม แต่ตำรวจทางหลวงจะบรรทุกโค้ก 2 แกลลอนในช่องท้ายรถเพื่อเวลามีรถชนกันสามารถเอา น้ำโค้ก' ล้างเลือดบนถนนได้เกลี้ยงเกลา ถ้าเอา T-bone steak ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็ม จะพบว่าจะถูกละลายไปหมดใน2 วัน
          รินโค้ก 1 กระป๋องลงในโถส้วมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงแล้วชักโครกกรดซิตริกในโค้กจะล้างคราบสกปรกในโถส้วมได้สะอาด
          ถ้าต้องการกัดสนิมที่กันชนชุมโครเมี่ยมของรถ ให้เอาที่ขัดที่ทำด้วย foil ชุบโค้ก ขัดสนิมจะออกหมด
          ถ้าจะล้างทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ที่มีคราบกรดเกลือเกาะขาวๆ ให้เทน้ำโค้ก ฟองจะกัดคราบขาวออกได้หมด
          ถ้าจุดขวดติดแน่น งัดไม่ออก เอาผ้าชุบน้ำโค้กหุ้มไว้หลายๆ นาที จะบิดจุดขวดออกได้โดยง่าย
          ถ้าจะปิ้ง moist ham ให้เทโค้ก 1 กระป๋อง เทลงในกระทะ ห่อแฮมด้วยอะลูมิเนียมฟอล์ยแล้วปิ้ง 30 นาที ก่อนแฮมจะสุก แกะฟอล์ยออก ปล่อยให้น้ำเนื้อหยดลงไปผสมกับน้ำโค้กในกระทะ ท่านจะได้น้ำเกรวี่สีน้ำตาล
          การล้างคราบไขมันจากเสื้อผ้า ให้ใช้น้ำโค้ก 1 กระป๋อง ผสมกับผงซักฟอกในปริมาณที่จะใส่ในเครื่องซัก ปล่อยให้ซักด้วยเครื่องตามปกติ โค้กจะช่วยกำจัดคราบไขมันได้สะอาดหมดจด
          ท่านสามารถผสมโค้ก ลงในน้ำล้างกระจกรถยนต์ ฟอสฟอริคแอซิดในโค้ก จะช่วยทำความสะอาดกระจกได้ดี
          น้ำโค้กมี pH 2.8 ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้ก 4 วัน จะละลายหมด
          เวลาขนย้ายน้ำโค้กเข้มข้นเพื่อส่งตามโรงงานทั่วโลก ที่รถ truck จะต้องติดป้ายไว้ว่า “มีวัตถุที่มีกรดกัดกร่อนได้ เป็นอันตราย” บริษัทขายน้ำโค้ก ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถ truck มานานประมาณ 20 ปีแล้ว
          ท่านยังอยากดื่ม โค้ก หรือดื่มน้ำกัน เลือกเอาเอง
          
แปลโดย ศ.กิตติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์
          หน่วยงาน : ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู วันที่ลงบทความ 21 เม.ย.45


จากกระทู้ที่ 1152 วิธีการ ขอขมาพระรัตนตรัย แบบ อามิสบูชา

          การขอขมา พระรัตนตรัย มีสองวิธีการ คือ
          1.การปฏิบัติบูชา ด้วยการเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในทางโลก และ ทางธรรม
          2.ด้วยอามิส บูชา ถึงจะเป็นสิ่งที่ดู ว่าไม่ปราณีตนัก แต่ก็เป็นอานิสงค์ ให้เข้าถึงการปฏิบัติ บูชาในที่สุด
                    2.1 . การสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ขนาด ตั้งแต่ 30 นิ้ว ขึ้นไป จนถึงขนาด 4 ศอก
                    2.2การสร้างหนังสือ พระไตรปิฏก ประเภทต่างๆ รวมถึงหนังสือ มนพิธี ( ถือว่าเป็นพระไตรปิฏกฉบับย่อ )
                    2.4 การชำระหนี้สงฆ์ด้วย ผ้าไตรจีวร
                    2.5 "..........................." บริจาคเงินซื้อที่ดินถวายวัด
                    2.6 ".........................." สังฆทาน ผ้าป่า กฐิน
          ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการแบบที่ 2 แบบอามิสบูชา
          
           เครื่องสักการะพื้นฐาน
          1. ธูปเทียนแพ....................1 ชุด
          2. พวงมาลัยมะลิสด..............1. พวง
          3. พานที่จะวางธูปเทียนแพ 1 พาน.
          4.ธูป .............3 , 5 , 9 , 16 ดอก ตามกำลังใจ
          5. เทียนหนัก 1 บาท.............2. เล่ม
          นำเครื่องสักการะนั้นไปต่อหน้า พระปฏิมากร ( ในต่างประเทศให้ อนุโลมใช้ พระเครื่อง หรือ รูปภาพพระพุทธเจ้า ก็ได้เช่นกัน )
          
           วิธีการ
          วางเครื่องสักการะนั้นๆไว้ในที่สมควร หน้าพระพุทธรูป จุดเทียนก่อน แล้วจึงจุดธูปที่เตรียมไว้
          คำขอขมาพระรัตนตรัย
          นะโม....3 จบ
          สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
          สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต
          ข้าพเจ้า ชื่อ.........สกุล....... หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม และพระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย (..............ถ้าหากรู้นามท่านให้กล่าวด้วย ) ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกาย หรือวาจาก็ดีหรือ ด้วยใจก็ดี ด้วยเจตนาก็ดีหรือไม่เจนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษ ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราท้าวเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ "
          กรรมปรามาสทั้งหลายจะสลายตัวลง การที่จะกระทำบารมีใหม่ จะง่ายขึ้นไม่ติดขัดทั้งทางโลกทางธรรม ขอให้ทุกท่าน คิดสิ่งใดสมความปราทณาโดยทุกประการ โดยทั่วหน้ากัน..เถิด
          โดย คนเมืองบัว [20 พ.ค. 2546 , 13:37:37 น.]
          ******************************


จากกระทู้ที่ 664 การมีชีวิตคู่ อย่างมีความสุข

          การมีชีวิตคู่ อย่างมีความสุข
          อันวิสัยของคนดีนั้น เมื่อทำผิดแล้ว ก็ต้องยอมรับ และยอมแก้ไขไม่ให้เกิด ผิดซ้ำอีก คนที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด เป็นคนสุขภาพจิตเสื่อม อยู่ที่ไหน กับใคร ก็เดือดร้อนที่นั่น คือ เมื่อเกิดความผิดขึ้นก็จะป้ายไปให้ผู้อื่น เมื่อเกิดความดีก็จะรีบรับเอาเสียเอง ไม่ว่าจะชอบธรรมหรือไม่ก็ตาม คนประเภทนี้ มีอยู่ในครอบครัวใด ครอบครัวนั้นก็หาความสันติสุขได้ยาก
ดังนั้น ผัวเมียคู่ใด ต้องการความสุขในการครองเรือนร่วมกัน ควรปลูกฝังคุณธรรมในการครองเรือน ให้มีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ชีวิตสมรสย่อมจะเดินไปตาม ทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแท้จริง
          ทางแก้ ควรใช้หลักธรรม 3 ชุด คือ มีศีล 5, ละเว้นอบายมุข และมีฆราวาสธรรมอีก 4 ข้อ คือ
          ศีล 5 และธรรม 5 ควรฝึกทำให้ได้
          1. ไม่ฆ่าสัตว์ (รวมทั้งคนด้วย) และมีเมตตา
          2. ไม่ลักทรัพย์ และมีสัมมาชีพ
          3. ไม่ผิดผัว-เมียคนอื่น และมีความสันโดษ คือการยินดีและพอใจในคู่ครองของตนเท่านั้น หรือมีกามสังวร
          4. ไม่พูดเท็จ และมีสัจจะ
          5. ไม่ดื่มสุรา และมีสติ ไม่ประมาท
          อบายมุข 6 ต้องเว้นให้ขาด
          1. การดื่มน้ำเมา
          2. การเป็นคนเจ้าชู้
          3. เล่นการพนัน
          4. การเที่ยวเตร่
          5. การคบคนชั่ว
          6. ความเกียจคร้าน
          ฆราวาสธรรม 4 ควรมีประจำ
          1. สัจจะ สัตย์ซื่อและจริงใจต่อกัน
          2. ทมะ ฝึกฝนปรับปรุงตนให้ดีขึ้น
          3. ขันติ อดทนและอดกลั้นทุกสิ่ง
          4. จาคะ แบ่งปันและสละมะเร็งในอารมณ์

          ความรักที่แท้จริง คือการเสียสละความสุขส่วนตน...ให้แก่คนที่เรารักทุกคน ทั้งคุณพ่อ/คุณแม่/แฟนเรา....เป็นความรักที่ไม่เจือด้วยอามิส ( อามิส คือหวังสิ่งตอบแทนเพื่อเรา) ในทางโลกและทางธรรม เราจะร่าเริงมากกับความไม่รู้จักพอของคนที่เรารัก เราจะเป็น " ผู้ให้ " ที่ไม่รู้เบื่อ...ไม่รู้หน่ายให้สมกับการที่เกิดมาเป็นมนุษย์
          ลองคิดดูว่าถ้าในโลกนี้ไม่มี " ความรักในระดับต่างๆเลย... " กิจกรรมในโลกมนุษย์คงจะ หดหายไปมากเลยที่เดียว...จริงไหม ความรักในเบื้องต้นจัดได้ว่าเป็น กิเลสที่คน ละได้ยาก แต่ก็รักนี้แหละที่ทำให้คนพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
          ดูแบบอย่างของพระพุทธองค์ท่าน และหลวงพ่อฤาษีฯ...สิ...เที่ยวค้นหาหลักธรรม...ด้วยความเหนื่อยยาก...ก็เพราะรักในลูกหลานนี้แหละ ." จะได้พ้นวังวนแห่งวัฏฏะ เข้าสู่พระนิพพาน"
เสียสละเพื่อบรรดาลูกจนที่สุดของลมหายใจ ถ้ากำลังใจไม่เท่าท่าน....ก็ขอให้มีอยู่บ้าง..สัก 1หรือ 2 % ในความดีนั้น การครองเรือนของเราจะมีความสุขขึ้นมาบ้างครับ
          
โดย คนเมืองบัว [2 มี.ค. 2546 , 05:57:42
          ******************************


กระทู้ที่ 524 ครับ

          ข้อความ 49
          1. คู่บารมีได้แก่คู้ครองที่มีคุณธรรม แบบผู้ให้ ( กระทู้ที่ 646 ) ต้องมีกำลังใจเช่นนั้น
          2. ต้องมีอธิษฐานกันมาเริ่มแรก ( คู่บารมีอันดับที่ 1 ) อธิฐานของแต่ละคนมีอธิษฐาน ซ้ำซ้อนกันมาก ในบารมีลดหลั่นกันไป
          3.จะนับเอาชาติที่เป็นกุศลร่วมกันเป็นหลัก ในแต่ละอันดับ ส่วนใหญ่อันดับที่หนึ่งจะมากที่สุด
          4.ด้วยบุญกุศลที่ต่างกัน / กรรมพลัดพรากส่งผล ให้ในบางชาติอาจเกิด ไม่ตรงกัน คู่บารมีในอันดับที่บุญบารมีรองๆลงมา ก็จะมาเป็นคู้ครอง
          5.ดั่งนั้นคนหนึ่งในชาติหนึ่ง จึงมีคนมารอคิวกันมาก ธรรมชาติแห่งธรรมจึงเป็นตัวกำหนด ไม่ให้คนนั้นๆ สำส่อนทางเพศ คือศีลข้อที่ 3
          6.ในชาติใดๆเมื่อต่างคนต่างเลือกแล้ว อันดับต่างนั้นจะถูกยกเลิกไปชั่วขณะ
                    6.1 ถ้าเกิดแยกทางกันโดยเด็ดขาด
                    6.2 ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตาย ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ คู่ครองที่ยังไม่ปรากฏ ก็จะปรากฏขึ้นให้ เลื่อกอีก
          7. กำหนดการเลือกจะใช้กฏแห่งกรรม เป็นตัวกำหนดทุกครั้ง คือ " กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ " ในขณะอารมณ์จิตที่เลือกคู่ ถ้าตนเองเป็นคน
          อยู่ในศีลธรรม คู่ที่ได้จะอยู่ในอันดับ 1 ถึง 5 จะเป็นคนที่อยู่ในปกครอง
          ถ้าเป็นคนละเมิดศีลอยู่ "..............." 6 เป็นต้นไป จะเป็นไม่อยู่ในปกครอง
          ระบบกรรมนี้ปรับใช้กับกลุ่ม " ลักเพศ " ทั้งหญิงและชาย
          ศีลข้อที่ 3 ก็ปรับใช้ "..................................." หญิงและชาย
          ความเสี่ยงในการละเมิดศีลข้อที่ 3 ในกลุ่มลักเพศมีมาก เพราะต่างเข้าใจผิดและหลอกตนเองว่า ตนนั้นไม่ได้แยง สามี หรือ ภรรยาใคร บัญชีแดงไม่ควรที่จะเกิดแก่ตน ก็เกิดขึ้นได้
          
โดย คนเมืองบัว [3 มี.ค. 2546 , 19:59:13 น.]
          ******************************


จากกระทู้ 990 เรียนขอคำแนะนำว่ากรรมเก่าใด
          ไปรักผู้หญิงด้วยกันเข้าค่ะ ก็เลยยอมให้เขาใช้ประโยชน์ รวมทั้งช่วยเพื่อนเขาด้วย ต่อมาทั้งเขาและเพื่อนก็ออกแนวบีบคั้นจะเอาทรัพย์สินของเรา และละเมิดสิทธิส่วนตัวต่างๆ เรารู้ว่าพวกเขาทำไม่ถูก แต่เราแคร์จนไม่กล้าว่าเขา กลัวเขาจะโกรธ
          เราช่วยขับรถรับส่งเมื่อมีธุระเป็นปี ติวการเรียน อำนวยความสะดวกให้ในเรื่องต่างๆ เขาและเพื่อนโขกสับเรามาเยอะ ทั้งว่าทั้งตำหนิในเรื่องทรัพย์สินของเรา เพราะจะบีบคั้นให้เราบริการเขาเสมอ เขาเห็นเป็นหน้าที่ที่เราต้องช่วยทั้งเขาและเพื่อนเขาตลอดเวลาค่ะ ครั้งหนึ่งเพื่อนเขาป่วย เราพาไปส่งโรงพยาบาล แล้วเราต้องไปเรียนต่อ เลยติดรถรุ่นพี่ไป แล้วทิ้งรถให้พวกเขาใช้ขับไปส่งคนป่วยกลับบ้านแล้วเราบอกให้ขับรถมาส่งคืนเรา ปรากฎว่าเขาเอารถให้พี่สาวเพื่อนที่ป่วยยืมขับไปเลยโดยไม่บอกเราก่อน พอเจอเราก็พูดด้วยอารมณ์โกรธว่า "พี่เขาขอยืมรถเธอไป เธอจะให้ไหม ถ้าไม่ให้ เราจะโทรให้เขาเอามาคืนเดี๋ยวนี้" แต่เรากลับไม่ตอบโต้ ตอนที่เราจำเป็นต้องขายรถไป เขาไม่พอใจมาก เดินเข้ามาว่าเราว่า "เรายังหารถไปรับเพื่อนเราไม่ได้เลยนะ" แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป น่าโกรธที่เรานิ่งเงียบไม่ตอบโต้ ทั้งที่เราจะขายรถของเราก็สิทธิ์ของเรา เราช่วยรับส่งเขาและเพื่อนเขามาแล้วผลตอบแทนคือสิ่งนี้ คือ เขาไม่ตอบแทนก็ไม่เป็นไร แต่ไม่น่ามาโขกสับเราอย่างนี้ เขาปฏิบัติกับเราอย่างไม่ให้เกียรติไม่เกรงใจบ่อยๆแม้กระทั่งในขณะที่เราช่วยเขาอยู่ ตอนนี้แยกกันไปแล้วเพราะเรียนจบแล้ว อยู่คนละเมือง และเราก็หมดประโยชน์กับเขาแล้ว เขาก็ไม่ได้ติดต่อมา นอกจากเมล์มาอวยพรวันเกิดหนึ่งบรรทัด ซ้ำตอนนี้ชีวิตเขาดูรุ่งเรืองดีด้วย เพราะเลือกทำไม่ดีกับเราคนเดียว คือ เขาเห็นเราไม่ค่อยมีเพื่อน และเป็นคนง่ายๆให้เขาโขกสับได้น่ะค่ะ กับคนอื่น เขาจะดีมีน้ำใจด้วยค่ะ
เรียนขอให้ชี้ความสว่างด้วยว่า เกิดจากกรรมใด เขารู้สึกอย่างไรกับดิฉันบ้างคะ
          โดย ผู้ไม่รู้ 29 เม.ย. 2546 , 13:32:36 น.

          เป็นหนี้กรรมกันมา เหตุเพราะรักต่างเคย เป็นสามีภรรยากัน ในหลายๆชาติก็มีการนอกใจกัน ต่างแช่งกันไปมา อย่างซับช้อน กรรมที่ทำให้ครอบครัวของคนอื่นต้องแตกแยกกัน และสังฆเภท ทั้งหลายเหล่านี้เป็นเหตุให้ กลุ่มลักเพศ เหมือนมีบวงกรรมถูกลงโทษ หลังจากพ้นจากอบายภูมิแล้ว
          1.ต้องเป็นคนที่กระเทยแท้ 500 ชาติ ( มีสองเพศ )
          2.ต้องเป็นคนลักเพศ ทั้งหญิงชาย อีก 500 ชาติ
          3.ต้องเสียหายแก่เพศเดียวกัน อีก 500 ชาติ
          ของคุณจัดอยู่ในประเภทที่ 3 ไม่แต่จะเพื่อนคุณคนนั้น...กับคนอื่นก็เช่นกัน ความจริงแล้วเป็นเหมือนมีปมด้อยตรงที่ว่า " "เกรงว่าในโลกนี้จะไม่มีใครรัก จึงมักยอมทำทุกสิ่งเพื่อให้บุคคลใกล้ชิด รัก
ซึ่งจริงแล้วกำลังฝืนความเป็นธรรมดาของโลก คือ
           มีความเกิดขึ้น ( รัก ) ในเบื้องต้น
          มีความเปลี่ยนแปลง ( รัก ) ในท้ามกลาง
          มีความสลายตัว ( รัก )ในเบื้องปลาย

          ความรักที่เจือด้วยอามิส..ยอมมีความทุกข์เป็นปกติ
          ความรักที่เกิดจากจิตที่ว่างจาก " กิเลส " เป็นความรักที่แท้จริง
          จากนั้นจะมีความสุขกับการเป็นผู้ให้
          ขอธรรมทั้งหลายจงเกิดแก่ คุณผู้ไม่รู้ เมื่อคุณดำรงค์กำลังใจให้สู่ธรรม คุณ ผู้ไม่รู้ ก็จะเปลี่ยนเป็น คุณ ผู้รู้ หมายถึงรู้ธรรมตามพระพุทธเจ้าไงครับ
          โดย คนเมืองบัว [6 พ.ค. 2546 , 08:17:54 น.]
          ******************************


จากกระทู้ที่ 991 ควรจะนำหนังสือธรรมะเล่มไหน ทำเป็นหนังสือที่ระลึกงานศพ
          หนังสือ เล่ม ไหน ที่มีคุณ ค่า และ ควร มา ทำ หนังสือ ที่ระลึก งานศพ บ้าง และ จะ หาซื้อ ได้ที่ไหน เพื่อแจกเป็นธรรมทานครับ เรื่องจริงน่ะครับ ผมคงไม่รอดแล้ว
          โดย วิรุฒ [29 เม.ย. 2546 , 15:52:30 น.]

          อาการป่วยนั้นมันกินได้เพียงร่างกาย แต่ผู้ที่มีความเข้าใจในความเป็น ธรรมดาของชีวิต ความป่วยไม่สามารถที่จะมากินใจได้ จากคำปรารภ ที่ คุณวิรุฒิ ได้กล่าวมา
          " ถือได้ว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ได้ในระดับหนึ่งที่สามารถที่จะทรงกำลังใจ ในสังขารุเบกขาญาณแห่งความไม่เที่ยงของ ร่างกายอย่างชัดเจน " เมื่อทรงอารมณ์ตั้งมั่นดีแล้ว ควรพิจารณารวบรัด ว่าเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ อย่างเต็มสมบูรณ์ที่สุดแล้ว โรคมะเร็ง ที่เป็นอยู่มั่นกินเราได้เพียงกายของเรา มนุษย์ทุกรูปนามต่างก็มีโรคประจำตัวกันทุกคน บางแสดงผล ห่าง บ้างแสดงผลถี่ต่างกัน เราขอตายในชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา จากนี้ไปเราขอตามรอยพระพุทธเจ้าไปพระนิพพาน
          ความจริงควรที่จะตอบก่อนนี้...แต่ท่านผู้มีพระคุณ บอกว่า ตอบเร็วตายเร็ว ตอบช้าตายช้า
          ข้าพเจ้า คนเมืองบัว ขอนำความป่วยของคุณ เป็นครูสอนตน เพื่อให้เข้าถึงความไม่ประมาทในสังขาร กุศลใดที่พึงมีพึงได้จากการพิจารณาธรรมนี้ ขอเป็นเหตุและปัจจัย ให้คุณมีพละในการทรงกายให้ คลายจากความป่วย... ยังมั่นใจว่า " ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม "
จนจิตได้ส่วนแห่งนิพพิทาญาณเมื่อถึงการนั้นจนปล่อยสังขารเถิด
          ขอโมทนาหนังสือต่างๆ นั้นตามที่เพื่อนแนะนำครับ
          โดย คนเมืองบัว [6 พ.ค. 2546 , 16:35:41 น.]
          ******************************


จากกระทู้ที่ 878 แวปรวมข้อมูลเรื่องไข้หวัดมรณะ

          ผมไปเจอลิงค์ของแวปนี้ที่โต๊ะลุมพินีในพันธ์ทิพย์ ก็เลยเก็บมาฝากเพื่อนๆครับ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่วิตกจนเกินกว่าเหตุ เพราะว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้กว่า 90 เปอร์เซนต์จะหายได้เอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาทครับ "ศูนย์เฉพาะกิจโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง
          โดย ฐิติ จันทรเวคิน - [4 เม.ย. 2546 , 22:34:13 น.]

          โมทนา...ครับ
          ทำสมาธิในพระกรรมฐาน " อานาปานสติกรรมฐาน " จะช่วยได้มากเลยครับ
          โดย คนเมืองบัว [4 เม.ย. 2546 , 23:54:23 น.]

          นั่งสมาธิแบบมโนยิทธิ สามารถรักษาโรคร้ายได้
          ......................เทคนิค "มโนมยิทธิ "....................
          ......................เพื่อการรักษาโรค...........................
          ...............ได้คำแนะนำเมื่อปี พ.ศ. 2527.............
          ในเรื่องเกี่ยวกับโรคต่างๆนั้นสมาธิเป็นส่วนสำคัญในการที่จะเสริม การรักษาพยาบาล ที่ท่านหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤษีฯ แม่ศรี ได้เคยมาอธิบายเรื่องนี้ไว้ แก่คนเมืองบัว เมื่อ ปี พ.ศ. 2527
แต่คนที่จะทำจริงเพื่อชีวิตของตนไม่มี เพราะไปคิดว่าสมาธินั้น นั่งอยู่เฉยจะรักษาโรคได้หรือ การทรงอารมณ์มโนมยิทธิได้ จะได้เปรียบมากเพราะจะได้ใช้ " กสิน ดิน น้ำ ลม ไฟ " มาช่วยเสริมกำลังของ " เซล " ที่อ่อนล้า จากปฐมอภิญญา นำไปสู่อภิญญาใหญ่ เพื่อรักษาตนให้พ้นภัย แต่ไม่เกินกฏแห่งกรรม แต่ถ้าผู้ใดที่คุณธรรมทรงตัว ก็สามารถอยู่ยาวได้ เช่น ท่านพ่ออุปคุตเถร ท่านหลวงปู่โลกอุดร เป็นต้น
          เคยไปกราบท่านว่าในระหว่างนี้ท่านมีโรคภัยเหมือนชาวบ้านหรือปล่าวครับ ? ท่านตอบว่ามีแต่อยู่ด้วยธรรมปิติ และรักษาไปตามเหตุและผล ( คือวิธีทางการแพทย์ )
          ซึ่งสามารถแยกได้ 3 หมวดใหญ่ได้แก่.........
          1. อุบัติเหตุ กลุ่มนี้มีอาการของการเสื่อมสลาย โดยเฉียบพลัน เช่น แผลสด กระดูกหัก เป็นต้น
          ดังนั้นเซลในร่างกายส่วนใหญ่ยังแข็งแรงอยู่ การใช้สมาธิของตนเองไปรักษาร่วมกับทางการแพทย์ ต้องใช้สมาธิเพ็งไป ( กำหนดรู้ หรือจิตกำหนดรู้เวทนา ) ไปในที่เกิดการเสื่อมโดยเฉียบพลันนั้นๆ เพื่อให้เลือดไปคั่งบริเวรแผล ให้มากเพื่อ
                    1.1 จะได้รับ อ๊อกซิเจน ที่มากับเลือดเป็นจำนวนมาก
                    1.2 ในเลือดยังมีเม็ดเลือดขาว เป็นจำนวนมาก
                    1.3 ในเลือดยังมียาปฏิชีวนะที่ แพทย์ให้ตามกำหนดเวลา
          ดังนั้นสมาธิจะเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยา และเสริมสร้าง " แซล " ใหม่
          2. โรคที่ติดเชื้อเฉพาะที่ ที่เกิดในร่างกายของเรา หรือแผลติดเชื้อประเภทเรื้อรัง
          การใช้สมาธิในการรักษา ด้วยตั้งอารมณ์ อุเบกขารมณ์ ให้จิตแยกออกจากเวทนานั้น โดยเด็ดขาดจะส่งผลดี เพื่อเสริมการรักษาทางการแพทย์ได้อย่างมาก เพราะเลือดไม่มาคั่งในที่เกิดโรคมากจนเกินพอดี
                    2.1. เซลเชื้อโรคจะมีความชำนานน้อยกว่า เซลของเราเองอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อเลือดมาเลี้ยงเซลปกติ อาการขาดอ๊อกซิเจน จะเกิดขึ้น
                    2.2 อาหารที่เชื้อโรคต้องการเกิดขาดแคลนเช่นกัน
                    2.3 ยาที่เข้าไปสู่จุดที่รักษา มีอาการต่อเนื่องสม่ำเสมอ
          ทั้งหมดนี้คือปัจจัยของภูมิคุ้มกัน โดยธรรมชาติ
          3. โรคที่เกิดจากการแพร่กระจายในกระแสเลือด เช่น มะเร็งบางชนิด HIV ฯลฯ
                    3.1 ถ้าสมาธิยังอ่อนต้องใช้วิธีดักแล้วฆ่าเชื้อคือ ทรงอารมณ์ให้อยู่เฉพาะที่ อวัยวะหัวใจ
                    3.2 ตามไปทุกๆที่เพื่อฆ่าเซื้อโรค
          ในกรณีเช่นนี้ การฝึกมโนมยิทธิ จะได้ผลมากขึ้น ถ้ากำหนดเป็นกสินไฟ ( เตโชกสิน ) กับกสินน้ำ ( อาโปกสิน )ในลำดับของฌานต่าง ( นอกเหนือจากการขอบารมี )
          มีวิธีการดังนี้
          1. การกำหนดกายคตานุสสติกรรมฐาน หรือการรู้การเดินลมปราณ ( ดูกระทู้ที่ 063 การเดินกำลังลมปราณ วิชาเก้าอิมกิมเกง ของท่านตั๊กม้อ " หลวงตาหมอ " )
          2.เมื่อชำนาญในกสินลมแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นกสินไฟ น้ำ และ ดิน
          3. ทิพย์จักขุญานจะเป็นเหมือนกล้อง ส่องเพื่อ แยกดูว่า ตรงไหนคือแซลปกติ ตรงไหนคือแซลเชื้อโรค " แล้วถึงฆ่ามันที่ละตัว จนหมดสิ้นไป "
          
ดังนี้เป็นต้น เคยได้ความรู้นี้มานาน ลองใช้ดูก็แล้วกัน
          ในคราวต่อไปจะมาแนะนำ สูตรสมุนไพร ที่ท่านแม่ศรีท่านประทานให้ เป็นการเสริมการรักษาโรค HIV ครับก็ขอใช้คำว่าลองดูอีกเช่นเดิมครับ แต่ที่เคยแนะนำไป 2 ท่าน ก็เห็นยังทรงตัวอยู่ได้ครับถึงปัจจุบัน

           การอบไอน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการรักษา ขอแนะนำเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ.........
          อุปกรณ์ ชุดอบไอน้ำที่มีขายทั่วไปตามห้าง สมุนไพรแบบไทยๆ ดังนี้
          1. ขิง
          2.ข่า
          3.ตะไคร้
          4.ใบมะกรูด
          5.ขมิ้นชัน
          6.ไพร
          7. การบูล ครึ่งช้อนชา
          8. ยาฉุน( ใบยาสูบที่ไม่ได้ผ่านการฟอก ) 1 กำมือ
          9. น้ำพอประมาณ
          1 ถึง 6 ใช้น้ำหนัก15 กรัม หรือน้ำหนักเท่าๆกัน

          ข้อควรระวัง
          ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่าให้ร้อนจนเกินไป จะกระทบกับความดันเลือด
          1. เข้าตู้อบวันละ 5 หรือ 10 นาที เวลา 3 วัน
          ถ้าไม่มีอาการเพลีย เพราะเสียน้ำให้ทำต่อในข้อที่ 2
          ถ้ายังปกติ ให้ทำต่อในข้อที่ 2
          2. "..........................." 15 นาที วันเว้นวัน สัก 1 เดือน ....เวลาสูงสุดไม่ควรเกิน 20 นาที


เล่าสู่กันฟัง "คนดวงตก"
          คนดวงตกเป็นความหมายที่มักชินหูกับศัพท์เฉพาะในวิชา โหราศาสตร์ ซึ่งหลักโหราศาสตร์ไทย 1-5 ตำรา มีความแม่นยำในการเปิดเผยความลับสวรรค์ " กฏแห่งกรรม กุศล+อกุศล " ความแม่นยำ 80-95 % เพียงแค่นี้คนทั้งหลายก็ชื่นใจแล้วกว่าจะได้ประคับประคองตัว ถึงการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการแก้ไขดวงอย่างถาวร ความจริงแล้วสมาธิที่ทรงตัว ทุกขณะจิตในการประกอบกิจการงานต่าง ๆนี้ต่างหากที่ไปควบคุม "ดวงชะตา"
          สมาธิ แบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่ ได้แก่
          1. โลกียะ
          2. โลกุตตร
          สมาธิแบบ โลกุตตร นั้นท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้แล้ว แต่ในส่วนของสมาธิฝ่ายโลกียะนั้น ขอกล่าวไว้พอ เป็นแนวทางให้การครองเรือนมีความสุขบ้าง จะรวมเข้าหมวดข้อธรรม ของพระพุทธเจ้าได้แนะนำไว้ใน หมวดธรรมการครองเรือน ให้ไปดูหนังสือ นวโกวาท เพิ่มเติม สมาธิที่ติดตัวกันมาตั้งแต่เกิด มี 3 ลำดับได้แก่
          1. สมาธิอย่างหยาบ เช่น จิตตั้งมั่น->กระทำการ->ตั้งมั่น->กระทำการ อย่างนี้เป็นต้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งได้แก่ การเคลื่อนไหวของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเรา
          2. สมาธิอย่างกลาง เช่นการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งที่เกิดในจิต ซึ่งจะมีสภาวะ เกิด->ดับ ไปเรื่อย ๆ นั้นและจะมีสมาธิเชื่อมต่ออยู่ แต่ด้วยผลของความถี่ที่สูงและละเอียด เราจึงสังเกตไม่ได้ จนกว่า เราจะหยุดนิ่งจริง ๆ จึงเห็นว่าเรามีสมาธิอยู่
          3. สมาธิอย่างละเอียด ความจริงเป็นผลของสมาธินั่นเอง กล่าวคือ ผลของสมาธิมาเป็นสมาธิใช้งานหรือ เรียกว่า สติ-สัมปชัญญะ ซึ่งเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออกของมนุษย์เรา มนุษย์เราเกิดมาพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า เป็นผลของ กุศล+อกุศล+ตัณหา+อุปาทาน+ขันธุ์ 5 จึงทำให้เกิดมาเป็นตัวของเราท่านทั้งหลายซึ่งหมายถึงรวมเอากิเลสใหญ่มาด้วยคือ
          ราคะ - รูปสวยเสียงเพราะ รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ
          โทสะ - ความไม่พอใจ ความยึดมั่นในอัตตาตัวตน
          โมหะ - ความหลงว่า เราดีกว่าเขา เราไม่ดีกว่าเขา หรือเราเสมอเขา
          ส่วนใหญ่ทุกคนมี กิเลสทั้ง 3 อย่างนี้อยู่ในตน แต่มีความโดดเด่นต่างกัน เช่น บางท่านมี ราคะ,โทสะ,โมหะ หรือ ราคะ,โมหะ,โทสะ หรือ โทสะ,ราคะ,โมหะ ( เรียงจากมากไปน้อย ) เป็นต้น
เมื่อใดสมาธิตก การใคร่ครวญหาเหตุผลในการครองเรือนและการงานก็น้อยลงไป กิเลสที่มีอยู่ในใจอยู่แล้ว ขาดความควบคุมของสมาธิ ก็จะแสดงผล โดยอิงเหตุผลที่ตามใจตัวเอง โดยไม่ฟังเหตุผลของธรรมชาตินั้น ๆ
          ดังนั้นเมื่อทำเหตุไม่ดีไว้ก่อน ผลในเวลาต่อมาจึงไม่สำเร็จตามความเป็นจริง นี้แหละคือดวงตกคือ สมาธิตก ถ้าหากท่านไม่ต้องการดวงตก จงทรงอารมณ์ของผู้ไม่ประมาท คือมีสติสัมปชัญญะให้เป็นปกติ ใช้วิจารณญาณตามเหตุผลของงาน บุคคล เวลา สถานที่นั้น ๆ โดยธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เป็นตัวเข้ามามีบทบาทกับทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างที่คุณกำลังคิดจะทำหรือ กำลังทำ เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ดวงคุณก็จะดีตลอดกาลแล

          เรื่อง ดวงตกเพราะสมาธิจิตตก (ต่อ)
          และเมื่อสมาธิตกถึงขนาด ที่เริ่มเกิดมิจฉาทิฐิมากขึ้นแล้ว ความสะสมของการคิด พูด และ ทำในกิจการต่าง ๆ ก็จะเป็นไปตามกิเลสของตนเองมากกว่าจะใช้เหตุผลที่ควรจะเป็น มากขึ้นตามลำดับเรื่อย ๆ ซึ่งก็จะมีพฤติกรรมที่แสดงออกในลักษณะดังนี้
          ** เริ่มเห็นแก่ตัวมากขึ้น เช่น เริ่มตระหนี่ในการทำทาน เริ่มเอาเปรียบทางเพศ เริ่มคิดชิงดีชิงเด่นโดยไร้ซึ่งเหตุผล เริ่มเบียดเบียนผู้อื่นด้วยความอำมหิตด้วยกลโกงต่างๆที่แยบยลยิ่งขึ้น
          ** เริ่มมีอิทธิบาท 4 ในทางอกุศลในทุก ๆ เรื่อง
          ** เริ่มมีวาจาที่โอหัง ก้าวร้าว หยาบกระด้าง และ เชือดเฉือนบุคคลอื่น ๆ ให้ไม่พอใจ ไม่มีปิยะวาจาและขาดสัจจะวาจา
          ** เริ่มละเมิดศีล 5 มากขึ้นตามลำดับ
          ** เริ่มขาดพรหมวิหารธรรม
          ** เริ่มเกียจคร้านในการทำงานปกติประจำวัน
          ** เริ่มเกียจคร้านในการงานภายในครอบครัวของตัวเอง
          **เริ่มมักมากในเรื่องเพศ
          **เริ่มหาเหตุผลที่จะโต้แย้ง กฏระเบียบสังคมที่ดี
          ** เริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว เมื่อตนเองไม่พอใจในการกระทำของบุคคลอื่นรอบข้าง
          ** เริ่มฟุ้งซ่าน ทะยานอยาก เกินกว่ากำลังของปัญญาตนเอง (มีเงินเดือนอยู่ไม่กี่พันแต่อยากได้ รถเบนซ์มาขับ )
          ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งบอกเหตุให้เรารู้ได้ว่า เรากำลังดวงตกแล้ว ดังนั้นผลของการดวงดีหรือดวงตก ก็จะส่งผลมาตามลำดับซึ่งในระหว่างที่ส่งผลนี้ก็จะมีปัจจัยพิเศษต่าง ๆเข้ามาเป็นตัวเร่งผลแห่งดวงตก เช่น
          *-*-* กฏแห่งกรรมของการละเมิดศีล 5 ที่แล้ว ๆ มาเริ่มส่งผล
          *-*-* เจ้ากรรมนายเวรจากชาติก่อน ๆ ที่แล้วมาเริ่มตามมาทวง และส่งผล
          *-*-* อนุสัยเดิมฝ่ายอกุศล จากชาติที่แล้วมาเริ่มส่งผล หลังจากที่ทุกท่านได้เห็นผลของการดวงตกแล้วพอจะคิดได้บ้างหรือยังว่าความตกต่ำที่รอพวกท่านอยู่ ในภายภาคหน้านั้น สุดแสนจะปวดร้าวอย่างไรหากคิดไม่ออกจะขอกล่าวไว้พอเป็นสังเขปจากประสพการณ์ที่ได้รับรู้มาบ้างดังนี้
          1 *** เริ่มตกต่ำตัดรอนชื่อเสียงให้เสียหายมากขึ้น ๆ และรุนแรงถึงที่สุดแล้ว ใคร ๆ ก็จะหลีกห่างจากเราเนื่องด้วยได้ฉายแววแห่งความเป็นคนพาลเสียเต็มที่แล้วนั่นเอง
          2 *** เริ่มใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อโลกธรรม 8 มาเป็นของตนเองแม้แต่ความรักก็ยังต้องใช้เงินซื้อมาที่มีอยู่ตอนดวงดีสุด ๆ จะถูกใช้จ่ายแบบไม่มีเหตุผล และเครดิตที่มีมาแบบดีอยู่อย่างมาก ก็จะถูกหยิบยก นำมาเพื่อหยิบยืมเงิน เพื่อมาใช้จ่ายแบบไม่มีเหตุผล จนเกือบหมด หรือ หมดไปเลย
          3 *** เริ่มมองสังคมส่วนรวมว่า ไม่ยุติธรรม และก็จะเริ่มดูหมิ่นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ไม่เห็นจะจริงเลย ทำดีไม่เห็นจะได้ดี (เพราะเหตุว่า จากข้อ 1-12 ที่ได้แจงมาแล้วนั้นคนดวงตกมองว่า เขา ได้พยายามทำดีอย่างเต็มที่แล้วนั่นเอง แต่หารู้ไม่ว่าผลที่เขากำลังจะได้รับนั้น ล้วนแต่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ )
          4 *** เริ่มส่งผลทางจิตใจ และ ร่างกาย เช่น เกิดโรคต่าง ๆ นานา ขึ้นเหตุเพราะช่วงที่ระเริงอยู่ใน หัวข้อ1-12 นั้นเขาได้ทุ่มเททั้งกายและใจอย่างยิ่งเต็มที่เพื่อไปแลกกับความสุขที่เจือด้วยอามิสมา จนร่างกายเริ่ม เสื่อมลงไปเรื่อยๆ (อาจติดเอดส์ ได้นา ) ผลของ ดวงตกทั้ง 4 ประการนี้ ผมคนเมืองบัวคิดว่า ไม่น่าจะเกิด และขอจงอย่าเกิดกับพวกเราเลยจะดีกว่านะครับ หากตราบใดที่เราไม่ประมาทจนเกินไปผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเรา
          ***โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ **
          ****คนเมืองบัว***

          เศษกรรมที่เป็นเหตุให้ต้อง พลัดพลากจากการคู่ครอง " ไม่ว่าจะเป็น หญิง ชาย กลุ่มลักเพศ....
          ......." เศษกรรมที่เป็นเหตุต้องพลัดพราก ".........
          ............................จากคู่ครอง..............................
          เรียบเรียงจากประสบการณ์ ที่ผ่านมา เกิดขึ้นได้ทั้งเพศ หญิง ชาย ดุ๊ด ทอม ถ้าผู้ใดสามารถทรงคุณธรรม ในเรื่องของ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ทรงตัว
          กรรมเบื้องต้นทุกอย่างจะสลายตัวไปเอง เหตุที่เป็นปัจจัยเสริม จากอดีต และปัจจุบันต่างส่งผลร่วมกัน ทำให้เกิดความพลัดพรากผิดปกติ เท่าที่รวบรวมให้รู้กันได้
          
1. เกิดจากความ อิจฉา ริษยา ในความสุขของคนอื่น ครอบครัวอื่น โดยเฉพาะให้คู่ครองเขาแตกแยกกัน ด้วย กาย วาจา ใจ
          2. ผลเกิดจากกรรมเจ้าชู้จากชาติที่แล้ว และปัจจุบัน ส่งผล ทั้งหญิง ชาย และลักเพศ
          3. ต่อเนื่องจากข้อที่ 2 เพศตรงข้าม ( หรือเพศเดียวกันในกรณีกลุ่มลักเพศ ) ที่เคยละเมิดศีลข้อ 3 นั้น ผู้ที่ถูกระเมิดถูกทอดทิ้ง เป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจ จึงสาปแช่ง ใน อารมณ์จิตนั้นถึงระดับของฌาน 4 ในอกุศลจิต ผลย่อมเกิดขึ้นตามคำสาปแช่งนั้นเช่นกัน
          4. ทำแท้งเอง หรือเป็นต้นเหตุของการทำแท้ง หรือ ให้ยืมทรัพย์สินที่แทนเงิน หรือ เงิน เพื่อการทำแท้ง
          5. ต้อง " ธรณีศาล " 3 ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
                    5.1 รวมประเวณีบนพื้นแผ่นดิน โดยไม่มีที่รองรับ ( เสื่อ ) หรือในน้ำ
                    5.2 มีไว้หรืออยู่ในครอบครอง ซึ่งวัตถุโบราณที่มีโองการแช่ง เอาไว้ ( กรรมมักจะตกอยู่กันชั้น ลูก และหลาน )
                    5.3 นอนเจียนตายไม่วายง่วง ( กลุ่มคนสุขนิยม ในปัจจุบันนี้ค่อนข้างมีมาก )
          6. กรรมปรามาสพระอรหันต์หญิง ในสมัยพุทธการ ต่างๆ
          สำหรับท่านที่เป็นผู้ที่มีคุณธรรมพื้นฐาน บ้างแล้วก็พอจะมีวิธี ที่ผ่อนหนักให้เป็นเบา ซึ่งจะคุยกันในกระทู้ต่อๆไปครับ
ผู้ที่ทำตนลักเพศผิดศีลใดบ้าง
          1. มุสาวาส ในเพศที่มีในตนเป็นอาจิณกรรม
          2. ถ้าประพฤติผิดในกาม ก็ต้องอุโลมใช้ เหมือนชายจริง หญิงแท้ บางครั้งจะมีความเจ้าชู้ความถี่สูงอีกต่างหากครับ จากประสบการณ์มาขอคำปรึกษา กลุ่มกรรมลักเพศ ระเมิดศีลข้อ 3 กันมาก
          3. ต้องมีความหนักใจในการปรุงแต่ง ในเพศที่แท้จริง กับเพศที่ตนเองสมมุติขึ้น ดังนี้เป็นต้น
          กรรมพลัดพรากคู่ครอง ตามมาส่งผล
          **กฎแห่งกรรมพื้นฐาน**
          อิจฉาริษยาจากชาติที่แล้วส่งผล
          1. ความรุนแรงอย่างหยาบ มีการละเมิดศีล 5 ถึงขั้นปานาติบาต บ่อยครั้ง
          2. ความรุนแรงอย่างกลาง มีการละเมิดด้วยวาจาให้เขาต้องแตกแยกความรักกัน
          3. ความรุนแรงอย่างละเอียด มีการละเมิดด้วยใจที่ริษยาและอาฆาตเป็นอาจิณกระทำทับถมกันหลายชาติ
          ส่งผลให้ปัจจุบันชาติมีพฤติกรรม
          1. เป็นคนที่มีอุปนิสัย จิตรวนเรไม่แน่นอน
          2. สมาธิสั้น
          3. เอาแต่ใจตนเอง
          4. เอาเพียงคนใกล้ตัว
          5. เพื่อให้ตนมีความสุข
          6. ทั้งหมดทำให้ขาดคุณธรรมในการครองเรือนทั้งหญิงชาย
          วิธีการแก้ไข
          1. เมื่อกำลังใจเข้มแข็งแล้ว ควรทำตามนี้คือ
                    1.1 ปฏิบัติธรรม ให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิให้เกิดปัญญา
                    1.2 นำผลของข้อที่ 1 มาปรับใช้ในการแก้ปัญหาในปัจจุบัน
                    1.3 อุทิศส่วนกุศล ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร
          2. ถ้ายังเห็นว่ากำลังใจยังไม่เต็มพอ ก็ควรใช้วิธีการ ชะลอกรรมดังนี้ ก่อนแล้วค่อยๆ ใช้วิธีการที่1
                    2.1 ทำสังฆทาน แก่พระศาสนาบ่อยๆ อุทิศกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรที่เราทำให้เขาแตกแยก
                    2.2 ให้อภัยทานด้วยการปล่อยสัตว์ ที่ถึงฆาต บ่อยๆ
          **เพื่อทำกำลังจิตให้เกิดปัญญาในการครองเรือน
          *****คนเมืองบัว******


" กรรมปรามาสพระรัตนตรัย(พิเศษ)

          กรรมปรามาสพระรัตนตรัยพิเศษ แต่อดีตชาติที่เคยเกิดในแผ่นดินของพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แต่ด้วยความมีอัตตาสูง ทิฐิมานะสูง โดยไม่ยอมรับนับถือ สัมมาทิฎฐิ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้รวบรวมเหตุ และผลของธรรมชาติทั้งปวงไว้ สั่งสอนเพื่อให้บุคคลทั้งหลายไม่ประมาท พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เคยเอาโทษใคร แต่ต้องแพ้ภัยตนเอง
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ปฏิเสธในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ได้ชื่อว่าปฏิเสธความเป็นธรรมดาของโลก เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลประเภทนี้ จะมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะฝืน กฎไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นธรรมพื้นฐานในทุกสรรพสิ่งของโลก ถ้าเกิดผลสะสมอยู่หลายชาติ หลายรอบของการเกิด และนึกคิด เป็นเหตุขัดขวาง 6 ลักษณะดังนี้
          1. ไม่รู้จุดยืนของตนเองว่าจะอยู่ในอธิฐานใดให้มั่นคง เป็นคนอากัปกิริยาสำรวมกิริยาไม่เป็น ไม่สง่างามในทุกสถาน มักถูกสังคมรังเกียจ ในกิริยานั้นๆเมื่ออยู่ในสังคม
          2. เป็นผู้วิตกวิจารณ์ ในเหตุที่ไม่ควร ประเภทย้ำคิด ย้ำทำ โดยหาประโยชน์ไม่ได้ ให้ชีวิตหมดไปวัน ให้ชีวิตหมดไปวันๆ (เกิดมาเพื่อหายใจทิ้งไปเล่นๆ เท่านั้น เอง)
          3. มีความรับผิดชอบ กับสังคมในครอบครัว และสังคมทั่วไป น้อยมาก
          4. ทรัพย์สินที่ได้มาต้องเสื่อมสลายไปด้วยความรวดเร็ว เพราะขาดปัญญา ในกาบริหารทรัพย์สินนั้น
          5. เป็นผู้มีมีความรู้สึกสุขนิยม หมายถึงไม่ทำกิจการที่ก่อให้เกิด ประโยชน์แก่บุคคลอื่น เห็นแก่ตัวเป็นปกติ
          6. เมื่อต้องการหลุดพ้นด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดองค์หนึ่ง
                    6.1 เกิดอุปสรรคโดยบุคคลอื่นคอยขัดขวางการปฏิบัติธรรมนั้น
                    6.2 เกิดขันธมารไม่สบายตัว ไม่สบายตน ขณะปฏิบัติธรรม
                    6.3 เกิดความขัดข้องในการเข้าสู่ ฌานสมาธิ แต่ละช่วงชั้นตั้งแต่ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ ปฐมฌาน ทุติยฌาน จตุตฌาน และอรูปฌาน 4
                    6.4 เกิดความขัดข้อง 'ในการเจริญวิปัสสนาญาณ คือใคร่ควรหาเหตุผลไม่ได้ตลอดสาย
                    6.5 การบรรลุธรรมให้ถึงพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ยาก เพราะอกุศลเก่าที่ไปคบกับมิจฉาทิฏฐิเข้ามากินใจ(เป็นอุปกิเลส)
          ลักษณะ 6 ประการนี้ ถ้าเกิดขึ้นกับเรา ลองคิดดูซิว่า จะเป็นความทุกข์เพียงใด ที่ถึงเวลาใช้ความรู้ที่เรียนมา พอประสบปัญหาแล้วนำมาใช้ไม่เป็น กล่าวคือไม่สอดคล้องกับ เวลา สถานที่ บุคคล ถ้าเกิดบ่อยๆขึ้น จะเกิดความไม่เชื่อมั่นในตนเอง และทุกอย่างจะไม่สำเร็จ ฝรั่งเรียกว่า "โรคกลัวความสำเร็จ"
          แนวทางแก้ไขปัญหา มี 4 แนวทาง
          1. อามิสบูชา 2 ชำระหนี้สงฆ์ 3. ปฏิบัติบูชา 4. แบบมโนมยิทธิ

          1.อามิสบูชา ถ้าปรามาสด้วยการทำร้ายกาย พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ พระธรรม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน เป็นการปรามาสด้วย วาจา และใจ ควรใช้อามิสบูชา อุปกรณ์ มีดังนี้ 1) ธูปเทียนแพร 2) พวงมาลัยมะลิสด 3) ธูป16 ดอก ซึ่งมีความหมายถึงให้เทวดาและพรหมทั้งหลายเป็นสักขีพยาน 4) เทียน 2เล่ม หลังจากนั้นให้กล่าวคำขอขมาดังนี้

          อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ(กราบ)
          สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมะสามิ(กราบ)
          สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ(กราบ)

          คำขอขมาพระรัตนตรัย
          สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
          สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต
          หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกายหรือวาจาก็ดี และด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรมและพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุธเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบท้าวเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ**

          ถ้ารู้นามของท่านทั้งหลายที่ปรามาสท่าน ก็ให้กล่าวต่อท้ายด้วยว่า ** โดยเฉพาะที่ข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้ง แด่ท่าน " นามว่า..................................สมัย..............................ขออโหสิกรรมด้วยเถิด

          2. การชำระหนี้สงฆ์
                    2.1 ถ้าของสงฆ์ทั่วไป ก็ให้คืนแก่สงฆ์นั้น ณ.ที่นำมา แต่ถ้าไม่รู้ที่มาก็ให้เป็นของสงฆ์วัดตัวแทน ถ้าเสียดายวัตถุโบราณนั้น ต้องสร้างองค์แทนที่มีมูลค่าในการสร้างใกล้เคียงกัน ถ้าสิ่งของเหล่านั้นเกิดจากการทำลายของเราเองไม่ว่าในอดีตหรือ ปัจจุบัน ให้ทำของใหม่แทนให้มีสารสำคัญใกล้เคียงกัน
                    2.2 ถ้าหากของสงฆ์นั้น หรือวัตถุโบราณนั้น ผ่านโองการแช่ง เช่นทรัพย์ทั้งหลายที่มีไว้เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ในเจดีย์โบรารณมักมีการแช่งเอาไว้ สำหรับผู้มาขุดลักขโมย เกิดจากชาวบ้านทำกันเองเพื่อหวงสิทธิแก่พระศาสนาเท่านั้น(หรือโบราณสถาน) ถ้ากรณีเช่นนี้ หลังจากขอขมาในข้อ 1 และ2 แล้วจะต้องทำการบายศรี ต่อเทพพรหม ขอขมาแก่เทวดาที่คุ้มครองโบราณสถานนั้นด้วย เพราะถือว่าผู้ได้มาโดยไม่ชอบนั้นไม่เคารพกัน เทวดาพระองค์นั้น อาจจะขอหยุดยั้งกรรมที่เป็นกุศลส่งผลช้าลงจากเทวดาอื่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับตัวคุณ กรณีนี้ควรทำคราวเดียวกับข้อ 1
          3. ปฏิบัติบูชา ไม่ต้องทำอะไรเลยในข้อ 1 และ 2 ยอมรับนับถือในผลของการปรามาสพลาดพลั้งต่อพระรัตนตรัย และตั้งใจ อธิฐานที่จะปฏิบัติตนในทาง อธิจิต อธิศีล อธิปัญญา ด้วยอิทธิบาท 4 ให้เป็นปกติ ตลอดอายุขัย ถือว่าเป็นการขอขมาพระรัตนตรัยได้ตรงที่สุด เพราะมูลเหตุเดิมคือ ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ให้อยู่ในสัมมาทิฎฐิ แต่ยอมเชื่อในมิจฉาทิฎฐิ เมื่อแก้ไขก็คือ อยู่ในสัมมาทิฎฐิ ดังที่พระพุทธเจ้าแนะนำ จึงไม่แพ้ภัยตนเองตลอดกาล
          4. ขอขมาแบบผู้ได้มโนมยิทธิแล้ว
                    4.1 ควรกล่าวคำขอขมาทุกครั้งหรือทุกวัน ตอนไหว้พระสวดมนต์ เจริญพระกรรมฐานในช่วงเวลาที่เป็นปกติ (ไม่เฉพาะเจาะจง)
                    4.2 ชำระจิตตนให้ผุดผ่อง แล้วถอดอทิสมานกายไปที่พระนิพพาน อยู่เฉพาะหน้าพระพักต์ องค์พระพุทธเจ้า แล้วตัดอุปทานขันธ์ 5 ว่า " เกิดเป็นทุกข์ ป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ และอธิฐานตัดอวิชชาอีกครั้ง ว่า "ขึ้นชื่อว่าการเกิดในพรหมโลก เทวโลก มนุษย์โลก อบายภูมิ จะไม่เกิดกับเราอีก ชาตินี้ขอเกิดเป็นชาติสุดท้าย สังขารพังเมื่อใดขอ มาพระนิพพานเมื่อนั้น "
          จากนั้นขอบุญบารมีที่เคยถวายอามิสบูชา ดอกไม้ธูปเทียน ให้อยู่ในมือเรา แล้วนอบน้อมขอขมา(เป็นเรื่องๆไป) แบบเฉพาะเจาะจง
          
ด้วยความยินดีในธรรมทุกท่าน
          **คนเมืองบัว**
          ********************************************************************
          "อาจารย์ได้รับบำรุงเฉพาะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วย สถาน ๕
          เรื่อง "อาจารย์ได้รับบำรุงเฉพาะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วย สถาน ๕"
          1. แนะนำดี
          2. ให้เรียนดี
          3. บอกศิษย์ให้สิ้นเชิงไม่ปิดบังอำพราง
          4. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง
          5. ผลของทั้ง ๔ ข้อจะทำให้ไปทิศทางใดไม่อดไม่อยาก
          **************คนเมืองบัว**********************
          เรื่อง "ศิษย์ควรบำรุงอาจารย์ ด้วยสถาน๕"
          1. ลุกขึ้นยืนต้อนรับอาจารย์เมื่ออาจารย์เดินผ่านมา
          2. ด้วยเข้าไปยืนรับใช้
          3. ด้วยเชื่อฟังคำสั่งสอน
          4. ด้วยอุปฐากตามสมควร
          5. ด้วยเรียนศิลปวิทยาด้วยความเคารพ
          **************คนเมืองบัว**********************
          เล่าสู่กันฟัง เรื่อง "เมื่อบิดามารดาได้รับบำรุงเฉพาะนี้แล้วย่อมอนุเคราะห์กุลบุตร ด้วยสถาน ๕"
          1.ห้ามมิให้บุตรทำชั่ว
          2.ให้ตั้งอยู่ในความดี
          3. ให้ศึกษาศิลปะวิทยา
          4. หาคู่ครองให้ตามสมควร
          5.มอบสมบัติให้ในสมัยอันสมควร
          **************คนเมืองบัว**********************
          เล่าสู่กันฟัง เรื่อง "หน้าที่ของกุลบุตรพึงบำรุงบิดามารดาด้วยสถาน ๕"
          1. ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
          2. ทำจิตของท่าน
          3. ดำรงวงศ์ตระกูล
          4. ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก
          5. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญอุทิศให้ท่าน

          **************คนเมืองบัว**********************
          "อธิษฐานพิเศษ" เมื่อจิตยังไม่ถึงความดีแห่งการปฏิบัติธรรม แต่กฏแห่งกรรมและเจ้ากรรมนายเวร เข้ามาชนกับชีวิตเรา
          
"อธิษฐานพิเศษ " จุดธูป 39 ดอก ก่อน 12.00 น.
          
" นะโม..............." 3 จบ
          
" ข้าพเจ้าชื่อ............สกุล.........ขออาราธนาบารมี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อ...........วัด........... ..........และท่านท้าวพระยายมราช ได้โปรดสงเคราะห์ระงับกรรม อกุศล ที่มาตัดรอน ชีวิต อายุ การเงิน การงาน ความสุขในครอบครัวไว้ก่อน และขอกรรมที่เป็น กุศล ทาน ศีล ภาวนา ได้โปรดส่งผลนับแต่นี้เป็นต้นไป เพื่อให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาส สำเร็จประโยชน์ในทุกสิ่ง ที่จะพึงมีพึงได้ เพื่อข้าพเจ้าจะได้บำเบ็ญบารมี ทาน ศีล ภาวนานับแต่นี้เป็นต้นไป

           " การทำบัดพลี"
          
+ อุปกรณ์ + เย็บกระทงใบตอง 4 มุม
          ภายในกระทงใส่ +++ข้าว 3 ทับพี+++กุ้งยำ 3ช้อน+++ปลายำ 3 ช้อน+++หมาก 7 คำ+++บุหรี่ 7 มวน+++ธูป 1 ดอก+++เทียน 1 เล่ม+++ปั้นดินเหนียวเป็นหุ่นแทนตัวเรา ขนาดสูง 3 นิ้ว เขียนชื่อนามสกุล ห่อด้วยผ้าสีแดง +++ วางหุ่นในกระทง
          
นำสิ่งของทั้งหมดไปวางที่ทาง 3 แยกให้ไกลจากบ้านตนคาดว่าอีกประมาณ 4 ช.ม.จะไม่ผ่านไปที่นั้นอีก แล้วจึงจุดธูป เทียน บุหรี่ ปักในกระทง

          " อธิษฐาน " ...นะโม.........3 จบ
          
ข้าพเจ้าชื่อ...........สกุล.........ขอพรท่านท้าวพระยายมราชมาเป็นสักขีพยาน ในการทำบัดพลีให้แก่เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา ที่มาตัดรอน ชีวิต อายุ การเงิน การงาน ความสุขในครอบครัว จงมารับบัดพลีไป หากมีบางส่วนที่ยังโกรธเคืองกันอยู่ ขอให้ลงโทษหุ่นแทนตัวข้าพเจ้าเมื่อหายโกรธเคืองแล้ว ขอจงมารับบัดพลีไป และโมทนากุศลที่จะบำเพ็ญให้ต่อไป
          1. ปล่อย ปลา...................ก.ก.
          2. "......" เต่า...................ตัว
          3. "......." หอย.................ก.ก.
          4.ถวายสังฆทาน.........ชุด.........บาท

          " อธิษฐาน " นะโม........3 จบ
          ข้าพเจ้าขอพรท่านท้าวพระยายมราช มาเป็นสักขีพยาน " อิทัง ปุญญะ ผลัง " ผลบุญใดที่ได้บำเพ็ญแล้ว ณ. โอกาสนี้ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้แก่ เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตาที่มาตัดรอนชีวิต อายุ การเงิน การงาน ความสุขในครอบครัว จงมาโมทนาไป และขอให้อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

          คนเมืองบัว ขอมอบให้เป็นสาธารณะ ถ้าเห็นว่าดีก็นำไปใช้เถิด
          ขยายความเพิ่มเติม
          1. เวลาที่ให้ไม่เกิน 12.00 น. เพราะในปัจจุบันคนทำงานตื่นสายเป็นจำนวนมาก คาดหวังว่าเมื่อตื่นนอนแล้ว คงมีอารมณ์สดชื่นเหมาะแก่การอธิษฐานจิต
          2. เป็นความหมายโดยย่อ ที่มาต่อเรียงกันคือ 3 และ 9 เป็น 39 และ มีความหมายดังนี้
                    
เลข 3 หมายถึง พระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ หากใครก็ตามที่นำมาเคารพและปฏิบัติตาม จนเข้าถึง อมตะธรรมคือ " อริยะสัจ 4 "
          
เลข 9 หมายถึง ผลของพระธรรมที่พุทธองค์ได้ทรงกล่าวไว้มีความประเสริฐบริสุทธิ์ ดังทองเนื้อเก้า ( เปรียบเทียบแบบ โบราณจะเทียบกับทองคำบ่อยๆ เช่นพระทองคำ แม่เนื้อทอง เป็นต้น
หรืออีกความหมายหนึ่งว่า
          
1. พระรัตนตรัย ( 3 ) ผู้ใดยึดถือเป็นสรณะจนจิตนอบน้อมแล้ว จนรู้ใน
          2. อริยะสัจ 4 ( 4 )ในเบื้องต้น ในเบื้องกลาง และในเบื้องปลาย ได้ย่อมสิ้นทุกข์นั้นเสียได้เป็นธรรมที่คุ้มครองโลกได้แก่
          3. เลข 16 ชั้นฟ้า ( เป็นความหมายไทยโบราณ) หมายถึงอากาศเทวดา
          4. เลข 0 ( ที่มีจำนวนแฝงอยู่คือ 1 ) หมายถึงภพที่มีความเป็นกลาง ได้แก่มนุษย์โลก หรือเป็นจุดเริ่มต้น ของ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ( ให้ดูความหมายละเอียดที่ หนังสือ " พุทธสาสนสุวัณณภูมิปกรณ " ดู ฟุตโน๊ต หน้าที่ 39 เป็นต้นไป )
          5. เลข 15 ชั้นดินหมายถึง ภูมิแห่งเทวดาที่คอยควบคุม เหล่า โอปปาติกะ และโอปปาติกะที่มีฤทธิประเภทต่างๆด้วย
          
เมื่อนำความหมายเป็นตัวเลข มารวมกันเป็นความหมายที่เข้าใจกันว่า สูงสุดยอดแห่งการระลึกถึง

          ( 3 + 4 + 16 + 1 + 15 = 39 ) เห็นว่ามีความหมายดีจึงใช้ ตามโบราณนั้น รวมความหมายว่า ถ้าจิตยังไม่ถึงปรมัถธรรม " การมีอามิสบูชา ก็ถือว่าเป็นทางออกที่ดีแล้ว " แต่เดิมอามิสบูชา เทพ พรหม ทั้งหายเริ่มจากแสงสว่างจากกองไฟ จากนั้นย่อลงมาเป็น คบไฟ ตะเกียง และเทียน จากนั้นย่อลงมาเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยนำ เกษรตัวผู้ ของมะพร้าว หรือตาล มาจุดเป็นเชื้อเพลิงแทน มีคำเรียกเฉพาะว่า......." ดอกเสวยสวรรค์ " หรือ " ธูป " นั้นเอง ความหมายที่แอบแฝง ที่เป็นอุบายธรรมแบบ " ภูมิปัญญาชาวบ้าน "

          ธูป 1 ดอก เป็นการบูชา ผี หรือ โอปปาติกะ
          ธูป 3 "...................." พระรัตนครัย
          ธูป 5 "...................." พระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์
          ธูป 7 "...................." โพชฌง 7 ประการ ( มักมีความหมายเนื่องกับความเป็นหวงใย ความกังวล 7 อย่าง )
          ธูป 9 "...................." พระรัตนตรัย มีค่าสูงประดุจ " นพรัตน์ "ชาติเก้าอย่าง
          ธูป 12 "...................." พระคุณแม่
          ธูป 15 "...................." โอปปาติกะผู้ทรงฤทธิเหนือผืนแผ่นดิน
          ธูป 16 "...................." อากาศเทวดา
          
ธูป 39 "...................." รวมทั้งหมดที่กล่าวมา
          
ธูป 108 "....................." หมายถึง จิตที่ประกอบด้วยอาสวะ มีค่าเท่ากับ 1

          จิตเดียวกันนี้เมื่อทำอาสวให้สิ่นไป มีค่าเท่ากับ 0
          ทั้งสองอย่างนี้ต้องอาศัยธรรมที่เกื้อกูล คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ถ้านำความหมายย่อที่เป็นตัวเลขมาต่อเรียงกัน ( 1 0 8 = 108 )

          **************คนเมืองบัว****************


"ทิศทางในการจัด หันหน้าพระบูชา "
          เพื่อความเป็นศิริมงคล
          1. หันหน้าพระบูชาไปทางทิศเหนือ
                    โบราณจารย์ กล่าวว่า " การทำมาหากิน ฐานะทางการเงิน ความสุข " จะประสพความสำเร็จเป็นกลาง ๆ
          2.หันหน้าพระบูชาไปทาง ทิศเหนือเฉียงออก ไปจนถึงทิศตะวันออก
                    โบราณจารย์ กล่าวว่า " การทำมาหากิน ฐานะทางการเงิน ความสุข " .....จะประสพความสำเร็จสูง เป็นทิศที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง
          3. หันหน้าพระบูชาไปทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงทิศใต้
                    โบราณ์จารย์ กล่าวว่า มักเก็บเงินไม่อยู่ มีความขัดแย้งในครอบครัวเล็กน้อย
          4.หันหน้าพระบูชาไปทาง ทิศใต้เฉียงตก ทิศตะวันตก ทิศเหนือเฉียงตก มีแต่เรื่องเสียเงิน ครอบครัวมักเร่าร้อน ป่วยไข้
          อนึ่ง...โบราณจารย์ ได้บอกกล่าวกันมา เพื่อมุ่งหวังเพื่อความเคารพ ของเจ้าของผู้บูชาพระ ที่มีความขยันไม่คงที่ ได้มีทางออก.. โดยมุ่งหวังว่า ทิศเหนือ ทิศเหนือเฉียงออก ทิศตะวันออกว่าเป็นทิศแรกที่แสงแดดส่องสว่างแก่ชาวโลก จึงตั้งสมมุติฐานกันว่าเป็นการเคารพในเบื้องต้นแก่ พระพุทธเจ้า จนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันสืบมา
          " เทวดาผู้คุ้มครองพระบูชา ก็เลยมีเมตตา ในความขยันน้อยของมนุษย์ "
          " จึงยึดเอาอธิษฐานเริ่มต้น ว่าดีเป็นมงคลที่ มนุษย์จะได้ บูชาแสงพระอาทิศแรก แก่พระพุทธเจ้า นี้เอง ว่าถึงแม้ผู้ที่ทำอามิสบูชา มีจิตเป็นกุศล คือพุทธานุสสติ วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็ยังคงสรรเสริญ "
          " เมื่อแม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรง สรรเสริญในความดีนั้น มีหรือ เทวดาจะไม่เห็นด้วยกับพระพุทธเจ้า " ขนาดคนก่อนตายมีจิตเป็นกุศลก่อนตาย เล็กน้อยยังได้ไปสวรรค์ก่อนเลย เทวดาจึงดูแล..งครอบครัวนี้ตามสมควร...ดั่งนี้แล


วิธีบูชาพระธาตุ
          การบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
          ได้แก่การบูชามีอยู่ 2 ลักษณ์ ได้แก่
          1. การปฏิบัติบูชา ในทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยการกล่าวระลึกถึง พุทธคุณ
          2.อามิสบูชา ได้แก่การบูชาด้วย ธูป เทียน และของหอมเป็นต้น
          แต่ส่วนใหญ่จะผสมผสานกัน คาถาบูชามีหลายแบบ แต่ที่จะนำมาแนะนำในที่นี้ 2 แบบ ได้แก่
          1. " นะโม.......3 จบ "
          " อะหัง วันทามิ อิธะ ปะติฏฐิตา พุทธะธาตุโย ตัสสานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม "
          แปล " ข้าพเจ้า ขอน้อมนมัสการกราบไหว้ พระบรมสารีริกธาตุ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประดิษฐานอยู่ ณ. ที่นี้ด้วยอานุภาพแห่งกุศลผลบุญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าประสพแต่ความสุข สวัสดีตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ "
          2...." นะโม....3 จบ "
          " อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส " 3 จบ
          ก็ตามแต่จะใช้ครับ มีผลเหมือนกันครับ
          ที่ผมใช้เป็นประจำคือ คาถาแบบที่ 2 ครับ
          โดย คนเมืองบัว [18 ม.ค. 2546 , 23:44:49 น.]
          ******************************


บวงสรวงขายที่ดิน
          พิธีบวงสรวงเพื่อ ขายกรรมสิทธิถือครองที่ดิน...
          สิ่งประกอบได้แก่
          1. ผ้าขาวปูโต๊ะ ขนาดพองาม
          2. ไปยังสถานที่ ที่จะขาย
          3. ใบขนุน 9 ใบ วางตรงกลาง
          4. ข้าวบิน ถวายแม่พระธรณี 1 กระทง ,ขนาดชามแกง
          นำมาวางบนใบขนุน 9 ใบนั้น
          วิธีการทำข้าวบิน
                เย็บกระทงใบตอง 5 มุมขนาดชามแกง....ภายในกระทง.....ใส่ข่าวสุก 3 ทับพี.....งาขางคั่ว 2 ช้อน...น้ำตาลปีบ 1 ช้อน......มะพร้าวคลุกเกลือเล็กน้อย 2 ช้อน

          5. น้ำปล่าว 2 แก้ว
          6. งาขาวคั่วสุก 2 ถ้วย
          7. ถั่วเขียวคั่วสุก 2 ถ้วย
          8. ขนมต้มแดง 2 ถ้วย
          9. ขนมต้มขาว 2 ถ้วย
          สิ่งที่ต้องเตรียมการทำขนมต้มแดง / ต้มขาว
                    9.1.แป้งข้าวเหนียว
                    9.2.มะพร้าวขูด คลุกเกลือ
                    9.3.น้ำตาลปีบ
          วิธีการทำ ขนมต้มขาว. ขนมต้มแดง
          นำแป้งข้าวเหนียว นำมานวดกับน้ำปล่าว .....จนสามารถที่จะปั้นได้....ปั้นขนาดลูกเท่าหัวแม่โป่งมือ แล้วทำให้แบน.....

          10.กล้วยน้ำว้าสุก 2 หวี
          11. มะพร้าวอ่อน 2 ผล
          12. ธูป 16 ดอก
          13. เทียนหนัก 1 บาท 2 เล่ม
          นำ.ของทั้งหมดวางบนโต๊ะที่ปูผ้าขาวแล้ว จุด ธูป / เทียน แล้วปักในที่อันสมควร
          อธิษฐาน
          " นะโม 3 จบ "
          " ข้าพเจ้า ชื่อ...…………………………...สกุล...…………………………..ขออาราทนบารมี . พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค หลวง พ่อ ฤๅษีฯ เจ้ากรุงพาลี พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี ปู่โสม เฝ่าทรัพย์
          ขอได้โปรดสงเคราะห์ ในการขายกรรมสิทธิ์ ถือครองที่ดิน โฉนดเลขที่..………………... จำนวน……………….........
          เมื่อผู้ใดได้รู้ได้ยินได้เห็น ในการที่จะขายกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินนี้ ..โดยเฉียบพลันด้วยเถิด
          ******************************


อุปฆาตกรรม
          การค้นคว้าเรื่องหลังความตาย ของชาวต่างประเทศนั้น จะล้าหลังกว่าของไทยเดิมๆมาก อย่างน้อยก็ 3000 ปีขึ้นไป เพราะไทยเองก็มีวิชา " สางใส " โดยการติดต่อกับมิติลี้ลับนี้ มานานมาก มีหลักฐานในหนังสือ " ราชบุรีวัตถุคาถา " ได้กล่าว ถึงภูมิอย่างคล่าวๆคือ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ดั่งนี้เป็นต้น
          อุปฆาตกรรม หรือ การตายก่อนอายุไขนั้นมีเหตุประกอบกัน 3 ประการ
          1.เกิดจาก กฏแห่งกรรมที่เคยละเมิดศีล5 แต่อดีตชาติสะสมกันมาเป็นอุปนิสัย ให้เป็นคนที่มักประมาท ไม่สามารถที่จะประมาณการได้ล่วงหน้าว่า ในที่ทุกสถานล้วนมีภัย แล้วหาทางป้องกันเหตุนั้น ตรงนี้แก้ไขโดยต้องเป็นผู้มีสมาธิ และวิปัสสนาฌาน ที่สมบูรณ์ ในการประมาณการ
          2.เจ้ากรรมนายเวรตามมา สนองกรรมคราวละจำนวนมาก ตรงนี้จะต้องทำบารมีให้เกิดอานิสงค์ อันได้แก่ หมั่นทำ ทาน ศีล ภาวนา .แล้วอุทิศกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ให้เป็นปกติ เพราะทุกวินาที จะมีเจ้ากรรมนายเวร หลุดออกมาจากพบภูมิต่างๆมากมาย เพราะเราก็เคยเกิดมามากมายแล้ว ละเมิดศีล 5 แล้วฆ่าเขามาก เขาจึงผูกแค้นเอา
          3.ไม่มีความดีใน ทาน ศีล ภาวนา มารองรับความดี เทวดาที่เคยมีกุศลร่วมกัน ไม่สามารถที่จะ ส่งพลังจิตมาช่วยเหลือได้ เพราะเกินกฎแห่งกรรม
          ปัจจัย 3 ประการนี้แหละที่ทำให้ เวลาที่จะตายจิตต์รวมตัวได้ยาก ถึงอย่างไรก็ดี วิชาสางใส ไทยโบราณ ได้ให้เทคนิคไว้ แก้ไขสถานะการ " ผ่อนหนักเป็นเบาไว้ หลากหลายวิธี ซึ่งในกระทู้ที่ 018 ได้รวบรวม นำมาประยุคใช้ให้เหมาะแก่การสมัย ครับ
          โดย คนเมืองบัว [5 มี.ค. 2546 , 02:19:57 น.]
          ******************************


อสุรกาย
          แต่ชาติก่อนท่านผู้นั้นได้ เป็นพระเคยฝึกได้ ฤทธิ์บางอย่างมา เช่น สะกด วิญญาณ เรียกนำมาใช้งาน ตายจากชาตินั้นไม่ตกนรก เพราะถูกทำร้าย ไม้ทุบศรีษะ ตาย ถ้าพอมีเวลาให้คุณลองสังเกตดูทีท้ายทอย จะมีร่องยุบเป็นแนวเฉียงลงมา กว้างประมาณ ครึ่งนิ้ว ยาวประมาณ1.5 นิ้ว เป็นสัญญาลักให้สังเกต กรรม ( จะให้ดีต้องไปดูตอนโกนผมใหม่ )
          เมื่อตายจากชาตินั้นเป็นสัมภเวสี อยู่พักหนึ่งแล้วได้โมทนาบุญ มาเกิด เป็นคน พอได้ปฏิบัติธรรม สมาธิจิตได้ฌานเป็นเครื่องรู้ ฤทธิ์เดิมเลยเข้ามา แต่ด้วยขาด การเรียนรู้ในปริยัติ และขาดปฏิบัติ ตามพระวิสุทธิมรรค จึงทำให้ตกอยู่ใน วิปัสสนูกิเลส 10 อย่าง
          เห็นผิดว่าทางสายเอกคือวิชาที่ตนได้มา ด้วยตนเอง แม้แต่วิสุทธิมรรค ยังเป็นรอง เพราะตนเมื่อจิตทรงสมาธิได้เล็กน้อย วิชา 3 ของเดิมจึงเข้ามา เนื่องจาก ศีล 227 ไม่บริสุทธ์ จึงแยก ส่วนของความเป็นทิพย์ ไม่ได้ดี อยู่แบบกึ่งสมาธิกึ่งทรง ในตาแข็งกร้าว แล้วในคุณสมบัตินี้เองที่ ที่ " อสุรกาย " เข้ามามีบทบาท เข้ามาเป็นดั่งที่โบราณเรียกว่า พลายกระซิบ ทำให้ดูเหมือนว่า ได้ วิชา 3 อย่างแมน่ยำ บวกกับจิตตกอยู่ในวิปัสสนูกิเลส 10 จึงเป็นเหยื่อของอรกาย นั้น ๆ ( หลายตน ) คอย เป็นครูแก่เขา ต่างคนต่างช่วยกันโดยนัยยะนี้ เข้าสามารถกำหนดอธิฐานจิต ขอร้องบังคับ ( อสุรกาย คือสิ่งศักดิ์สิทธิที่เขาเข้าใจว่า เป็นเทวดา ) ให้ไปดลจิตใจให้ไปหาคนให้มาเป็นบริวาร มาให้นับถือเป็นศิษย์ หากผู้ใดที่เข้ามาแล้วไม่อยู่ในอานัด เมื่อเขาไม่พอใจ ก็จะอธิษฐานจิตในทาง ลบ อสุรกายจะมาทำงานทันที่
          ******************************

อสุรกายมาจาที่ใด
          " อสุรกาย " เป็นชื่อเฉพาะกลุ่มของ " โอปปาติกะ " ประเภทหนึ่งในกลุ่มนี้มีด้วยกัน 8 จำพวก ได้รับโทษทันเป็นไปตามลำดับของความผิด แต่ละประเภทจะไม่มีกำหนดอายุ แน่นอนในแต่ละช่วงชั้นของตน โดยทั่วไปมักมีลักษณ์ อ้วนป้อม หรือมะขามข้อเดียว ผิวดำๆเป็นส่วนใหญ่ มีบริเวร หากินอยู่ในพื้นที่โลกเรานี้เอง อานาเขตในการทำมาหากิน ไม่กว้างนัก อาหารที่เขากินได้ คือของบูดเน่า หรือ จุจาระ ปัสสวะของคนและ สัตว์ ได้ถ่ายทิ้งไว้ กลุ่มชื่อแยกย่อยที่รู้จักกันดีคือ ผีกระสือ ผีกระหัง ผีปอบ ในภาคใต้เรียกว่า ชิน ฯลฯ
          ถ้าตนใดเคยฝึกได้ ฤทธิ์มาแต่การก่อนก็สามารถใช้ฤทธิ์นั้นได้เพื่อให้ชีวิตตน ( ผี ) ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กลุ่มนี้แหละที่ ร่างทรง ที่ไม่อยู่ในศีล 5 กรรมบท 10 ถูกเขามาสวมรอยว่าเป็น พระพุทธเจ้าบ้าง พระโพธิสัตว์บ้าง พระอรหันต์บ้าง พรหม เทวดาบ้าง เป็นต้น
          ผู้ทรงญาณแต่ศีลไม่ครบท้วน และมีกรรมต่อกัน จึงมักตกเป็นเหยื่อ หรือบังคับ อสุรกาย เหล่านั้นให้ไปทำกิจต่างที่ตนจะใช้ให้ทำ โดยผู้ทรงญาณนั้นจะเข้าใจว่า " ตนเองมีฤทธิ์มาก " แม้แต่ เทวดา ( อสุรกาย ) ยังต้องมาอ่อนน้อมกับตนเลย
          เรื่องที่คุณเล่ามาก็มีความเป็นมาเช่นนี้.....แล...ครับ
          พระพุทธคุณมีอานุภาพมาก จะคุ้มครองตนและคนในครอบครัว ให้พ้นภัยนั้นได้ เมื่อวาระของกรรมหมดแล้ว ทุกอย่างจะดีเองครับ อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าบู้ครับ เรียกว่าความเป็นพาลมาท่าไหน ก็อนุเคราะห์ในสิ่งที่เห็นว่า มีประโยชน์แก่หมู่พาลเช่นนั้น ในบางครั้งอาจจะรุนแรงไปบ้าง ต้องขออภัยกันด้วย เพราะคุยกันดีๆไม่ได้แล้ว แต่ต้องอยู่ในคันรองของความดี ในพรหมวิหารธรรม และธรรมข้ออื่น
          ให้สังเกตตนเองว่า " หากการกระทำใด ที่ก่อให้เกิด อคติธรรมขึ้นแก่ใจของตน การนั้นจงอย่าผึ้งทำ จนกว่าจะหา ธรรมอื่นมาหักล้าง อคติธรรมที่เกิดในใจนั้น เมื่อได้ข้อสรุปแล้วเป็นกลางๆ จึงทำ" จงเข้าใจเถิดว่าความดีนั้น ไม่จำเป็นให้คนทั้งหลายได้ชม เทวดา พรหม ผู้มีพระคุณอื่น ได้รู้เห็นแล้วตำหนิติติง ในสิ่งที่เราคิดไม่ดี แล้วท่านแนะนำให้เราอยู่ในกรอบที่ครูอาจารย์สอนไว้ เพียงนี้ ก็ภูมิใจแล้ว...ครับ คนส่วนใหญ่จะคิดว่า ผู้ทรงอภิญญา ใหญ่เขาจะสำแดงฤทธิ์มากมายตลอดเวลา จริงแล้วเขาใช้กำลังเบาที่ ฤทธิ์ทางใจ โดยเฉพาะญาณ8 เป็นปกติ ซึ่งบุคคลภายนอกไม่อาจรู้ได้ แล้วทำตนเป็นปกติ สำรวมระวังตน
          ******************************


การเช็คพุทธคุณ

          ถามผมเคยเห็นลุงคนหนึ่งเขาเป็นคนเล่นพระ เขาจะมีวิธีการของเขาในการเช็คพุทธคุณว่ามีพุทธคุณหรือไม่ ใครเป็นผู้สร้าง สร้างมาแล้วกี่ปี และสร้างที่ไหน ไม่ทราบว่าจากข้างต้นนี้จะมีอะไรเกี่ยวเนี่ยงกันกับมโนมยิทธิหรือไม่ หรือเป็นของเก่าติดตามมาครับ ถ้าเป็นจะเป็นประเภทใด บางคนก็เอาพนมในมือ บางคนก็เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เขาบอกว่ามีพุทธคุณ หรือไม่มี เราจะตั้งข้อสังเกตุได้อย่างไรหรือไม่ว่าจริงเท็จแค่ไหน หรือจะเป็นเรื่องที่รู้เฉพาะตนเหมือนการปฏิบัติธรรม ที่ว่าผู้ปฏิบัติย่อมรู้เองหากไม่เป็นมิจฉาทิฏฏิ
          โดย ประทวน [27 มี.ค. 2546 , 12:24:14 น.]

          ตอบ.มีอยู่ประมาณ 5 วิธีการ แล้วจะแนะนำ วิธีการ อาราทณา แบบต่างให้อ่าน รอหน่อยครับ เท่าที่เคยทดสอบมามีดังนี้ครับ
          1. เสี่ยงทายวัดคืบ
          วิธีการ.....
                    1.1 ให้วางแขลงที่พื้นราบ ในลักษณะ งอข้อสอบเล็กน้อย
                    1.2 นำปากกามาขีดเส้นที่ ตรงข้อพับ เพื่อเป็นการกำหนดจุดเริ่มต้น การวัดคืบ
                    1.3. ใช้มือข้างที่เหลือวัดคืบ บนแขนที่วางไว้ในข้อที่ 1 .1 ..... โดยมีจุดเริ่มต้นในข้อที่ 1.2
                    หนึ่ง เท่ากับ สองคืบโดยประมาณ....เราก็วัดแขนที่วางไว้นั้น ว่า ในหนึ่งศอก เท่ากับ สองคืบของเรา สั้นกว่า หรือยาวกว่า นิ้วกลางของแขนที่วางในพื้นราบนั้น ให้ใช้ปากกาขีดจุดสิ้นสุดที่ ปลายนิ้วนั้น ให้ทดสอบจนมั่นใจว่า ไม่คลาดเคลื่อน...
                    1.4. จึงนำ ของขลังนั้น..วางไว้ที่ปลายนิ้ว แขนข้างที่วางในแนวราบ
                    1.5 นำมือข้างที่เหลือปิดทับ ของขลังนั้น
                    1.6 แล้วจึงอธิษฐานจิตดังนี้
                    " นะโม.......3 จบ "
                    " พุทธังอาราธนานัง ธรรมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง "
                    " หากของขลังนี้มี อานุภาพจริงขอให้ คืบที่จะวัดนี้ สั้นหรือยาว จากตำแหน่งเดิมด้วยเถิด "
                    1.7. แล้วทำการวัดคืบ

          การประเมินผลดังนี้
          1.ถ้า.....คืบสั้น... หรือ....คืบยาว...กว่าที่ขีดเส้นสุดท้ายที่ปลายนิ้ว มีความหมายว่า มีพุทธคุณจริง
          2. ถ้าคืบแล้วตำแหน่งวัดเท่าเดิม หมายความว่า ไม่ได้ผ่านการปลุกเสก หรือ พลังได้เสื่อมไปแล้ว ดังนี้เป็นต้น.....แบบปลุกพระปิติธรรม หมายถึง เกณฑ์ในการพิสูตร ต้องปิติธรรม มีดังนี้

          2.แบบปิติตัวไหวโยกโครง
                    2.1 นั่งขัสสมาธิ
                    2.2 แล้วนำของขลังนั้นประกบไว้ในฝ่ามือที่ประนมมือ ระดับอก
                    2.3 ใช้คำอาราธนา คาถา
                    " นะโม...3 จบ "
          " พุทธังอาราธนานัง ธรรมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง "
          จึงบริกรรมคาถาอย่างต่อเนื่อง ว่า " นะโมพุทธายะ "ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ……”
          
           การประเมินผล ( อาการปิติ ตัวไหวโยกโครง )
          1.ถ้ามือสั้นขึ้นลง หรือโยกซ้ายขวา มากๆ
                    1.1.ไม่สั่นเลย หมายถึง ไม่มีพลัง
                    1.2 สั่นเล็กน้อย "...." มีพลังปานกลาง
                    1.3 สั่นอย่างรุนแรง ดั่งเจ้าเข้า หมายถึงมีพลังมาก
          
          3. แบบกำของขลังอยู่ที่มือแล้ว เกิดปิติธรรมมือมีอาการเกร็งแล้วเขย่า ใช้คำอาราทนาแบบเดียวกันกับข้อที่ 2 ให้การประเมินผลเช่นกันกับข้อที่ 2
          4.แบบปิติธรรมขนลุกชูชัน....ใช้หลักการเดียวกับข้อที่ 3
          5.แบบใช้ " ฤทธิ์ทางใจ" ต้องฝึกฤทธิ์ทางใจให้ได้ก่อน จึงรู้ได้ในญาณ8 เลย

          แล้วอย่าลืมเมื่อทดสอบแล้วควรที่จะกล่าวขอขมาแด่สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์นั้นๆด้วย...ครับ...
          ******************************


อยากถามเรื่องหนี้สิน
          
ถามอยากทราบว่ามีหนี้สินมากมายไม่มีทางใช้จะแก้ไขได้หรือไม่ด้วยวิธีไหน และเกิดจากทำกรรมอะไรควรทำอย่างไร
          โดย ผู้ทุกข์ยาก [5 พ.ค. 2546 , 12:32:57 น.]

          ตอบเกิดจาก
          1. เกิดจากเศษกรรม ลักทรัพย์ของบุคคลอื่น และกรรม ยักยอกของสงฆ์ ตามมาส่งผล
          2.เกิดจากปัจจุบันกรรม เช่นเป็นคนเจ้าชู้ โดยฝ่ายตรงข้าม ( เมียน้อย หรือ ผัวน้อย ) สาปแช่ง โดยใช้กำลังจิตเข้าถึง ฌาน 4..จะได้รับผลทันที่ในชาตินี้
          3.เป็นเหตุให้ทำแท้ง ไม่ว่าจะเป็นลูกของตนเอง และลูกของคนอื่น หรือเพื่อนยืมเงิน ไปเพื่อการทำแท้ง
          4.ต้องธรณีศาล อย่างใดอย่างหนึ่งได้แก่
                    4.1. ร่วมประเวณีกันบนพื้นดิน โดยไม่มีวัสดุเช่นเสื่อรองรับ
                    4.2.รับซื้อของเก่าที่ถูกขโมย จาโบราณสถานต่างๆ โดยผ่าน โองการแช่ง ให้ผู้ใดที่มีไว้ในครอบครอง ต้อง" ฉิบ หาย " เจ็ดชั่วโคตร
                    4.3 . เป็นคนเหียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ...เกียจคล้านในกิจการงาน " นอนเจียนตาย ไม่วายง่วง "
          5.ขาดสมาธิ และการใคร่ครวนหาเหตุผลในการทำงาน
          6.ขาด อิธิบาท 4
          7.ไม่ทำบารมีธรรมใหม่ ...ได้แต่กินบุญเก่าไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น
          ถ้าคุณสมบัติต่างเหล่านี้มีอยู่ใน สันดาร ของเรา เราควรจะจัดการกับตัวเราเช่นใดจึงดี
          โดย คนเมืองบัว [18 พ.ค. 2546 , 15:32:34 น.]
          ******************************


คิดแล้วให้ขัดใจ
ถามคิดแล้วให้ขัดใจ
          คิดถึงคนรวย ที่อยู่ในศาสนาอื่นแล้ว ทำให้รู้สึกว่ามันก็แปลกๆ ทำไมคนที่อยู่ในพระพุทธศาสนาถึงได้รวยน้อยกว่า หากมองกันที่ การทำบุญ คนในพระพุทธศาสนานั้น ย่อมมีโอกาสทำบุญ สังฆทาน และก็บุญอื่นๆ แถมยังมีเนื้อนาบุญชั้นดีให้ได้ทำบุญด้วย แต่ทำไมคนไทยถึงเกิดมาแล้ว รวยน้อยกว่าฝรั่งมังค่า คิดแล้วให้ขัดใจตัวเองเป็นยิ่งนัก
          ผมสงสัยมานานแล้วว่า ด้วยการรักการทำบุญของผม น่าจะบ่งบอกได้ว่า ในอดีตชาติ ผมน่าจะได้มีโอกาส ได้ทำสังฆทานกับเขาบ้าง อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่ง แต่เหตุไฉนเกิดมาในชาตินี้ ถึงได้ไม่ร่ำรวยกับเขาบ้าง แม้ผมไม่ได้ทำบุญสังฆทานแต่ก็น่าจะมีคนไทยคนอื่นที่ได้ทำบุญสังฆทานกันหลายๆคน ซึ่งนั้นก็หมายถึงว่าน่าจะมีคนไทยที่รวยๆเยอะในประเทศไทย แต่ทำไมไม่มีคนรวยอย่างที่ว่าเลย คิดแล้วก็ให้ขัดใจตัวเองอีก
          อาจารย์คนเมืองบัว พี่ลูกพระ หรือ พี่สุขนิรันดร์ ช่วยตอบคำถามผมหน่อยได้ไหมครับ ทำไมผลบุญถึงได้ส่งผลช้านัก หรือว่าต้องรอกันเป็น หลายๆชาติหรือครับ คิดแล้วก็ให้ขัดใจ และก็เกิดความสงสัย วิจิจกิจฉา เสียจริง
          โดย กวางน้อย [5 พ.ค. 2546 , 19:17:37 น.]

          คุณกวางน้อยนี่เหมือนผมเลยแฮะ
          คิดอย่างนั้นแล้วบางทีรู้สึกขัดใจ
          ที่คิดอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าต้องการให้ตัวเองได้รับผลบุญมากๆ
          แต่คิดว่าถ้าผู้ที่มีศรัทธาในพระศาสนามีกำลังทั้งด้านทรัพย์สมบัติ และด้านอื่นๆมากกว่านี้ จะได้ทำนุบำรุง และเผยแผ่พระศาสนาได้ยิ่งกว่านี้มากทีเดียว
          ลองเปรียบเทียบกับสมัยพระเจ้าอโศกฯดูน่ะครับ ที่พุทธศาสนาเจริญได้มากเพราะได้พระองค์ท่านเป็นศาสนูปถัมภก
          สมัยนี้คงไม่ต้องถึงขนาดนั้น แค่มีคนไทยสักคนเดียวที่มีศรัทธาในพระศาสนา มีปัญญาที่จะหาแนวทางสนับสนุนและเผยแผ่พระศาสนาได้อย่างถูกต้อง และมีกำลังทรัพย์แค่หนึ่งในสิบของบิล เกตส์ สักคนเดียวนี่ ผมว่าการเผยแผ่พระศาสนาทั้งในประเทศไทย และนอกประเทศจะมีกำลังขึ้นอีกมากทีเดียว
          จริงอยู่ที่เงินเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง และเงินก็ซื้อศรัทธา หรือซื้อการบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลไม่ได้ แต่ก็สามารถที่จะสนับสนุนให้มีปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่จะให้ธรรมะเหล่านั้นเจริญยิ่งๆขึ้นไปได้ง่ายขึ้น เช่น อาวาสสัปปายะ เป็นต้น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องลงมาที่กรรมนั่นแหละครับ อาจเป็นไปได้ว่ายังไม่ถึงวาระที่กรรมดีจะส่งผล
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" ฐานะที่คนไทยเป็นอยู่ในเวลานี้ ก็ต้องเป็นผลของกรรมที่คนไทยทำไว้ในอดีตในขณะใดขณะหนึ่งนั่นเอง
เมื่อถึงวาระที่กรรมดีส่งผล อะไรต่างๆก็อาจเปลี่ยนไปได้ครับ
          โดย ไทร [6 พ.ค. 2546 , 16:19:05 น.]

          ตอบ...เหตุใดคนนอกพระศาสนา จึงรวยมากกว่าคนในเขตของพระศาสนา
           ธรรมพื้นฐานที่เป็น สูตรแห่งความสำเร็จ ในความร่ำรวยได้แก่
          1. รู้ศึกษาตนเองว่า ตนเองนั้นมี อธิฐานที่แน่นอน สำหรับตนเอง
          2. รู้ใน อิธิบาท 4 ในการทำงานให้สำเร็จ
          3.มีสัจจะแก่งาน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
          4.ใช้หลักธรรม ตนนั้นแลเป็นที่พึ้งแห่งตน
          5.หลักเศรษฐศาสตร์ พุทธศาสตร์
          เขารวยได้ด้วยหลักธรรมที่เป็นพื้นฐานนี้ กระทำตนแบบผู้ไม่ประมาท
          แต่คนในพระพุทธศาสนา มักมีความรู้ดั่งที่กล่าวมาแต่ไม่ใช้ในการปฏิบัติการจริง ประมาทในตนเอง ไม่รู้จักตนเอง เป็นส่วนใหญ่
          โดย คนเมืองบัว [18 พ.ค. 2546 , 16:27:45 น.]
          ******************************


" วังวนของการทรงเจ้า "
          เหตุส่วนใหญ่ที่พบมาก มี 2 ประการด้วยกัน ร่วมกันมาแต่การณ์ก่อน กล่าวคือ
          1.ฝึกวิชาดั่งเดิมคือ วิชาสางใส เพื่อที่จะติดต่อกับพบภูมิต่างๆ....ผู้ที่ฝึกมักใช้ กรรมฐาน เตโช ,แสงสว่าง , อาโป...เป็นต้นจนเกิดได้วิชา 3 อย่างอ่อนๆ ที่สุดก็มีความสามารถที่จะ สื่อความหมายกับ ภพแห่งวิญญานได้...แต่ด้วยไม่มีความชำนานในวิชา 3 ..ภายหลังจึงเชิญให้ วิญญาณนั้นมาคุยเองเลย...จึงกลายเป็น การทรงเจ้า
          2.กรรมเดิมของร่างทรงต้องไปดู ในสมัยที่เป็น ฤาษี ที่ยังมีมิฉาทิฏฐิ
                    2.1 อย่างน้อยต้องได้ ฤทธิ์ทางใจ แล้วนำฤทธิ์ทางใจนั้นไปบังคับเอาจิตวิญญาณ อื่นมารับใช้ตน หรือเพื่อตน หรือเพื่อคนอื่นแต่เนื่องด้วยตน ในสภาวะที่เป็นทิพย์ เช่น วิชาคุณไสยต่างๆที่มีความต่อเนื่องกันจนถึงปัจจุบันนี้
                    2.2.เกิดจากผู้นั้นเคยฝึกจิตจนได้ อภิญญา 5 แล้วใช้อภิญญา 5 นั้นปั้นหุ่นพยนต์ แล้วไปบังคับ วิญญาณ ดวงใดดวงหนึ่ง มาสิงที่หุ่นพยนต์นั้นให้มีอาการเลื่อนไหวได้ เยี่ยงคนทั่วไป เพื่อมาเป็นธาตุรับใช้ตน หรือให้ไปทำร้ายคนอื่น เป็นต้น
          เมื่อพ้นจากชาตินั้นไปแล้ว ก็ต่างต้อใช้กรรมกันไปมา สลับกัน ต่างกรรมต่างวาระ จึงเป็นที่มาของ " ร่างทรง หรือม้าทรง "
          ยังมีต่อครับ...มาถึงชาตินี้คนกลุ่มนี้ต้องมาใช้กรรมแก่กันในรูปแบบต่างๆกัน เกิดจากกรณีที่ต้องเป็นร่างทรงจะต้องมีเศษกรรมพื้นฐานดังกล่าวมา
          ในทางกุศลมักเกิดจากร่างทรง มีกฎแห่งกรรมและเจ้ากรรมนายเวร มาส่งผลรุนแรง แต่ด้วยรางทรงนั้นมีความดีในอดีตอยู่บ้าง และความดีในปัจจุบันอยู่บ้าง จึงมาใช้พลังจิตมาบังคับให้ทำความดี ด้วยการเป็นทาสรับใช้คนทั้งหลายที่เดือดร้อน
          ส่วนใหญ่ในระยะต้นๆ เทพมาทรงจริง ให้ดูที่ความแม่นยำ ใน 7 วัน ถึง 1 เดือน เมื่อทรงนานๆเขาติดในโลกธรรม 8 วิญญาณของอสุรกายจะมาเข้าทรงแทน ความแม่นยำที่ 1 ถึง 3 วัน ถ้าหลงโลกธรรม 8 มากจนแม้แต่ผีก็ทนไม่ไหว ตรงนี้มักจะ สะกด จิตต์ตนเอง หรือใช้สัญญาความจึงในการทรงที่ผ่านมา มากระทำการแทน
          2.ถ้าเป็นการที่ท่านลงมาสงเคราะห์จริง จะไม่เป็นโทษอะไร เพราะเป็นเทวตานุสสติกรรมฐานด้วย แต่ตอนที่ร่างทรงติดในโลกธรรม 8 จนเป็นการละเมิดศีล ตรงนี้คนเป็นร่างทรงจะต้องตกนรกเอง
          3.เทวดาที่หมดบุญแล้วมาเข้าทรงทำบารมีนั้นมีน้อยมาก..เพราะถ้าถึงขนาดนี้แล้วแสดงว่าเทวดาองค์นั้น ท่านมีความประมาทมาก แต่ถ้าเป็นกรณีที่เทวดาที่มา สงเคราะห์ลูกหลานที่ตกทุกได้ยาก แล้วมาบังคับให้ทำกุศลต่างจะมีมาก....แต่ท่านมักที่จะมีกำหนดเวลาในการที่จะมาสงเคราะห์ การบังคับให้ทำความดีที่เป็นการสนองคุณของบุคคลนั้น ไม่ถือว่าเป็นฐาปแต่อย่างไร...เพราะบังคับอยู่ในกรอบของเทวะธรรม
          โดย คนเมืองบัว [31 พ.ค. 2546 , 20:00:03 น.]
          ******************************